รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

สุริยา ปันจอร์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสรรหาคณะบุคคลที่มีคุณวุฒิในการประนีประนอมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอให้หาความตกลงร่วมกัน โดยให้ข้อเท็จจริงว่าหากทั้งสองฝ่ายยืนหยัดไม่ยอมแพ้ ก็จะไม่มีผลลัพธ์ที่ดี

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิก วุฒิสภา จังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเวลาที่ได้รับการจัดสรรเพียง ๕ นาที จะพยายามรักษาเวลาอย่างเต็มที่ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชมเชยรัฐบาลที่ใจกว้าง ใจถึง ยอมรับที่จะฟังข้อมูลจากสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ แม้ว่าบางครั้งอาจจะมีปัญหาในเรื่องของ การถกหรือโต้เถียง โต้ตอบกันบางเรื่องบางกรณี แต่ก็ถือว่าผลที่ได้จากการนําเสนอของ สมาชิกรัฐสภาในวันนี้ คิดว่ารัฐบาลน่าจะนําไปใช้ น่าจะนําไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ต่อการที่จะดําเนินการต่อไป

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ในช่วงเกิดเหตุการณ์วันนั้นซึ่งเรียกว่า สงกรานต์ที่มีปัญหานะครับ ผมเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีโอกาสได้เห็นสด ๆ เนื่องจากว่า ขณะนั้นผมอยู่ในประเทศมาเลเซียหลายวัน กลับมาเหตุการณ์ทุกอย่างก็ฟังแต่ข่าวนะครับ ฟังแต่ข่าว อ่านแต่ข่าวนะครับ อย่างนี้ครับท่านครับ ผมมีแนวคิดที่หลากหลาย ขออภัย ผมมีแนวคิดที่แปลกและแยกไปจากสมาชิกท่านอื่น ๆ อยู่ ซึ่งเดี๋ยวในเวลาอันจํากัดนี้ ผมอยากจะเรียนเปึนขั้นเปึนตอนไปนะครับ

ท่านผู้มีเกียรติครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาก่อนป้ ๒๕๔๙ นะครับ แล้วก็มี ความขัดแย้งต่อเนื่องตลอดมาหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายบุคคล พยายามที่จะ เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านสมัคร มาถึงท่านสมชาย ปัจจุบันนี้ก็คือท่านอภิสิทธิ์ ก็ยังหาวิถีทางที่จะแก้ปัญหาให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ยังไม่ได้ เลยครับท่าน มีบางท่านบอกว่าวิธีแก้ก็คือ รัฐบาลต้องลาออก ตั้งแต่สมัยท่านสมัคร ตั้งแต่ สมัยท่านสมชาย และมาถึงยุคนี้ก็ต้องลาออกเหมือนเดิม และมีบางท่านบอกว่าต้อง ยุบสภา มีบางท่านบอกว่าต้องตั้งคณะปฏิรูป มีบางท่านบอกว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนั้นดูแล้วเปึนเรื่องยาก เปึนเรื่องยากและมีปัญหาสลับซับซ้อนมาก เนื่องจากว่า เราคนไทยแท้ ๆ ปากเราอ้างว่า รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมเข้าใจว่า ถ้ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมมั่นใจว่าต้องพูดกัน รู้เรื่อง พูดกันเข้าใจ และสามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้ท่านครับ ต่างคนต่างพูด พูดกันคนละเวลา พูดกันคนละเวที ซัดกันไปซัดกันมา ในที่สุดก็ไม่ได้อะไร สุดท้ายก็ยิ่งเกิดความแตกแยกออกมาเปึนเสี่ยง ๆ ดังที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมมีความคิดเห็นที่อยากจะเสนอเพียงสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า ถ้าประเทศ ไทยเปึนเรือลําใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ในทะเลของโลก หรืออาจจะเรียกว่า มหาสมุทรของโลก มีผู้โดยสารจํานวน ๖๐ กว่าล้านคน บังเอิญเรามีเปัาหมายที่จะไปสู่ฝัืง ที่มีชัยชนะทางด้าน เศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมือง แต่ปรากฏว่าในขณะนี้คนโดยสารทะเลาะกันเอง เรือรั่วครับ ขณะนี้ครับท่านประธานครับ เรือรั่วแล้ว แต่เราไม่มีจิต ไม่มีใจ หรือมีแต่เราไม่มี วิถีทางที่จะไปอุดรูรั่ว น้ําทะลักเข้าเรือตอนนี้ ท่านประธานครับ ผมเปึนห่วงเหลือเกินว่า ถ้าเรือลํานี้อับปางอันเนื่องมาจากคนไทยที่ปากอ้างว่า รักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ แต่เรือลํานี้อับปางลงนะครับ เราจะไม่มีลูกหลานให้ได้เชยชม ประวัติศาสตร์ครับ พี่น้องครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ เพราะฉะนั้นผมขอเสนอสั้น ๆ อย่างนี้ ในเวลาอันจํากัด ๑. รัฐบาลจะต้องสรรหาคณะบุคคลซึ่งอาจจะเรียกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ในการที่จะทําหน้าที่ประนีประนอมคู่กรณี ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้าน ส.ว. ไม่ว่า จะเปึนกลุ่มต่าง ๆ หันหน้าเข้ามาหากันสิครับ คุยกันสิครับ ถ้าต่างคนต่างคุย คุยกันคนละ วิธีไม่มีทางจบ เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของผม แม้จะทํายาก แม้จะทําไม่ได้ก็จริงอยู่ ครั้งหนึ่งผมเคยเสนอท่านประธาน ท่านประธานวุฒิสภา เสนอเปึนเอกสารว่า วิธีแก้ที่ดี ที่สุดในขณะนั้นซึ่งผ่านมาหลายเดือนแล้ว ท่านก็บอกว่าถ้าทําได้ก็ดี แต่กลัวจะทําไม่ได้ ถ้าทําไม่ได้ ไปเชิญ ไปเรียกร้อง ผมได้เสนอว่า ไม่น้อยกว่า ๗ ท่านด้วยกัน ซึ่งเปึนบุคคลที่ คนไทยเราให้ความเคารพและนับถือมาเปึนคนกลางครับ การเจรจาปรานีคู่กรณี ถ้าไม่มี คนกลางโอกาสที่จะประสบความสําเร็จน้อยมาก ๆ ครับ เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไป อยากจะเรียกร้องรัฐบาลได้สรรหากลุ่มบุคคลที่มีคุณภาพเปึนที่เคารพและนับถือของคน ไทยทั้งประเทศ แม้จะไม่ทั้งประเทศแต่ก็ให้เปึนคนที่เคารพและนับถือนะครับ ประเด็นที่ ๑ นะครับ มาทําหน้าที่ประนีประนอม ถามว่าการประนีประนอมเกิดผลอย่างไรบ้าง ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า การประนีประนอมจะประสบความสําเร็จได้นั้นก็คือ

