รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ และเรียกร้องการสนับสนุนจากสภาในการอนุมัติความตกลงดังกล่าว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากท่านติดภารกิจต้องไปร่วมในภารกิจงานเพื่อที่จะ ต้อนรับดูแล ฯพณฯ จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศแห่ง สปป. ลาว และภริยาซึ่งมา เยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ เพราะฉะนั้นใคร่ขออนุญาตท่านสมาชิกที่จะ ตอบในบางประเด็น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ตอบไป แล้วส่วนใหญ่ประเด็นก็ค่อนข้างซ้ํากัน มีบางประเด็นที่ใคร่ขอเรียนเพิ่มเติมว่า กรณีที่ท่านสมาชิกได้แสดงความห่วงใยในปัญหา เรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับลาวนั้น ต้องขอกราบเรียนว่า เรื่องดังกล่าวนั้นได้มี ความคืบหน้าบริเวณของเขตแดนทางบกได้มีความคืบหน้าถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์ และ คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-ลาว โดยเฉพาะทางรัฐบาลต้องการที่จะให้การดําเนินการ นั้นมีผลสัมฤทธิ์ในป้นี้จึงได้กําหนดเปัาหมายที่จะให้มีการจัดทําปักปันเขตแดนทางบก เสร็จสิ้นภายในป้นี้ ในส่วนของการปักปันเขตแดนทางน้ําก็เช่นกันก็ได้กําหนดเปัาหมายว่า ในป้หน้าจะดําเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนกรณีที่ท่านสมาชิกได้มีการถามถึงประเด็น เกี่ยวกับเรื่องของความตกลงว่าด้วยการลงทุนเกี่ยวข้องกับเรื่องของวัฒนธรรมหรือไม่นั้น ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า โดยแท้ที่จริงอาเซียนกับเกาหลีนั้น ได้มีการทําความตกลงไป ๔ ฉบับ เรียบร้อยแล้วนะครับ นั่นก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี ๒. คือความตกลงว่าด้วย กลไกระงับข้อพิพาท ๓. คือความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ และความตกลงว่าด้วย การค้าสินค้า ยังเหลืออยู่ฉบับนี้ครับ คือความตกลงว่าด้วยการลงทุน ความจริงในเรื่อง ของวัฒนธรรมและด้านต่าง ๆ นั้นจะครอบคลุมอยู่ในฉบับที่ ๑ ซึ่งครอบคลุมทุกสาขา กว้างขวางมาก ส่วนในฉบับนี้ก็ต้องเรียนว่าเปึนความตกลงที่มีความสําคัญ เพราะว่าเปึน เรื่องของการส่งเสริมให้มีการขยายในเรื่องการเป่ดเสรีด้านการลงทุน พร้อมกันนั้นก็มีการ ให้ความคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน ดังนั้นในการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันนี้ เพื่อที่จะให้ทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและจะได้ไปลงนามในความตกลงในช่วง การประชุมสุดยอดอาเซียนกับเกาหลีในสมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ ๑-๒ มิถุนายนในป้นี้ ณ เกาะเชจู สาธารณรัฐเกาหลีครับ สําหรับประเด็นเรื่องวัฒนธรรมนั้น กระผมใคร่ขอเรียน อย่างนี้ว่าก็คิดนอกกรอบและในกรอบนั่นละครับ เพราะว่าเรื่องของการพัฒนาประเทศ ไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่เรียกว่า ครีเอทีฟ อิโคโนมี (Creative Economy) นั้น ถือเปึนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ เปึนวิสัยทัศน์ของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็มุ่งเน้น แล้วก็ เปึนตัวอย่างอย่างที่ท่านได้ยกมาว่า เราได้เห็นประสบการณ์ที่เขาก็เรียก โคเรียน เวฟ (Korean wave) นั่นก็คือการที่ประเทศต่าง ๆ เช่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ แม้แต่ ญี่ปุ์นก่อนหน้านี้ และสหรัฐอเมริกาและยุโรป ได้ใช้สินค้าทรัพย์สินทางปัญญานี่ครับ สินค้าทรัพย์สินทางปัญญาที่ท่านพูดถึง ก็มีเรื่องวัฒนธรรม นั่นจริง ๆ ก็คืออยู่บนฐานของ การพัฒนาสินค้าทรัพย์สินทางปัญญา เพราะฉะนั้นจึงเปึนเหตุผลว่าทําไมเราจะต้องให้ ความคุ้มครองเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา และต้องเรียนว่าถ้าท่านจะได้เข้าใจกฎหมาย มากกว่านี้ ก็จะเข้าใจว่าในการจับกุมที่พัฒน์พงศ์นั้นเปึนเรื่องพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้าครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะได้นําเสนอประเด็น ก็ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทําการบ้าน มากกว่านี้ และก็ยินดีครับ ถ้าท่านจะได้ตั้งกระทู้ถาม กระผมยินดีตอบเพื่อให้ความรู้กับ ท่านได้มากขึ้นในประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ นะครับ ก็ขอเรียนท่านประธานว่าเห็นตรงกัน ในประเด็นเรื่องของความร่วมมือหรือการค้าการลงทุนที่จะครอบคลุมทุกด้านนะครับ โดยเฉพาะระหว่างอาเซียนกับเกาหลี เพราะว่าเปึนประเทศที่อยู่ในกลุ่มอาเซียนบวก ๓ คือเกาหลี จีน ญี่ปุ์น และเรายังมีอาเซียนบวก ๖ ซึ่งจะรวมไปถึงอินเดีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ตรงนี้จะรวมประชากรทั้งหมดกว่า ๓,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งจะทําให้เรามี ศักยภาพในด้านของการขยายการส่งออกเพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ผู้ใช้แรงงานที่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ในโรงงาน อยู่ในท้องนาท้องไร่นั้น สามารถขายสินค้า ทําให้ชีวิตเขาดีขึ้น เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าประเด็นในความตกลง ดังกล่าวจึงมีความสําคัญที่จะต้องขอความเห็นชอบจากทางรัฐสภาครับ