รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

อลงกรณ์ พลบุตร พูดถึงการรักษาสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ข้อตกลง GSPII กับสหรัฐอเมริกา และการดูแลทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการหารือเรื่องสิทธิบัตรยุโรป และการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ และอภิปรายสาธารณะเพื่อแก้ไขข้อกังวลที่เกิดขึ้น และเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างไทยและสปา และการเจรจาไทย-ญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำว่าไทยมีโอกาสดีในการเข้าสู่ตลาดแรงงานญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านสปาและดูแลผู้สูงอายุ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ในนามคณะรัฐมนตรี ขอตอบข้อซักถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ แผนกิจกรรมทวิภาคีระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสํานักงานสิทธิบัตรยุโรป ซึ่งขอความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ สําหรับประเด็นที่ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ซักถามและตั้งเปึนข้อสังเกตโดยแสดงความห่วงใยในเรื่องของ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญากับเรื่องของ ซี/แอลนั้น กระผมใคร่ขอชี้แจงเพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันว่าประเทศไทยเปึนภาคีสมาชิกภายใต้ข้อตกลงทริสขององค์การการค้าโลก ข้อตกลงทริสนั้นเปึนเรื่องข้อตกลงที่ว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา มีบางประเทศที่เปึนคู่ค้าสําคัญของประเทศไทยได้นําตัวบทกฎหมายภายในประเทศ มาเกี่ยวโยงระหว่างเรื่องของการค้ากับเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาได้มีการใช้กฎหมายการค้าซุปเปอร์ ๓๐๑ (Super 301) เปึน มาตรการในการโยงเรื่องของการค้ากับประเทศคู่ค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญหาและในแต่ละป้ก็จะมีการจัดอันดับประเทศเหล่านั้นว่ามีสถานะเปึนอย่างไร เช่น ๒ ป้ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับว่าเปึนประเทศที่ต้องถูกจับตาเปึนพิเศษ ที่เรียกว่า พีดับบลิวแอล (PWL) เนื่องจากว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาไม่ว่าเปึน เรื่องของลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือว่าสิทธิบัตร ขณะเดียวกันถามบอกว่าการจัด อันดับดังกล่าวโดยสํานักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ หรือ ยูเอสทีอาร์ (USTR) ซึ่งดูแล เรื่องการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลอเมริกันนั้นจะมีการประกาศสถานะของประเทศ คู่ค้าดังกล่าวในเดือนเมษายน และตั้งแต่ต้นป้เปึนต้นมานั้นสํานักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือยูเอสทีอาร์ก็ได้เป่ดให้กับสมาคมอุตสาหกรรมภายในประเทศได้แจ้งรายงานไปยัง ยูเอสทีอาร์ พร้อมกันนั้นก็เป่ดให้มีการชี้แจงต่อสาธารณะของประเทศที่ถูกจัดอันดับ ผมได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาโดยบัญชาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้พบปะกับผู้แทนยูเอสทีอาร์ พบปะกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกหลายท่านในรัฐสภาสหรัฐ และได้พบกับสมาคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาไม่น้อยกว่า ๑๐ สมาคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อเรื่องของการค้าและเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมยา ซึ่งเกี่ยวโยงกับ เรื่องของการประกาศ ซี/แอล ของประเทศไทยในช่วง ๒-๓ ป้ที่ผ่านมา ต้องเรียนว่าทําไม จึงต้องเดินทางไปและมีความจําเปึนอย่างไร ก็ต้องเรียนว่าสหรัฐอเมริกาเปึนประเทศ ที่เปึนคู่ค้าอันดับ ๓ ของประเทศ และเปึนประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงอยู่ในระดับต้นของ ประเทศไทย มีความสัมพันธ์ ๑๗๕ ป้ เราส่งออกไปเปึนมูลค่ากว่า ๗ แสนล้านบาท เราได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ จีเอสพี กว่า ๓,๔๐๐ รายการ เปึนมูลค่ากว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สิทธิพิเศษดังกล่าวทางภาษีนั้นโยงใยไปถึงกฎหมายการค้า ซุปเปอร์ ๓๐๑ ดังนั้นปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าที่มีต่อกัน เกิด เพราะการดําเนินการของยูเอสทีอาร์นั้นจะมีผลอย่างยิ่งต่อการพิจารณาทบทวนการให้ สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งจะมีอายุสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคมนี้ด้วย นอกเหนือจากการ จัดสถานะอันดับประเทศของประเทศคู่ค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพราะฉะนั้นการรักษาไว้ซึ่งสิทธิพิเศษทางภาษีจึงถือเปึนนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อปกปัองคุ้มครองเกษตรกรผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการ ทั้งภาคผลิต อุตสาหกรรม ภาคการเกษตร คนยากคนจน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากกรณีที่เรามีปัญหาในการ ส่งออกไปสู่ตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะในยามที่เกิดภาวะวิกฤติของเศรษฐกิจโลกที่ร้ายแรง ที่สุดในรอบ ๗๐ ป้ แต่ด้วยนโยบายที่มีความชัดเจนของรัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราถือว่าเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานั้นเปึนวิถีทางที่จะนํา ประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไปสู่สังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ เพื่อสร้าง ความมั่นคงมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนไทยและประเทศไทย เพราะฉะนั้น การประดิษฐ์คิดค้นในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ จําเปึนจะต้องได้รับการคุ้มครอง การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเปึนอาชญากรรมที่จะต้องปราบปรามอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นในห้วงเวลา ๓ เดือนที่ผ่านมาการกวาดล้างจับกุมจึงได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเด็ดขาด จนทําให้บรรดาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ลดหายไปกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจําเปึนต้องเรียนเรื่องนี้เพราะว่ามันเปึนความจําเปึน สมาชิกหลายท่าน อาจไม่ให้ความสําคัญ แต่ผมต้องเรียนว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจในนโยบายเรื่องนี้ เพราะ มันจะมีผลกระทบต่อการสร้างความไม่เข้าใจในนโยบายเรื่องซี/แอล เพราะฉะนั้นจึง จําเปึนต้องเรียนอธิบายให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงว่า การดําเนินการดังกล่าวของรัฐบาล นอกจากมีการกวาดล้างปราบปรามอย่างจริงจัง ทําให้อุตสาหกรรมภายในประเทศได้ ประโยชน์ไม่ต่ํากว่า ๓ แสนล้านบาท อุตสาหกรรมภาพยนตร์ซึ่งมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ถูกเทปผีซีดีเถื่อนนั้นทําลายจนเหลือ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท อุตสาหกรรมเพลง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเพียง ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเปึนวัฒนธรรม พื้นฐานของประเทศไทยที่ต้องรักษาธํารงไว้ ปล่อยให้อาชญากรทั้งหลายนั้นมาแสวง ประโยชน์ด้วยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยไม่ได้ ซอฟต์แวร์ (Software) อุตสาหกรรมของเรานั้น ถ้าเราลดการละเมิดได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะสามารถที่จะทําให้ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาคนไทยในด้านไฮเทค (High-tech) นั้นมี มูลค่าเพิ่มขึ้น ๓๗,๕๐๐ ล้านบาท รวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ รองเท้า เครื่องประดับทั้งหลาย ซึ่งมีสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นําเข้าจากต่างประเทศลักลอบเถื่อน ๆ เข้ามา ทําให้อุตสาหกรรมของเล่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ แฟชั่น เสียหายกว่า แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นการดําเนินนโยบายจึงเปึนการดําเนินนโยบายเพื่อคนไทย แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดมาตรฐานของการรักษาซึ่งพันธกรณีความตกลง ตรงนี้เองที่ ทําให้เราสามารถได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จีเอสพี และทําให้สินค้าประมง สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม ภาคบริการทั้งหลายได้สิทธิ ประโยชน์ตรงนี้กว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะตลาดของสหรัฐอเมริกา ส่วนเรื่องของ ซี แอล กระผมได้นํานโยบายของรัฐบาลไปยืนยันต่อทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า ประเทศ ไทยสงวนสิทธิในการประกาศใช้มาตรการ ซี/แอล เพื่อเปึนไปตามประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อการค้าที่เรียกว่า พับลิค นอน คอมเมอร์เชียล ยูส (Public non commercial use) ซึ่งเปึนภายใต้ข้อตกลงทริส ของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เพื่อให้การเข้าถึงยาที่จําเปึน มีราคาแพงของคนยากคนจนหรือผู้ป์วย โดยเฉพาะโรคเอดส์ โรคมะเร็งนั้นสามารถ เข้าถึงได้ เพื่อรักษาซึ่งชีวิตและการใช้สิทธิดํารงชีวิตของประชาชนคนไทยจึงเปึนสิทธิที่เรา ได้ดําเนินการภายใต้กติกาสากลคือข้อตกลงทริส ดังนั้นจึงเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาที่มี ความห่วงใยต่อประเด็นเรื่องของ ซี/แอล ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข แต่ขณะเดียวกันประเทศคู่ค้าสําคัญของเราอย่างสหรัฐอเมริกาเปึนต้น ได้มีการนําเรื่อง ของการละเมิดทรัพย์สินหรือกรณีของ ซี/แอลนั้นไปเปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องโยงใยกับเรื่อง ของการค้าพาณิชย์และมีผลต่อเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี ผมจึงได้เดินทางไปและได้ ยืนยันผลตอบรับมีแนวโน้มที่ดีที่เราจะรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ได้ และขณะเดียวกันก็สงวนสิทธิในการที่ให้คนยากคนจนผู้ป์วยในโลกที่ยามีราคาแพงและ เข้าถึงยากนั้นสามารถที่จะได้รับการดูแลคุ้มครองจากมาตรการ ซี/แอล แต่ทั้งนี้รัฐบาล จะใช้แนวทางของความร่วมมือในการที่จะเจรจาหารือในระหว่างทางการหน่วยงานของรัฐ เครือข่ายผู้ป์วยตลอดจนเจ้าของผู้ทรงสิทธิทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพื่อให้การ ดําเนินการดังกล่าวนั้นเปึนไปภายใต้ข้อตกลงทริส นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ซี/แอลนะครับ

