เจิมมาศ จึงเลิศศิริ ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ที่กรุงเทพมหานครมีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ที่ตลาดนางเลิ้ง ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในตลาดและราดน้ำมันเผาเรือนบ้านของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาช่วยกันเอาทรายกลบน้ำมันและพยายามเข็นรถออกไปจากตลาด เจิมมาศจึงเลิศศิริเห็นว่ารัฐบาลมีสุภาพบุรุษมากเกินไปเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดนางเลิ้ง และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเข้มข้นในการแก้ไขปัญหา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ เหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วง เทศกาลในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ภายใต้แรงกดดันที่พยายามที่จะทําให้เกิดจลาจลขึ้น กลางกรุงเทพมหานคร และรัฐบาลเองก็พยายามที่จะปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมตามหลัก มาตรฐานสากล เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและบาดเจ็บกับผู้ชุมนุมและประชาชน แต่ดิฉันคิดว่านะคะ รัฐบาลนั้นเปึนสุภาพบุรุษมากเกินไปค่ะ เนื่องจากเมื่อเทียบกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พัทยา ที่โรงแรม รอยัล คลิฟ บีช (Royal Cliff Beach) พัทยา ที่กลุ่ม ผู้ชุมนุมนั้นได้บุกเข้าไปเพื่อยุติการประชุมอาเซียน หรือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรถของ ท่านนายกรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทยที่ถูกรุมทําร้าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยไม่ได้คํานึงถึงหลักมนุษยธรรมแล้ว ก็สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่รถแก๊สที่แฟลตดินแดง หรือว่าที่ มัสยิดที่ถนนเพชรบุรี ซอย ๗ ที่ถูกทําลาย แล้วก็ประชาชนในชุมชนเพชรบุรี ซอย ๗ นั้น ส่วนมากเปึนชาวมุสลิม ก็ถูกทําร้ายด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มีการเผารถเมล์ที่บริเวณ ริมทางรถไฟยมราช และที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตลาดชุมชนนางเลิ้งค่ะ ในวันที่เกิดเหตุนั้นนะคะ เปึนวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เมษายน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เปึนเหตุการณ์ที่เกิดการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและชาวตลาดนางเลิ้งเองไม่ได้เกิดขึ้น จากการควบคุมการชุมนุมของฝ์ายรัฐบาลแต่อย่างใด ดิฉันขออนุญาตลําดับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นที่ตลาดนางเลิ้งในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เมษายน เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกาเศษค่ะ ตอนนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ ๓๐ คน ได้นํารถประจําทางมาขวางอยู่บริเวณสี่แยก ถนนพะเนียง บนถนนนครสวรรค์ แล้วก็ราดน้ํามันที่รถ ที่ถนน แล้วก็ราดยาวไปจนกระทั่ง มาถึงหน้าร้านอุดมพานิช ซึ่งเปึนร้านตึกแถวอยู่หน้าตลาดชุมชนนางเลิ้ง ท่านประธานคะ มีคนจะมาเผาบ้านของเรา เราจะทนอยู่ได้อย่างไรค่ะ ชาวชุมชนตลาดนางเลิ้งก็ต้อง ออกมาค่ะ ออกมาช่วยกัน เอาทรายมากลบน้ํามันค่ะ แล้วก็พยายามที่จะช่วยกันเข็นรถ ประจําทางคันนั้นนี่ออกไปให้ห่างพ้นจากบ้านของเขา ก็แน่นอนที่สุดค่ะ ก็ต้องเกิด การปะทะระหว่างชาวชุมชนตลาดนางเลิ้งแล้วก็กลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อชาวบ้านนี่ออกมามากขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีอยู่ประมาณ ๓๐ คน ก็ล่าถอยไป โดยที่ได้ล่าถอยไปทางแยกผ่านฟัา แล้วก็กลับไปชุมนุมกันที่ทําเนียบรัฐบาล แต่ก่อนที่จะไปก็ได้ขู่เอาไว้ว่าจะกลับมาใหม่ แน่นอนที่สุดค่ะเหตุการณ์ก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น ชาวชุมชนตลาดนางเลิ้งต้องร่วมมือ ร่วมใจกันค่ะ เพราะว่าเขารู้ดีว่าเหตุการณ์ร้ายจะต้องเกิดขึ้นในอีกไม่นานข้างหน้านี้ พวกเขาก็ออกมารวมตัวกันมากขึ้นบนถนนนครสวรรค์ แล้วก็อยู่บริเวณสองฝัืงริมทางเท้าของถนนนครสวรรค์ด้วย แล้วก็พยายามจัดเวรยามกัน ที่จะเฝัาระวังชุมชนของพวกเขาเอง เมื่อเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ นาฬิกาเศษในวันนั้น กองทัพของผู้ชุมนุมก็กลับมาจริง ๆ มาอยู่บนสะพานเทวกรรม สะพานเทวกรรมนั้นอยู่ ระหว่างสนามม้านางเลิ้งกับแยกพะเนียงที่กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นนํารถประจําทางมาขวางถนนไว้ แล้วก็มีแค่เพียงแผงเหล็กชั้นเดียวเท่านั้นที่กั้นกลางระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งมาเปึนกองทัพ กับประชาชนชาวบ้านตลาดนางเลิ้งที่เขาออกมาปกปัองชุมชนของพวกเขาเอง เมื่อกลุ่ม ผู้ชุมนุมมารวมตัวกันมากขึ้นนะคะ มีรถจักรยานยนต์ประมาณ ๒๐ คัน มีคนขับพร้อมคน ซ้อนท้าย แล้วก็คนที่เดินเท้าอีกประมาณ ๓๐-๔๐ คน มารวมตัวกันบนสะพานเทวกรรม เมื่อเวลาประมาณทุ่มเศษ ๆ ก็ได้ดึงแผงเหล็กนั้นออก แล้วรถจักรยานยนต์ ๒๐ กว่าคันนั้น ก็ได้ขับลงมาจากสะพานปาระเบิดเข้าใส่ถนนนครสวรรค์ ๓ ลูกด้วยกัน แต่โชคดีที่ไม่ได้ถูก ประชาชนเลยแม้แต่คนเดียว แต่ว่าทุกคนก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทัน ได้หายตกตะลึงนะคะ ก็ต้องวิ่งหนีกระสุนที่คนที่นั่งซ้อนจักรยานยนต์ ๒๐ กว่าคันนั้น ยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไม่ปรานีค่ะ พร้อมด้วยคนที่เดินเท้าข้างหลังรถจักรยานยนต์ ก็วิ่งกรูกันเข้ามายิงใส่ประชาชนที่วิ่งเข้าตามซอยต่าง ๆ ทั้งสองฝัืงถนนนครสวรรค์ ส่วนหนึ่งก็วิ่งมุ่งหน้าไปที่แยกพะเนียง และแยกจักรพรรดิพงษ์ อีกส่วนหนึ่งก็วิ่งเข้าซอกซอย ทั้งสองฝัืงของเส้นถนนนครสวรรค์ วิ่งหนีตายกันกระเจิงเข้าไปในบ้านของตนเองค่ะ เพื่อจะต้องป่ดประตูบ้านแล้วก็ป่ดไฟ แล้วก็หลบอยู่แต่ในบ้านตั้งแต่เวลาประมาณทุ่ม เศษ ๆ จนถึงสี่ทุ่มเศษ ๆ แล้วก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเข้าไปข่มขู่ เข้าไปยิงป๋นเปึนระยะ ๆ ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงเวลาสี่ทุ่มเศษ เข้าไปทุบประตูบ้าน ซึ่งชาวบ้านก็หลบกันอยู่ในบ้าน แล้วก็ไปถามว่ามีใครซ่าออกมา ท่านประธานคะ ไม่มีใครซ่าค่ะ ชาวบ้านนั้นเขาเปึน ผู้บริสุทธิ์ เขาจะต้องมาสังเวยชีวิตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่ว่าเขาออกมาปกปัอง บ้านของตนเองไม่ให้ถูกเผา ในเสี้ยววินาทีที่กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นกราดยิงใส่ชาวชุมชนนางเลิ้ง บนเส้นถนนนครสวรรค์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๑๐ กว่าราย และมีผู้ที่ถูกยิงอาการสาหัสและ ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ๒ รายด้วยกัน คือ นายปัอม ผลพันพัว อายุ ๕๔ ป้ และ นายยุทธการ จ้อยช้อยชด หรือโต๊ด อายุ ๑๙ ป้ ทั้ง ๒ คนถูกยิงในที่เกิดเหตุทันทีแล้วก็ถูก นําส่งโรงพยาบาล แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมาในวันนั้นเอง และผู้บาดเจ็บอีก ๑๐ กว่าราย ทั้งสาหัสและก็บาดเจ็บเล็กน้อย อันนี้เปึนสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนไทยด้วยกัน และใน วันนั้นเองกําลังของเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ นั้นดิฉันเข้าใจค่ะ เห็นใจว่าในวันที่เกิดเหตุนั้น เกิดเหตุร้ายขึ้นหลายแห่งหลายจุดด้วยกัน เพราะฉะนั้นกําลังของเจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอ แต่ดิฉันเสียใจว่าถ้ากําลังของเจ้าหน้าที่มาเร็วกว่านี้สักนิดหนึ่ง ก็คงจะไม่มีผู้เสียชีวิตถึง ๒ รายด้วยกัน ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นท่านที่ไปเดินที่ตลาดนางเลิ้งยังสามารถที่จะ เห็นร่องรอยของกระสุนป๋นที่ฝังอยู่บนกําแพง อยู่ตามประตูบ้าน ตามร้านค้าได้หลายจุด ที่เห็นได้ชัดเจนก็จะเปึนซอยนครสวรรค์ ๔ และซอยนครสวรรค์ ๘ ซึ่งเปึนทางเข้าชุมชน ตลาดนางเลิ้งในวันนั้น ร่องรอยเหล่านั้นยังอยู่ค่ะ ก็จะเปึนซอยนครสวรรค์ ๔ และซอยนครสวรรค์ ๘ ซึ่งเปึนทางเข้าชุมชนตลาดนางเลิ้ง ในวันนั้นร่องรอยเหล่านั้นยังอยู่ค่ะ แต่ว่าร่องรอยในจิตใจของครอบครัวของนายปัอมและ นายโต๊ด และชาวตลาดนางเลิ้งนั้นคงจะต้องเสียขวัญไปอีกนาน ดิฉันเสียใจกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านั้นต้องเกิดกับชุมชนอื่น ๆ ดิฉันขอเรียกร้อง นะคะ ให้พวกเราคนไทยด้วยกันร่วมกันออกมาค่ะ ออกมาร่วมมือร่วมใจกัน ปกปัอง บ้านเกิดของเรา ปกปัองประเทศชาติของเรา เมื่อมีคนที่จะเข้ามาทําร้ายพวกเรา พวกเรา ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่คิดว่าตัวใครตัวมัน ออกมาปกปัองบ้านของท่าน ประเทศชาติ ของท่าน และในส่วนของผู้ชุมนุมเองดิฉันก็ขอเรียกร้องนะคะว่า ท่านลองกลับไปคิดดูว่า สิ่งที่ท่านทําลงไปในเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ท่านทําเพื่อใคร ท่านได้ทําเพื่อประเทศชาติ ของท่านหรือเปล่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นเปึนช่วงที่เราควรจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เราควรจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเปึนเม็ดเงินมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ แต่ท่านทําลายบรรยากาศการท่องเที่ยวลงหมดสิ้น แม้แต่การประชุมอาเซียน ท่านก็ทําลายความเชื่อมั่นของต่างชาติ ท่านทําลายเศรษฐกิจที่เรากําลังจะฟุ๋นฟูกันอยู่ลง อย่างย่ําแย่ ในยุคโลกาภิวัตน์ในโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ดิฉันคิดว่าเราต้อง ร่วมมือร่วมใจกันค่ะ ร่วมกันให้ประเทศของเรานั้นสามารถที่จะยืนหยัดแข่งขันกับนานา อารยประเทศได้ ในอดีตนั้นประเทศไทยเคยเปึนเสือหนึ่งในห้าของประเทศอุตสาหกรรม ใหม่หรือนิคส์ นิว อินดัสเตียล คันทรีส์ (NICs : New Industrials Countries) แต่ว่าในปัจจุบัน อย่าว่าแต่ ๑ ใน ๕ เสือเลยนะคะ แม้แต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและ ประเทศเวียดนามก็หายใจรดต้นคอเราอยู่แล้วค่ะ ทําไมเราไม่ช่วยกันร่วมมือกันสร้าง ประเทศของเรา ถ้าเรามัวแต่ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้นะคะ อีกไม่นานในกลุ่มประเทศอาเซียน ก็จะนําหน้าเราไปหมดทุกประเทศค่ะ ดิฉันขอฝากไว้ให้พวกเราคนไทยด้วยกัน ทุกคนนะคะ ขอให้รักกัน ให้สามัคคีกัน ร่วมกันสร้างประเทศไทยของเราให้แข่งขันกับโลก โลกาภิวัตน์ใบนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน