รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

ฐิติมา ฉายแสง อภิปรายเรื่องวิกฤติในประเทศไทย โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการใช้ระบบรัฐสภา และการเมืองไทยที่ไม่เป็นธรรม เธอหารือเรื่องการเข้าใจหัวอกของประชาชนที่ต่อต้านการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช คิดและแก้ปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจ นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการปฏิบัติของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเสนอแนะให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการชุมนุมที่ผ่านมา และเธอยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความไม่เป็นประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หยุดการดำเนินการใดๆ ที่ไม่เป็นมาตรฐาน และให้ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน

นางฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะวันนี้ดิฉัน ก็เห็นใจท่านประธานมาก ๆ เลยนะคะ เพราะว่าดิฉันเองเคารพท่านประธานแล้วก็เห็นว่า ท่านประธานเปึนคนอ่อนโยนมาก แล้วก็ต้องขอชื่นชมในความรักศักดิ์ศรีของ สมาชิกวุฒิสภาค่ะ ท่านประธานคะ ตอนแรกดิฉันดีใจที่วันพุธที่ ๒๒ แล้วก็ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๒ นั้น คณะรัฐมนตรีนั้นได้ให้เกียรติ ส.ส. และ ส.ว. มาประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. ถึงเรื่องที่มันเกิดวิกฤติอย่างร้ายแรงที่สุด ในประเทศไทยครั้งหนึ่งก็ว่าได้ แต่ตอนนี้ดิฉันรู้สึกเสียใจแล้วค่ะ ไม่ดีใจแล้ว เพราะดิฉัน รู้สึกว่า ส.ส. ของพวกเรานั้นหลายคน โดยเฉพาะฝ์ายรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีดูจะไม่ ค่อยเข้าใจถึงมาตรา ๑๗๙ ดีพอ เพราะว่าตอบคําถามทุกชอทเลยมันเกินไป และยังมีการ ประท้วงกันมากมาย จนกระทั่งเกิดเรื่องเมื่อสักครู่ ดิฉันก็เห็นใจผู้ที่อภิปรายสักครู่นะคะว่า แทบจะไม่มีคนฟัง เพราะว่า ส.ว. ท่านรักศักดิ์ศรีของท่าน ท่านรักท่านประธาน ท่านก็จะ เดินออกจากห้องประชุม เอาล่ะค่ะวันนี้ดิฉันเองไม่ต้องเสียใจไม่ต้องดีใจ แต่เสียใจกับสิ่งที่ เกิดขึ้นกับบ้านเมืองค่ะ เพราะว่ามันเปึนเรื่องที่ร้ายแรงเหลือเกิน ดิฉันเองเห็นด้วยกับการ ใช้ระบบรัฐสภานะคะว่าพวกเรานั้นตัวดิฉันเองนั้นได้มีสิทธิที่ใช้ความคิดเห็นมาแสดงออก มาแนะนํา แล้วดิฉันก็เอาตัวอย่างจากประชาชนมาบอกกับรัฐสภาแห่งนี้ด้วย แต่ดิฉันรู้สึกว่า การใช้ระบบรัฐสภาของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นดูจะเปึนประเภทที่เรียกว่า ประสาทช้าไปหน่อย เพราะอะไร เพราะพวกเรา ส.ส. พรรคเพื่อไทยพยายามอยู่หลายครั้งค่ะ หลายครั้งมากที่จะช่วยแก้ปัญหาโดยใช้สภาแห่งนี้ แต่ดูเหมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นจะมีคู่หูคู่ใจที่คอยช่วยเหลือคอยปกปัองอยู่ในสภาแห่งนี้อยู่ตลอด เพราะป่ดประชุมทุกที ส.ส. พรรคเพื่อไทยเสนอให้นําเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเปึน วาระในการประชุมและเปึนวาระที่ ๑ ด้วย แต่ท่านประธานก็เลื่อนอยู่เรื่อย หรือเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๒ นี้ก่อนสงกรานต์ พวกเราพรรคเพื่อไทยก็พยายามที่จะถกกันในสภา เพื่อแก้ไขปัญหากับผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่อยู่ที่หน้าทําเนียบรัฐบาล แต่ท่านประธาน คู่หูคู่ใจนั้นก็ป่ดประชุมไปเสียเฉย ๆ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหามันยังคงลําบากอยู่ แต่วันนี้ วิกฤติบ้านเมืองมันหนักเหลือเกิน มีเลือดตกยางออก มีการเสียชีวิต มันอาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้า ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้พูดในสภาก่อนหน้านี้เราอาจจะให้เหตุผลที่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ทั้งดิฉันและเพื่อน ส.