สําหรับประเด็นในเรื่องของสํานักงานสิทธิบัตรยุโรป ซึ่งมีความห่วงใย เกี่ยวกับเรื่องของการ พับลิค เฮียริ่ง (Public Hearing) การเป่ดเผย เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวข้องกับแผนกิจกรรมทวิภาคีดังกล่าวนั้นว่าเปึนอย่างไร และขณะเดียวกันได้ ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสามหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าได้ดําเนินการ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและการเป่ดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมของ สาธารณชนอย่างโปร่งใสเปึนส่วนหนึ่งของแนวทางการดําเนินการ ด้วยตระหนักว่า ข้อผูกพันใด ๆ ของรัฐบาลเปึนอาณัติที่มาจากรัฐสภาอันเปึนตัวแทนปวงชนชาวไทย ดังนั้นจึงถือว่าความผูกพันในข้อตกลงระหว่างประเทศใด ๆ ที่จะพึงดําเนินการเจรจาใน กรอบที่ขออนุมัติจากรัฐสภาแล้วนั้นถือว่าเปึนส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบที่เราจะต้องให้ คนไทยทุกคนได้มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นทั้งผู้ที่มีส่วนได้รับผลได้เสียโดยตรง หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงวิชาการ ดังนั้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนเหล่านี้ นั้นขอเรียนยืนยันว่าทั้งก่อนและระหว่างการเจรจานั้นก็จะเป่ดให้มีการดําเนินการ

ส่วนประเด็นที่มีการสอบถามว่าประเทศไทยจะได้หรือเสียอย่างไร ก็ขอเรียนตอบประเด็นนี้ว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากโครงการความร่วมมือ ดังกล่าว ซึ่งเปึนความร่วมมือทางด้านวิชาการและเปึนการให้เปล่า ซึ่งมีขอบเขต ครอบคลุมใน ๕ ด้านที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบสิทธิบัตร ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์ โดยตรงอยู่ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือ ในด้านของการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสํานักงานสิทธิบัตร ยุโรปได้ให้ทุนอบรมเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านสิทธิบัตรต่าง ๆ ในหลายด้านหลายสาขาป้ละหลายทุนด้วยกัน

ประการที่ ๒ ก็คือ ในด้านการพัฒนาระบบสิทธิบัตร สํานักงานสิทธิบัตร ยุโรปสนับสนุนกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการจัดและส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมระดับ หัวหน้าสํานักงานสิทธิบัตรทั้งในระดับสากลและระดับภูมิภาค พร้อมกับสนับสนุนการ ติดตั้งระบบข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคําขอจดทะเบียน สิทธิบัตรของไทยให้มีความสมบูรณ์และสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกมากขึ้น

