รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือเรื่องแก้ไขปัญหาสังคมไทยที่เกิดจากความแตกต่างในความคิดเห็นและทัศนคติระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้านอดีตผู้นำ โดยเสนอแนวทางแก้ไขที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยโดยการหันหน้าเข้าหากันและช่วยกันหาทางออก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามหนังสือสัญญาระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธาน และผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านว่า สงกรานต์ที่ผ่านมาเปึนสงกรานต์เลือดที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนมีความรู้สึกเดียวกันใน ฐานะที่เปึนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวกระผมเองรู้สึกทั้งเสียใจและเศร้าใจต่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียใจที่คนไทยต้องเข้ามาทําร้ายฆ่าฟันกันเอง เศร้าใจที่รู้ทั้งรู้ว่า เหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นแต่เราก็ยังปล่อยให้เกิดขึ้นจนได้ แล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดซ้ํา อีกหรือไม่ และจะรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้มีการประชุม ร่วมกัน ๒ สภา โดยอาศัยกลไกของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๗๙ ซึ่งเปึนบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่เป่ดโอกาสให้รัฐบาลได้มีโอกาสที่จะขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก รัฐสภาเมื่อมีปัญหาสําคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน ๒ วันของการประชุมรัฐสภา แห่งนี้ กระผมมีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ใช้ที่ประชุมแห่งนี้ตามกลไกของบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๙ ก็คือ กลไกของการที่รัฐบาลต้องฟังมากกว่าพูด มาตรา ๑๗๙ คือมาตราที่เป่ดโอกาสให้รัฐบาลมาปรึกษาหารือรัฐสภา รับฟังความคิดเห็นของสมาชิก รัฐสภา แล้วเอาข้อคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาไปประกอบข้อพิจารณาของรัฐบาลในการ แก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ปัญหาก็คือสมาชิกรัฐสภาเองก็ยังมิได้ให้ความสําคัญกับ มาตรา ๑๗๙ ในการที่กําหนดให้สมาชิกรัฐสภาเปึนผู้ให้ข้อคิดเห็นต่อรัฐบาลที่มาขอรับฟัง ความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา รูปแบบของการประชุมในวันนี้ไม่ได้ต่างกับรูปแบบของ การประชุมสมัยที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัครขอเป่ดประชุมในการขอรับฟังความ คิดเห็น ลักษณะเปึนเช่นเดียวกันท่านประธาน เปึนรูปแบบของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ์ายบริหารมากกว่า เปึนการโต้เถียงกันระหว่างฝ์ายค้านกับฝ์ายรัฐบาล โดยมีสมาชิก วุฒิสภาเปึนผู้ดู เช่นนี้กลไกของมาตรา ๑๗๙ มันไม่เกิดขึ้นหรอกครับ ประโยชน์ที่รัฐบาล จะได้จากที่ประชุมแห่งนี้ก็ไม่เกิด กลายเปึนเวทีของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตาม มาตรา ๑๗๙ เปึนเวทีของการถกเถียงข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันแต่คนละมุม ผมเชื่อแน่ว่าประชาชนสับสน แท้ที่จริงแล้วการประชุมร่วมกันของเวทีรัฐสภาในมาตรา ๑๗๙ จะเปึนเวทีของการปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อระดมความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไปแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพื่อพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนได้มีความเข้าอกเข้าใจว่าภายใต้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีระบบรัฐสภานั้นมีกลไกที่สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาให้กับบ้านเมืองได้ แต่สุดท้ายเรากลับใช้เวทีนี้ในการโต้เถียงกันเพื่อพิสูจน์ความถูก ความผิดในมุมมองซึ่งต่างกัน ผมก็ต้องขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะที่เปึนสมาชิกคนหนึ่ง ซึ่งต้องนั่งฟังการอภิปรายมาตลอด ๒ วัน ได้ขอแสดงความคิดเห็นและกราบวิงวอน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ได้โปรดมีความเข้าใจในเรื่องของกลไกมาตรา ๑๗๙ ที่บัญญัติไว้เพื่อให้เปึนช่องทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ส่วนเรื่องการ พิสูจน์ความถูก ความผิด ความไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาลในการบริหารราชการ แผ่นดินต่อไปนั้น มีช่องทางต่างหากก็คือ การขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ประเด็นปัญหาที่ผมอยากจะได้ขอเสนอความคิดเห็นก็คือ วิธีการแก้ไข ปัญหาของบ้านเมืองซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้ เราจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะนําพาให้ประเทศไทยนั้นสามารถก้าวพ้นวิกฤตการณ์ของสังคมไปได้ ผมขอ อนุญาตว่าผมไม่ได้ใช้คําว่า วิกฤตการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่เกิดขึ้น ผมถือว่าเปึนวิกฤตการณ์ของสังคมประเทศไทยทั้งประเทศ มิใช่แต่ปัญหาของการเมือง หากแต่เปึนปัญหาของสังคมไทยซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ มีผลกระทบไปทั้งระบบ การที่จะหาทางออกให้กับประเทศนั้นผมมีความเห็น อย่างนี้ครับท่านประธานครับ เราต้องรู้ถึงรากเหง้าของปัญหาว่า เหตุที่นํามาสู่เหตุการณ์ รุนแรงในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมานั้น รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ไหน เราจะได้แก้ให้ ถูกต้อง และตรงประเด็นกับปัญหาที่เกิดขึ้น มวลชนเสื้อเหลือง เสื้อแดง ถกเถียงกันเรื่อง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ มวลชนเสื้อเหลือง เสื้อแดงถกเถียงกันเรื่องควร นิรโทษกรรมหรือไม่ควรมีนิรโทษกรรมหรือไม่ ผมว่าขณะนี้ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่ใช่ ข้อถกเถียงของบุคคลทั้ง ๒ กลุ่ม หลังวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ซึ่งเปึนวันเลือกตั้งทั่วไป ของประเทศไทยครั้งหนึ่งก็เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น ในเรื่องของการให้การ ยอมรับนับถืออดีตผู้นําของประเทศไทยท่านหนึ่ง หลังจากนั้นปัญหาดังกล่าวได้ขยายตัว รุนแรงมาตลอด มีการแบ่งฝักแบ่งฝ์ายกันค่อนข้างชัดเจนว่าฝ์ายหนึ่งให้การสนับสนุนท่าน อดีตผู้นํา อีกฝ์ายหนึ่งต่อต้านท่านอดีตผู้นํา ปัญหาดังกล่าวได้ถูกหมักหมมมาจนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์ในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าวิกฤติของสังคมไทยที่ เกิดขึ้นต่อเนื่องและดํารงอยู่มาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๘ นั้น เปึนวิกฤติของการมีความคิด มีทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างผู้สนับสนุนบุคคลฝ์ายหนึ่งกับผู้ต่อต้านบุคคลอีกฝ์ายหนึ่ง ผมว่าเราต้องพูดกันให้ชัดเจนว่าเปึนเรื่องนี้ เพราะความแตกต่างในความคิดเห็นดังกล่าว มันเกิดขึ้นตั้งแต่ป้ ๒๕๔๘ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เราเห็นการเดินขบวน เราเห็นการก่อตัวของพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ป้นั้น รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ยังไม่ได้ มีการใช้บังคับ ประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ไม่มีผู้ใดคิดที่ จะไปแก้ไขปัญหาดังกล่าว ปล่อยให้วิกฤตการณ์ในความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้นฟักตัว หยั่งรากลึกจนสุดที่จะเยียวยา กลายเปึนเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ขึ้น ซึ่งขณะนั้นท่านสมาชิกที่เคารพที่เปึนฝ์ายค้านในขณะนี้ ท่านก็อยู่ซีกรัฐบาล ต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพ รัฐบาลที่นั่งอยู่ในขณะนี้ก็เปึนฝ์ายค้านในขณะนั้น เราได้ ช่วยกันหวังว่า ๗ ตุลาคม ซึ่งเปึนวันหนึ่งซึ่งสร้างความเศร้าสะเทือนใจให้กับพี่น้อง ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะเปึนครั้งสุดท้าย และเปึนบทเรียนในการนําไปสู่การแก้ไข ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังเสียที แต่การหาได้เปึนเช่นนั้นไม่ครับ เรากลับต้องมาผจญกับ เหตุการณ์ฝันร้ายอีกครั้งหนึ่งก็คือ สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา โดยมีฝ์ายค้านกลับมาเปึน ฝ์ายรัฐบาล และฝ์ายรัฐบาลกลับมาเปึนฝ์ายค้าน ข้อกล่าวหาเรื่องของการก่อให้เกิด ๒ มาตรฐาน