ส. นั้นก็จะนําเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทั้งจากทางโทรศัพท์ จากทางจดหมาย จากทางอีเมล์ หรือจากการเจอะเจอกับประชาชนเขาก็บ่นมา เสียงสะท้อนของประชาชนนั้นบอกกล่าวมาให้ดิฉัน บอกในสภาว่า ประชาชนเขาถามมาค่ะว่า ประชาธิปไตยและความเปึนธรรมในสังคมไทยอยู่ที่ไหน ดิฉัน ขอย้ํานะคะว่าประชาชนเขาสงสัยและฝากมาถามว่า ความเปึนประชาธิปไตยและความ เปึนธรรมในสังคมอยู่ที่ไหนคะ ท่านประธานต้องเข้าใจนะคะว่าประชาชนคนไทยนั้นไม่ใช่ เขาไม่สนใจการเมือง เขาเฝัาดูอยู่ตลอดเวลานะคะ ประชาชนเขารู้ว่าบ้านเมืองนั้นมันเปึน อย่างไร บางคนอาจจะเข้าใจแบบหนึ่งก็รู้สึกแบบหนึ่ง แต่บางคนอาจจะเข้าใจอีกแบบหนึ่ง แล้วก็รู้สึกอีกแบบหนึ่งได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีประชาชนจํานวนมากเขามองดูเหตุการณ์ บ้านเมืองที่ผ่านมาแล้วเขารู้สึกว่าสังคมไทยมี ๒ มาตรฐาน ไม่ยุติธรรมเลย เมื่อช่วงที่กลุ่ม พันธมิตรชุมนุมจนเกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงเกิดวิกฤติ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ภาคเอกชนก็เสนอให้รัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช นั้นยุบสภา แต่เมื่อกลุ่ม คนเสื้อแดงชุมนุมและเกิดวิกฤติ ภาคเอกชนก็กลับเสนอให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการอย่างเด็ดขาดและไม่เคยเสนอให้ยุบสภา ประชาชนเขาเลย บอกว่าไม่เท่าเทียมกัน แล้วการทําเผด็จการรัฐประหารนั้น ปกติสังคมไทยเคยรับรู้ว่าเปึน การกระทําที่ไม่ดีทั่วโลกเขาไม่ยอมรับ เพราะเปึนการทําลายทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ความเจริญของประเทศไทยที่ควรจะล้ําหน้าอยู่ในเอเชีย กลับกลายเปึนถูก กระชากถอยหลังลงคลอง แต่เผด็จการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น กลับเห็นภาพประชาชนบางคนนําดอกไม้มาให้กับทหารที่ถือป๋น แล้วก็ขับรถถังออกมา ประชาชนส่วนใหญ่จึงบอกว่าอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง หรือการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค ๑๑๑ คน ทั้งที่พวกเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ก็ต้องกลายเปึนประชาชนชั้นสามเลยนะคะ คนอายุ ๑๘ ป้ ยังมีสิทธิเลือกตั้ง แต่นี่ไม่มีด้วยซ้ํา ประชาชนเขาเลยรู้สึกว่ามันไม่เปึนธรรมเลย การ ตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นขัดกับหลักกฎหมายสากลที่ออกกฎหมายย้อนหลังที่ เปึนโทษ ซึ่งดิฉันได้ยินนักกฎหมายที่เปึนเพื่อนนะคะ หลายคนบอกว่าต้องฉีกตําราทิ้งกัน เลยดีกว่า ทีนี้เมื่อคราวที่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน องค์กร วิชาชีพสื่อมวลชน ๕ องค์กร ประกาศไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าพระราชกําหนดฉุกเฉิน ฉบับนี้ ไม่ได้ตราขึ้นตามหลักนิติธรรม และมีเนื้อหาขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน กลับเห็นด้วย และขอให้รัฐบาลและกองอํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ กอฉ. ใช้ กําลังของเจ้าหน้าที่เท่าที่จําเปึน ประชาชนเขาก็เลยรู้สึกแปลก ๆ เอ๊ะ ทําไมไม่คัดค้าน ครั้งนี้ทําไมการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินล่ะ หรือสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีได้รับ การคุ้มครองให้ดําเนินกิจการจนถึงทุกวันนี้ แต่ในขณะที่ดี สเตชั่นถูกตรวจค้น ถูกตัดไฟ ถูกป่ดจอมืด นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ทํากับข้าวออกโทรทัศน์ให้แก่บริษัทเอกชน แห่งหนึ่ง ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะไปกระทํา ผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ แต่ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเองจัดรายการวิทยุ และสอนหนังสือมหาวิทยาลัยเอกชน ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีใคร ว่าอะไร ประชาชนเขาก็เลยรู้สึกประหลาดใจ หรือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ผู้นํากองทัพประกาศวางตัวเปึนกลาง ไม่ทําหน้าที่รักษากฎหมาย และยังเสนอให้ นายกรัฐมนตรีลาออกและยุบสภา โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่ในกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดง กองทัพกลับเข้ารับผิดชอบอย่างแข่งขันเด็ดขาดในการใช้กําลังอาวุธร้ายแรงเข้าจัดการกับ กลุ่มผู้ชุมนุม ประชาชนเขาเลยรู้สึกว่าทําเกินกว่าเหตุ หรือ ๒ มาตรฐานเยอะเหลือเกิน รัฐบาลสมชายใช้กําลังจัดการกับกลุ่มพันธมิตรที่ป่ดล้อมรัฐสภา ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบ แล้วก็มีข้อสรุปว่าให้ดําเนินคดีอาญากับนายกรัฐมนตรีสมชายและรองนายกรัฐมนตรี ชวลิต ยงใจยุทธ แล้วก็ดําเนินคดีลงโทษทางวินัยข้าราชการตํารวจอีกจํานวนมาก เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตแล้วก็บาดเจ็บจากการใช้แก๊สน้ําตา ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นใช้ กําลังทหารพร้อมอาวุธร้ายแรงครบมือกับคนเสื้อแดงจนบาดเจ็บจํานวนมาก แต่ไม่มี องค์กรอิสระใดทําการตรวจสอบ ประชาชนเขาเลยรู้สึกว่ามัน ๒ มาตรฐาน หรือกลุ่ม พันธมิตรป่ดล้อมรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประณามการปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐบาล ณ ขณะนั้น และเจ้าหน้าที่ว่าใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้ชุมนุม แต่ในกรณี การสลายผู้ชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยกําลังทหารที่ร้ายแรงและครบมือนั้น ประธาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับระบุว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นจัดการกับปัญหาได้ดีอย่างมี เกียรติและมีศักดิ์ศรี ประชาชนเขาเลยยิ่งรู้สึกถึง ๒ มาตรฐานมากขึ้นไปอีก ท่านประธาน คะ ข้อเท็จจริงที่ดิฉันได้นํากล่าวมานี้มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เปึนธรรมในสังคมไทยที่ ประชาชนเขารู้สึกแล้วเขาสะท้อนออกมาให้ดิฉันเองมาพูดในสภาแห่งนี้ แต่มันมากกว่า นั้นค่ะ มันมากกว่าเรื่อง ๒ มาตรฐาน มันเปึนการแสดงออกอย่างร้ายแรงถึงปัญหา ที่เรียกว่า ความไม่เปึนประชาธิปไตย ท่านประธานอาจสงสัยว่ามันไม่เปึนประชาธิปไตย อย่างไร ประชาธิปไตยนั้นอํานาจสูงสุดท่านประธานก็รู้อยู่เปึนของประชาชนใช่ไหมคะ แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นมาตลอดก็คือ บทบาทของกองทัพในการแสดงออกแบบ ๒ มาตรฐาน ยืนยันได้ชัดเจนว่าระบบการปกครองปัจจุบันนั้นใคร ๆ จะเปึนรัฐบาลได้ หรือรัฐบาลจะอยู่ รอดปกครองประเทศได้ ผู้กําหนดคือ ผู้นํากองทัพนั่นเอง ประชาชนไม่สามารถกําหนด ความอยู่รอดของรัฐบาลได้เลย อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือเปล่าคะ เพราะหาก รัฐบาลใดไม่เปึนพวกเดียวกับผู้นํากองทัพ ทหารก็อาจจะสนับสนุนให้กลุ่มประชาชน ต่อต้านจนปกครองประเทศไม่ได้ แต่ในทางกลับกันหากรัฐบาลเปึนพวกเดียวกับกองทัพ ท่านประธาน มีประชาชนออกมาต่อต้าน ก็จะพบกับการปราบปรามอย่างรุนแรง เช่น อย่างครั้งนี้ที่ใช้กระสุนจริงหรือกระสุนปลอมก็แล้วแต่ แต่เปึนการไล่ล่าประชาชนยิ่งกว่า สัตว์ ท่านประธานคะ อย่างนี้มันชัดไหมคะที่ประชาชนเขาถึงได้สงสัย และฝากถาม เพิ่มเติมมาอีกด้วยว่า ประเทศไทยเราขณะนี้นั้นเปึนประชาธิปไตยหรือเปล่าคะ ดังนั้น ประชาชนเสื้อแดงจึงออกมาชุมนุมกันเปึนเรือนแสนท่านประธาน การชุมนุมเรียกร้องนั้น แน่นอนถ้าจากฝัืงตรงข้ามรัฐบาลต้องไม่ชอบ ไม่ยอมทําตาม ไม่พอใจ ไม่อยากจะทําตาม คําเรียกร้องแน่นอน แต่ถ้าหากรัฐบาลมีความเข้าใจจริงใจในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ท่านประธานคะ ท่านลองฟังประชาชนเขาสักนิด ประนีประนอมกับเขาสักหน่อย แล้วจินตนาการร่วมกับเขา เพราะเขาเปึนประชาชนเปึนเจ้าของประเทศของประเทศนี้ เหมือนกัน เช่น ถ้ารัฐบาลยอมรับฟังข้อเรียกร้องของเขาว่าพวกเขาต้องการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าดิฉันเห็นว่า ประชาชนเขาคิดว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึนรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แล้วก็ เปึนประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง ถ้าเกิดรัฐบาลยอมรับฟังเสียก่อน แล้วก็ขอ ประนีประนอม เปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ เสีย ดิฉันว่าเรื่องราวเหตุการณ์ ร้าย ๆ มันคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะว่าอะไร เพราะว่าคนเราย่อมรู้สึกถึงการลดราวาศอกกันบ้าง แรงต้านมันจะไม่มาก นัก แต่นี่เปึนเพราะว่ารัฐบาลนั้นไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชน มัวแต่จะเอาชนะคะคาน เลี่ยงบาลี โยกไปทําอย่างอื่นบ้าง ที่ทําให้ผู้ชุมนุมนั้นไม่ได้รู้สึกว่ารัฐบาลนั้นจริงใจเลย ดังนั้นการจลาจลในประเทศมันจึงเกิดขึ้นจนได้ ท่านประธานคะ การประกาศพระราช กําหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศมาตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายนนั้น ในความคิดของดิฉันไม่ได้เปึนการแสดงความเปึนภาวะผู้นําของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลย แต่มันเปึนเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งสามารถกระทําได้เท่านั้น แต่ซ้ําร้ายความรุนแรงต่าง ๆ การสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินนั้น ล้วนเกิดขึ้นภายหลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้น ท่านประธานคะ ความรู้สึกรุนแรง รู้สึกหวาดกลัวต่อความตายนั้น พวกเราคงรู้สึกกัน มาแล้ว ท่านประธานคงจําบรรยากาศวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้ไหมคะ ที่พวกเรา ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่สภา ผู้ติดตามหรือว่าสื่อมวลชนพวกเราติดอยู่ในสภา ติดกันอยู่เปึนพันคน ดิฉันเองหันไปมองหน้าคนโน้นก็กังวล หน้าคนนี้ก็รู้สึกว่ากังวล แล้วก็ยังเห็นน้องบางคน ร้องไห้ เพราะอะไร เพราะพวกเขาคิดถึงว่าความตายมันอยู่เบื้องหน้า ท่านประธานเอง ก็เช่นเดียวกัน เราจึงต้องป้นรั้วหนีไปจากสภากัน คงจําเหตุการณ์อันนั้นได้ เพราะว่าเสียง ตะโกนจากกลุ่มพันธมิตรนั้นบอกว่า ฆ่ามัน ฆ่ามัน เปึนคําที่ ส.