๑. คู่กรณีต้องยอมรับผลที่เกิดจากการปรานี ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ คู่กรณีจะต้องเสียสละ ผมเคยยกตัวอย่างว่า การซื้อขาย ถ้าผู้ขายต้องการที่จะขาย ๑,๐๐๐ บาท แต่ผู้ซื้อต้องการที่จะซื้อเพียง ๘๐๐ บาท ถ้าต่างคนต่างยืนหยัด โดยบอกว่า ผม ๑,๐๐๐ บาท และอีกท่านหนึ่งบอกว่า ฉัน ๘๐๐ บาท ถ้าอย่างนี้โอกาสที่จะประสบ ความสําเร็จไม่มีแน่ ผลก็คือคนขายไม่ได้ขายของ แต่คนซื้อก็ไม่ได้ของ อย่างนี้แหละครับ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คืออาจจะพบกันครึ่งทางก็ได้ อย่างเช่น คนขายบอกว่าถ้าอย่าง นั้นเอาสัก ๙๐๐ บาทได้ไหม คนซื้อก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ขอขึ้นไปสัก ๑๐๐ บาท ก็กลายเปึน ๙๐๐ บาท อย่างนี้แหละครับคือการประนีประนอม ผมพูดอย่างนี้หลายครั้ง แต่หลาย ๆ ท่านบอกว่าเปึนไปไม่ได้ บ้านนี้เมืองนี้เปึนไปไม่ได้ ผมยังสงสัยว่าเปึนไปไม่ได้ อย่างไรนี้ นี่เราคนไทย ปากบอกว่า รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วทําไมเปึนไป ไม่ได้ นี่แหละครับ เพราะฉะนั้น ผมขอเสนอประเด็นที่ ๑ นะครับ

-๒๓๑/๑

ประเด็นที่ ๒ นิดเดียวครับท่านประธานครับ นิดเดียว เพราะว่าถูกเบียด เวลามาตลอดครับ ประเด็นที่ ๒ นั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ท่านบอกว่า นี่รัฐบาลบอกว่าจะตั้ง คณะทํางานปฏิรูปการเมืองนี่เห็นด้วย ขณะนี้ทางรัฐบาลก็ได้ดําเนินการไปแล้วนะครับ

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะฝากจริง ๆ ก็คือ ขอเวลานิดเดียว คือผู้ใดกระทํา ความผิดในบ้านนี้เมืองนี้ผู้นั้นจะต้องได้รับโทษ ไม่ว่าจะเปึนคดีอาญาหรือคดีแพ่ง ย้อนกลับไปเมื่อหลายป้ที่ผ่านมา คดีที่มัสยิดกรือเซะยังสะสางไม่เสร็จ คดีตากใบ ยังสะสางไม่เสร็จ จึงทําให้คนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า เข้าใจว่า และคิดว่านี่คือความเปึนธรรมยังไม่ปรากฏ เมื่อความเปึนธรรมไม่ปรากฏ แก้อย่างไรมันก็แก้ไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นต้องสร้างความเปึนธรรมให้ปรากฏเสียก่อน จึงจะแก้ปัญหาได้ในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