จึงเกิดขึ้น ณ วันนี้ แต่ผมกลับมองว่าเรื่องของ ๒ มาตรฐาน คือมาตรฐาน ของ ๒ เหตุการณ์ ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของพรรคการเมืองที่ท่านผลัดกัน บริหารราชการแผ่นดินนั้นละครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ฝ์ายค้านได้นําเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ ไม่ว่า จะเปึนเรื่องกระบวนการของการสลายผู้ชุมนุมก็ดี ไม่ว่าเรื่องของการใช้ความรุนแรงในการ ปราบปราบผู้ชุมนุมก็ดี ล้วนเปึนสิ่งที่ควรจะนําไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทั้งสิ้น ถ้าเราจะพูดกันด้วยความเปึนธรรมและอย่างเปึนกลาง ว่าใน วันนั้นก็มิได้มีการใช้กระบวนการที่ควรที่จะเปึนอย่างที่ได้มีการพูดกันในที่ประชุมวันนี้ต่อ ผู้ชุมนุมเช่นเดียวกัน เปึนไปได้ไหมครับว่า เมื่อเราต่างฝ์ายต่างได้มีโอกาสได้ระบาย ได้ถ่ายทอด ได้นําเสนอแล้ว จากนี้ไปเราจะหันหน้าเข้าหากัน แล้วช่วยกันหาทางออก ให้กับประเทศไทย กระแสหนึ่งที่ถูกโยนให้กับสังคมแล้วก็เปึนการจูงความคิดผู้คนใน สังคมไปล่วงหน้าแล้ว ในช่วงสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ จะแก้ปัญหาวิกฤติของ ประเทศไทยในครั้งนี้ได้ ด้วยการ ๑. แก้รัฐธรรมนูญ ๒. ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ผมก็ ต้องกราบเรียนหารือในที่ประชุม เพราะว่าตัวเองไม่สามารถตัดสินใจใน ๒ ประเด็นที่ถูก โยนเข้าสู่สังคมได้ว่า ควรเห็นด้วยหรือควรปฏิเสธ เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าตรงนั้นมันใช่ทางออกของประเทศไทยหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อแก้ รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เมื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมเสร็จแล้ว เราจะสมานความรู้สึก เราจะปฏิรูปความคิดของตัวเราเองให้เปึนหนึ่งเดียวกันได้หรือเปล่า มวลชนเสื้อเหลือง มวลชนเสื้อแดง เขาจะยอมกลายเปึนมวลชนของประเทศไทยที่ไม่แบ่งสีเสื้อกันอีก หรือเปล่า ปัญหานี้ท่านสมาชิกหรือท่านพรรคการเมือง ทั้งซีกรัฐบาล และซีกฝ์ายค้าน อาจจะเปึนผู้ให้คําตอบได้ดี เพราะท่านมีสมาชิกของท่านไปขึ้นทั้ง ๒ เวที ท่านช่วย ประชาชนตัดสินใจได้ไหมครับ หรือให้สัญญาประชาคมกับผู้คนในประเทศไทยได้ไหมครับ ว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเราจะยุติข้อพิพาทซึ่งกันและกัน ยืดหยัดบอกกับพี่น้องประชาชน เลยได้ไหมครับ ผมจะได้กล้าตัดสินใจสนับสนุนว่าเมื่อเปึนทางออก เปึนข้อตกลงร่วมกัน ของผู้ขัดแย้งทั้ง ๒ ฝ์ายแล้ว เราควรจะสนับสนุน อย่างน้อยเพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่ความ สงบสันติสุขเสียทีหนึ่ง ท่านประธานครับ สมมุติว่า เราบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่าถ้ามีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะเปึนทางออกของประเทศไทยได้ มีประเด็นปัญหาที่ต้องช่วยกัน พิจารณาต่อไปครับว่า องค์กรที่จะทําหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เปึน กลาง ถูกต้อง เปึนธรรม และสามารถนําพาประเทศไทยได้ไป ควรมีรูปแบบอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ จะแก้รัฐธรรมนูญตรงไหน มาตราไหนบ้าง แล้วแก้เปึน อย่างไร ประชาชนไม่มีรู้โอกาสรู้เลยครับ พูดแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผม ยกตัวอย่างเพื่อประกอบข้อมูลให้กับท่านทั้งหลายได้มีโอกาสช่วยกันคิดผ่านท่านประธาน นะครับ สิ่งที่เราได้ยินกันบ่อยมากที่สุดก็คือ ขอแก้มาตรา ๑๙๐ บอกเปึนอุปสรรคในการ บริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลทําอะไรไม่ได้เลยกับหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เพราะ ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ผมก็ต้องกราบเรียนครับว่า แท้ที่จริงแล้ว มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นมันก็คือมาจากมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นเองละครับ ไมได้เปึนของใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เลย มันเปึนของเก่าที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่เขียนอยู่ในมาตรา ๒๒๔ วรรคสี่ ที่ผ่าน มาเราไม่ค่อยรู้สึกกับมาตรานี้