ส. หลายคนในวันนี้ก็พูด เช่นกัน แต่นั่นแหละค่ะ ดิฉันคิดว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ๑๖๐ กว่าคน ยกเว้นคนหนึ่ง นะคะวันนั้นบอกอยู่ที่สภา ในวันที่เราถูกป่ดล้อมอยู่ในสภา ถูกป่ดล้อมเราติดอยู่ในสภา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็คงรู้สึกได้เช่นเดียวกัน เปึนความรู้สึกถึงการปองร้ายต่อชีวิต เมื่อ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นถูกผู้ชุมนุมทุบรถที่นั่งที่ กระทรวงมหาดไทย ท่านประธานคะ อย่างนี้เขาเรียกว่ากรรมตามทันค่ะ เอาละค่ะ ท่านประธานคะ เราก็โดนปองร้ายกันทั้งสองฝ์าย แต่จากนี้ไปบ้านเมืองเราจะเปึนอย่างไรคะ ดิฉันคิดว่าหลังจากประชุมร่วมรัฐสภา ๒ วันนี้แล้วเรื่องมันจะจบไหมคะ นี่คือคําถาม เรื่องนี้มันจะจบไหม ท่านประธานบางครั้งพวกเราต้องมาประมวลเหตุการณ์นะคะ ต้องมา พิจารณาข้อเสนอแนะหรือคําพูดที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่พวกเราสมาชิกรัฐสภาเคย อภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้ มันอาจจะเปึนคําตอบที่ดีสําหรับอนาคตประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็ได้ ท่านประธานดิฉันจึงอยากจะขอยกตัวอย่างคําอภิปรายของ ส.ส. ท่านหนึ่ง ที่เคยอภิปรายไว้ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่กําลังมีการชุมนุมอยู่หน้า ทําเนียบรัฐบาล และมีกลุ่มพันธมิตรอยู่ในทําเนียบรัฐบาลนั้น ท่านประธานคะ ดิฉัน ประทับใจแล้วก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยอีกหลายคนทีเดียวประทับใจเช่นเดียวกับดิฉัน เพราะว่า ส.ส. ท่านนี้ได้อภิปรายไว้ดีมาก ท่านได้บอกถึงความขัดแย้งถึงสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นอยู่ ณ ขณะนั้น ท่านได้พูดถึงความพยายามที่จะยัดเยียดหรือว่าใส่ร้ายปัายสี ส.ส. ท่านนี้บอกถึงความห่วงใยและให้คิดถึงหัวอกของประชาชน ส.ส. ท่านนี้บอกถึงความ ถูกต้องทางกฎหมาย และท่านยังบอกถึงข้อเสนอแนะที่ดีให้กับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ด้วย ท่านประธานคะ ส.ส. ท่านนี้ได้อภิปรายไว้อย่างไร ดิฉันจะขอ ยกตัวอย่างค่ะ สําหรับประเด็นความห่วงใยต่อผู้ชุมนุมนะคะ ส.ส. ท่านนี้บอกว่าท่านได้ ไปพูดคุยกับนายตํารวจชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความมั่นใจในเรื่องที่จะไม่มีการใช้ความรุนแรง ต่อผู้ชุมนุม ท่านพูดด้วยว่า ผมไปทําหน้าที่ของผมในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นพี่น้องประชาชนได้รับบาดเจ็บซึ่งเกิดขึ้นจากการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมขอ ความร่วมมือการอํานวยความสะดวกในเรื่องนี้เท่านั้นครับ ท่านประธานคะ อย่างนี้ดิฉัน รู้สึกประทับใจ และคิดว่าประชาชนอีกหลายคนคงต้องประทับใจเช่นเดียวกัน และที่ ส.ส. ท่านนี้ทั้งลงไปขอร้องนายตํารวจชั้นผู้ใหญ่ แล้วก็แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องทําแบบนี้บ้างนะคะ

สําหรับประเด็นการกระทําที่ถูกต้องตามกฎหมายและการเข้าใจหัวอกของ ประชาชนนั้น ส.ส. ท่านนี้ก็พูดว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการทําผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายใด แล้วก็ยืนยันนะครับ ไม่ว่าจะเปึนคําตอบใดสําหรับประเทศ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ขณะเดียวกันวันนี้มันต้องเข้าใจหัวอกประชาชนทุกฝ์าย สิทธิของเขาเราต้องเคารพ คนที่เขาตากแดดตากฝนกลางถนน ๓ เดือน ชนะเขาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นนะครับ ส่วนตัว หลายคนละทิ้งธุรกิจการงาน ทะเลาะกับครอบครัวมาอยู่ตรงนั้น เรามองเขาเปึนกบฏหรือ ครับ เรามองเขาว่าเปึนเครื่องมือของพรรคการเมืองหรือครับ ไม่ใช่หรอกครับ คนมาจํานวนมากนั้นเราต้องคิดครับ รัฐบาลต้องคิด ท่านนายกรัฐมนตรีต้องคิดครับ ท่านคิดหรือครับว่า แนวคิดที่ต่อต้านสิ่งที่เขาเห็นเปึนความไม่ถูกต้องมันจบลง มันไม่จบ หรอกครับ ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจหัวอกของประชาชนทั้งสองฝ์าย ตรงนี้ครับ มันเปึนวิธี เดียวที่เราจะหาทางออกได้ อย่างนี้สิคะดิฉันชื่นชมค่ะท่านประธาน ชื่นชมจริง ๆ เพราะ เปึนคําพูดที่มีเหตุมีผล มีหลัก มีเกณฑ์ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องทําอย่างนี้นะคะ ส.