ธีระจิตต สถิโรตมวงศ หารือถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการเงินและสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน รวมถึงการลดอันดับความน่าเชื่อถือของสกุลเงินบาท และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม ธีระจิตต์ สถิโรตมวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของสมาชิก รัฐสภา ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานซึ่งได้มีวินิจฉัย แล้วก็ด้วยความใจเย็นและ ถูกต้อง ผมเองซึ่งได้มีคิวที่ต้องอภิปรายก็รับฟังอย่างถูกต้องจากท่านประธาน ก็ขอขอบพระคุณ ณ ที่นี้ด้วย
ตามที่ได้รับฟังข้ออภิปรายต่าง ๆ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เนื่องจาก ญัตติขออภิปรายทั่วไปซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีนั้น เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ช่วยกัน คลี่คลายวิกฤติซึ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะนําเสนอในวันนี้ ผมคิดว่าจะเปึนฉีกไปอีกแนวหนึ่ง เรื่องของความเสียหายของทางด้านเศรษฐกิจของ ประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นมาผมเรียนว่า ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ มีแต่ประเทศชาติและ ประชาชนเท่านั้นที่ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ท่านประธานครับ ตามที่มี เหตุการณ์เกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเปึนวิกฤติที่ร้ายแรงเกิดความ วุ่นวาย ก็เปึนคนละเรื่องกับที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ป้ ๒๕๕๑ แต่มันก็เปึนเรื่องที่ เกี่ยวเนื่องกันมา ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราทราบดีว่าป้ที่แล้วซึ่งมีวิกฤติทางด้าน การเงินที่เรียกว่า ไฟแนนเชียล ไครซิส (Financial crisis) ที่เกิดขึ้นจากเรื่องที่เรียกว่า ซับไพร์ม (Subprime) เกิดจากที่สหรัฐอเมริกา แล้วก็ลามไปถึงประเทศพัฒนาทางยุโรป ทําให้สถาบันการเงินล้มระเนระนาด ซึ่งท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็ได้ทราบดีและเราก็ได้ ติดตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ซับไพร์มนั้นแน่นอน กระทบเปึนวิกฤตการณ์ทาง การเงินของโลก ได้กระทบมาถึงประเทศไทย และโชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่สถาบันการเงินของ ประเทศไทยเรานั้นมีความแข็งแรง แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบได้กระทบถึง ภาคอุตสาหกรรมหลาย ๆ ส่วน ภาคการท่องเที่ยวทําให้เกิดการทางด้านบริการ ซึ่งลามไป ถึงการต้องการปลุกคนงานนะครับ การเลิกจ้างคนงาน เปึนต้น ท่านทราบไหมครับ วิกฤตการณ์ในเรื่องนี้ได้ทําให้เกิดการที่เปึนวิกฤตการณ์ที่บริษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลกเปึน มาตรการเหมือนกันหมดที่มีการที่เรียกว่า รีดัคชั่น เอนฟอร์ซ (Reduction enforce) คือเปึน การปลดคนงาน บริษัทยักษ์ใหญ่ทุกแห่งตามที่พวกเราได้ติดตามในหนังสือพิมพ์ท่านจะ เห็นว่าจะมีมาตรการลดคนงานตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง บางแห่ง มากกว่านั้นนะครับ มีอยู่ทุกวัน ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เมื่อประเทศไทยเรานี่เจอ ๓ เด้ง ซ้อน ๆ กันตั้งแต่ซับไพร์ม ตามด้วยวิกฤติเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ แล้วก็มาเดือน เมษายน ๒๕๕๒ นี้ อันนี้สิครับที่ทําให้ประเทศไทยเราไปสู่วิกฤติอย่างใหญ่หลวง ถ้าพวกเราไม่สามารถคลี่คลายปัญหาด้านนี้ ซึ่งเปึนปัญหาด้านการเมือง และความไม่ สงบนี้ลงไปได้แล้วนี่ผมคิดว่าประเทศชาติเราคงจะเลวร้ายลงไปทุก ๆ ที ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเทศเราอยู่ได้ก็ด้วยความมั่นคงของทางด้านเศรษฐกิจ ผมเองผมทราบว่า ท่านสมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่านก็คงเหมือนกับผม ที่ได้รับการถามไถ่จากเพื่อนฝูง ที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะทางด้านข่าวสารอีเมลหรือทางโทรศัพท์ ถึงสภาวะสถานะ ของประเทศไทยเรา อันนี้ได้บ่งบอกถึงความไม่เชื่อมั่นในสถานภาพของประเทศไทย และแน่นอนกระทบถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ผมเชื่อใจแน่ใจว่า ท่านสมาชิกรัฐสภาคงได้ติดตามเช่นเดียวกับผมถึงอินดิเคเตอร์ (Indicator) ต่าง ๆ ของสถาบันจัดความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะในด้านการเงินหรือการลงทุนของนานาชาติ สแตนดาร์ด แอนด์ พัว’ส (Standard and poor ‘s) เอสแอนด์พี (S&P) ไม่ใช่เอสแอนด์พี ที่เปึนภัตตาคารของไทย ซึ่งอันนี้ผมต้องขอชมเชยซึ่งเขาเปึนหัวหอกในการที่ทําให้ครัวไทย สู่ครัวโลกนะครับ แต่ สแตนดาร์ด แอนด์ พัว ส เอสแอนด์พี เปึนบริษัทจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือชั้นนํา ก็ได้ลดความน่าเชื่อถือด้านสกุลเงินบาทของไทย จากเอเหลือ เอบวก พร้อมทั้งมีแนวโน้มเปึนลบ ซึ่งเปึนการสะท้อนถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ที่ไม่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะสเตทเมนท์ (Statement) ที่ทางสแตนดาร์ด แอนด์ พัว ส เขาเขียนว่า เราเชื่อว่านักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างมาก โอ้โฮ อันนี้หนักหนาครับ หนักหนา ทําให้ประเทศเราสูญเสียโอกาสอย่างมากมาย ทางด้านบริษัท โนบุระ อินเตอร์ เนชั่นแนล ก็เหมือนกัน ก็ได้ระบุในบทวิเคราะห์ว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ บี บี บี บวกนั้นจะต้องถูกปรับลดลง อันนี้ก็ทําให้สถานะทางด้านของเราความน่าเชื่อถือ ก็ลดลงไปอีกอันหนึ่ง รวมทั้งเอดีบี (ADB) อาเซียน ดีเวลลอปเมนท์ แบงก์ (Asian Development Bank) ก็กล่าวว่าถ้าความไม่มีเสถียรภาพทางสังคมไทยยังดําเนิน ต่อไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่าตัวอินดิเคเตอร์ที่นําเรียน มาให้ทราบนี้ได้บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ของประเทศชาติ และความไม่เชื่อถือในการลงทุน ตามที่ผมได้เรียนไปแล้วนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีการพยายามเยียวยา ซึ่งเปึนรูปธรรม อันหนึ่ง แต่โดยข้อเท็จจริงนั้นถ้าท่านดูดี ๆ ในภาคอุตสาหกรรม เมนูแฟคเจอริ่ง (Manufacturing) หรือที่เรียกว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเปึนภาคอุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่เปึนฐานมั่น ของเศรษฐกิจของประเทศชาตินั้น ปัจจุบันนี้ตั้งแต่หลังจากมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แล้ว ความถดถอยมีการโพรดัคชั่น (Production) เมนูแฟคเจอริ่ง ลดลงไปในช่วงระยะ ควอเตอร์ (Quarter) แรกของเดือน ผมคาดว่าคงไม่ต่ํากว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในเกือบทุก ๆ เซคเตอร์ (Sector) อันนี้แน่นอนทําให้เรื่องภาษีของประเทศนี่ก็ต้องลดน้อยลงไป และผมก็ ยังดีใจที่รัฐบาลก็ยังได้เห็นทันที ได้มีการลดน้อย ปรับลดงบประมาณลงมา อันนี้ผมคิดว่า ยังทันต่อเหตุการณ์ ท่านประธานครับ จากที่ญัตตินี้ที่รัฐบาลได้นําเข้ามาขอคําเสนอแนะ นั้น เนื่องจากเวลามีจํากัด ผมอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ทางคณะ สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งก็ได้มีการประชุมหารือกัน เพราะได้เห็นว่าเกิดการวิกฤติ ถ้าเรา ไม่คลี่คลายให้มันดีขึ้นแล้ว เราอาจจะมีปัญหาจะเกิดเปึนแบบเดียวกับประเทศซึ่งเรา ไม่อยากจะเห็นในประเทศไทย เช่น ประเทศปากีสถาน ประเทศบังกลาเทศ เราไม่อยากจะ เห็นให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจากการประชุมกันในวันที่ ๑๔ นั้นมีสมาชิกวุฒิสภา มาร่วมกันทั้งหมด ๗๗ ท่าน และส่วนใหญ่ได้ให้ข้อคิดเห็นซึ่งได้นําเสนอและมีการพับลิค (Public) ไปแล้ว แม้กระทั่งในหนังสือพิมพ์ ผมเองก็เปึนคนหนึ่งที่ได้นําเสนอข้อเสนอแนะ และผมเห็นว่าเปึนรูปธรรมที่ชัดเจน ก็ยืนยันว่าขอให้นําเรื่องนี้ซึ่งความจริงก็อยู่ในเอกสาร ที่ได้นํามาในหน้า ๑๔ มีทั้งหมด ๗ ข้อ แต่รูปธรรมข้อที่สําคัญที่สุดผมคิดว่า รัฐบาลจะต้อง พิจารณาเรื่องความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เพื่อให้เกิด ความสามารถทําให้การบริหารให้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น และเปึนประโยชน์สุขต่อทุก ๆ คน โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมแก้ไขในเรื่องนี้ ผมก็คงใช้เวลาตามที่ได้กําหนดให้นะครับ ขอผ่าน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ก็ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน ขอบคุณครับ