ส. ท่านนี้ยังทิ้งท้ายถึงข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยว่า วันนี้ผมต้องพูดขัดใจเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนว่า ส.ส. มักจะไม่เสนอให้ ท่านยุบสภาหรอกครับ ผมเองแค่นึกถึงก็เหนื่อยยากแค่ไหน เวลาหาเสียงก็ไม่อยากแล้ว ผมไม่อยากกลับไปเลือกตั้งหรอกครับ แต่ว่าการยุบสภาจะเปึนการแสดงความรับผิดชอบ อย่างหนึ่ง พวกผมบอกว่า ทั้งสภาเราเจ็บด้วยกัน เรายุบสภาครั้งนี้พวกผมมีแต่เสียเปรียบ เสียเปรียบทุกเรื่อง แต่ผมบอกว่าวันนี้ผมยอมครับ ท่านประธานคะ ดิฉันฟังแล้วซึ้งใจค่ะ ซึ้งใจถึงความเสียสละของ ส.ส. ท่านนี้มาก ที่เสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช นั้นแสดงความรับผิดชอบ แก้ปัญหาต่าง ๆ จะจบ ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะจบลง ท่านประธาน หลายคนคงสงสัยว่า ดิฉันยกตัวอย่างคําอภิปรายของ ส.ส. ท่านนี้แล้ว ส.ส. ท่านนี้คือใคร ดิฉันขออนุญาตนําเสนอวีซีดี การอภิปรายของ ส.ส. ท่านนี้ที่ได้อภิปรายไว้ใน การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ เพื่อเปึนการยืนยันที่ดิฉันเอา มานั้นเปึนการอภิปรายของ ส.ส. ท่านนี้จริง ๆ ค่ะ ขอวีซีดีด้วยค่ะ

(ฉายภาพวีดีทัศน์ประกอบการอภิปราย)

ไม่เปึนไรค่ะ วีซีดีนั้นซ้ํา เพราะเขาต้องการจะบอกค่ะว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ท่านประธานคะ ผู้ที่ฟังวิทยุอยู่ อาจจะไม่ทราบว่าผู้ที่พูดอยู่เมื่อสักครู่ในวีซีดีนั้นคือใคร ดิฉันขอพูดทางไมโครโฟนตรงนี้ ให้ผู้ที่ฟังวิทยุอยู่ได้เข้าใจนะคะว่า ดิฉันยกตัวอย่าง ส.ส. ท่านนั้นที่อภิปรายไว้ดีเหลือเกิน มีหลัก มีเหตุ มีผลเหลือเกินนั้น คือผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานลองคิดดูนะคะว่า ตอนที่ท่านอภิสิทธิ์เปึนฝ์ายค้าน ท่านได้พูดไว้ สวยหรูอย่างไร แต่พอท่านมาเปึนรัฐบาล เหตุเกิดคล้ายคลึงกัน มีคนไม่ใช่ ๑ แสนคน เปึน ๓ แสนคนเลยก็ว่าได้มาชุมนุมบริเวณทําเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมป่ดถนนเหมือน ๆ กัน มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเหมือน ๆ กัน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับมีการ ปฏิบัติที่แตกต่างจากที่เคยพูดไว้ในอดีต รุนแรงและโหดร้ายกว่าในอดีต มีการสลาย การชุมนุมผิดหลักสากล ผิดหลักสิทธิมนุษยชน ซ้ําร้ายยังป่ดกั้นข้อมูลข่าวสาร บิดเบือน ข้อเท็จจริง ไม่เคยแสดงความห่วงใยต่อผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บเลย และมีการทําการละเมิด กฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง เช่น การไม่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบภายใน ๓ วันนับจากออกพระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน และเมื่อถึงทีของท่านเปึนรัฐบาล มีประชาชนมาชุมนุมขับไล่ท่านหลายแสน ท่านกลับไม่แสดงความรับผิดชอบยุบสภา ดังที่ ท่านเคยเสนอกับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ดูสิว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มีความเปึนธรรมหรือไม่ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันคงไม่มาอภิปรายเพื่อรื้อฟุ๋นอดีต หรือมาเปรียบเทียบการปฏิบัติต่อมาตรฐานของนายกรัฐมนตรีท่านนี้หรอกนะคะ แต่อยากจะเตือนสติที่ท่านเคยให้ไว้กับสังคมและสภาแห่งนี้ เพื่อให้ท่านนําข้อแนะนําจาก การประชุมครั้งนี้ไปพิจารณาหาทางแก้ไขกับสถานการณ์ที่เปึนอยู่ ดิฉันเองในฐานะ ตัวแทนปวงชนชาวไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คงต้องขอเสนอแนะกับสภาแห่งนี้ เช่นเดียวกัน ดิฉันขอเสนอแนะอย่างนี้ว่า เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความสงสัยไม่พอใจ การไม่เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การจัดการกับการชุมนุมที่รัฐบาล ได้ทําไป ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลนั้นตั้งคณะกรรมการที่เชื่อถือได้ขึ้นมาสักคณะหนึ่ง เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบ สอบถาม สอบสวนหาข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการดําเนินการ กับการชุมนุมที่เพิ่งผ่านไปทุกขั้นตอน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการกระทําใดที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งหลาย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเปึนธรรมต่อทุกฝ์ายและปัองกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่แล้ว กลายเปึนปัญหาใหญ่โต

๒. รีบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในประเด็นที่ก่อให้เกิด ความไม่เปึนธรรมและความไม่เปึนประชาธิปไตยโดยเร็ว หรือให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นกลับมาใช้เพื่อตัดอํานาจของกองทัพที่ครอบงําการเมืองอยู่ ณ ขณะนี้

๓. การที่ฝ์ายรัฐบาล โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ บอกว่าถ้าเรื่องวุ่นวายทั้งหมดจะจบได้ก็คนคนเดียว ให้ พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร หยุดการดําเนินการใด ๆ นั้น ดิฉันก็ขอให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น หยุดการดําเนินการใด ๆ ที่เปึน ๒ มาตรฐานเสีย ก็เพราะว่า ๒ มาตรฐาน นี้แหละ ความไม่ยุติธรรมนี้แหละ ที่มีอยู่ในสังคมไทยในช่วง ๒-๓ ป้ที่ผ่านมาเรื่องวุ่น ๆ มันถึงได้คงอยู่ ไม่จบสักที

๔. เพราะฉะนั้นเหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เคยเสนอต่อ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ในการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง คือขอให้ท่านยุบสภา คืนอํานาจที่แท้จริงให้กับประชาชนเปึนผู้ตัดสิน ด้วยเหตุที่ท่านได้ใช้ ความรุนแรงต่อการสลายผู้ชุมนุม ท่านประธานคะ หวังว่าการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ของดิฉันคงจะไม่ใช่การพูดลอยลม หรือพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ เพราะดิฉันอยากจะให้ปัญหาต่าง ๆ มันจบโดยเร็ว ดิฉันไม่อยากเห็นภาพการปองร้าย ต่อชีวิตไม่ว่าจะวิธีใดก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ หรือ รัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ก็ได้ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็น่าสนใจนะคะ หรือท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ไม่เบาน่าสนใจ เช่นเดียวกัน เสียงสะท้อนประชาชนเขาบอกมาค่ะ ท่านรัฐมนตรีนั้นควรจะรีบเร่งทําตาม ข้อเสนอแนะเถอะนะคะ ท่านน่าจะได้รับชัยชนะ และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการชนะ ตัวเอง ชนะใจตัวเอง ชนะใจผู้อื่นค่ะท่านประธาน