- ๒๓๘/

ส่วนกรณีของกรอบพันธกรณีภายใต้บทที่ ๙ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ์นหรือเจเทปปัา ซึ่งเปึนของกระทรวงการ ต่างประเทศและกระผมได้รับการมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศให้นําเสนอและตอบข้อชี้แจงในเรื่องนี้ซึ่งมีข้อกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาภายใต้ความตกลงเจเทปปัาระหว่างไทยกับญี่ปุ์น ซึ่งเปึน เรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของบุคคลที่เข้ามาทํางานในประเทศไทยของญี่ปุ์น ซึ่งญี่ปุ์น ถือได้ว่าเปึนประเทศซึ่งเปึนคู่ค้าติดอันดับ ๑ ใน ๒ ของประเทศไทย และมีการลงทุน โดยตรงในประเทศไทยมากที่สุดประเทศหนึ่ง แน่นอนที่สุดว่าการทําความตกลงหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจมีอยู่หลายเรื่อง หลายหัวข้อ หลายมิติ และแต่ละมิตินั้นได้มีข้อตกลงที่ กําหนดไว้ว่าหลังจากมีการลงนามให้สัตยาบันเห็นชอบในความตกลงดังกล่าวระหว่าง รัฐบาลไทยและญี่ปุ์นแล้ว จะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมลงในรายละเอียดเพื่อเป่ดโอกาส กันและกันในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา ซึ่งในประเด็นนี้นั้น ท่านสมาชิกรัฐสภาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของทั้งเอกชน นิติบุคคล รวมไปถึง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กระผมจึงใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาชี้แจง ในประเด็นดังกล่าว ตอบข้อซักถามว่าในการรับฟังความคิดเห็นและอภิปรายสาธารณะ ในเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาภายใต้เจเทปปัา ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ได้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามีส่วนร่วม มากน้อยเพียงใด ซึ่งปรากฏว่าในการจัดรับฟังความคิดเห็นและอภิปรายสาธารณะใน ครั้งนั้นได้มีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ครับ

๑. ผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

๒. ผู้แทนกรมเอเชียตะวันออก

๓. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข

๔. ผู้แทนกรมพัฒนาฝ้มือแรงงาน

๕. ผู้แทนกรมการจัดหางาน

สําหรับภาคส่วนที่ ๒ ก็คือภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้เสีย

๑. ผู้แทนสภาการพยาบาลและสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย

๒. ผู้แทนสมาพันธ์สปาไทย

๓. ผู้แทนสมาคมสปาไทย

๔. ผู้แทนโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

๕. ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ

รวมไปถึงความเห็นเพิ่มเติมอีก ๓ หน่วยงานด้วยกันก็คือ

๑. ผู้แทนสมาคมพยาบาลอาชีวะอนามัยแห่งประเทศไทย

๒. ผู้แทนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือจีดีอาร์ไอ (GDRI)

๓. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนความเห็นที่มีข้อเสนอแนะมาว่าควรจะต้องมีผู้แทนของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ก็ดี ผู้แทนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็ดี ผู้แทนของ สํานักงานส่งเสริม เอสเอ็มอี ก็ดี และมีความเห็นว่าควรที่จะจัดกระบวนทัพในการเจรจา ในรูปแบบของทีมไทยแลนด์นั้น กระผมน้อมรับข้อคิดเห็นอันทรงค่าและข้อสังเกตดังกล่าว ในการดําเนินการต่อไปนะครับ ส่วนการดําเนินการที่เหลือจากนี้หากว่ารัฐสภาให้ความ เห็นชอบแล้ว

๑. ก็จะได้มีการจัดพิมพ์ข้อมูลพื้นฐานและผลการอภิปรายเวทีสาธารณะ อย่างละเอียดเผยแพร่ต่อสาธารณชนนะครับ โดยสังเขป

๒. คือการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนในบทความการสรุปผลการพิจารณา ดังกล่าวนะครับ

๓. คือการให้ข้อมูลผ่านสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์โดยให้ข้อมูลเปึนระยะ ๆ ระหว่างที่เรามีการเจรจาระหว่างไทยกับญี่ปุ์นนะครับ รวมไปถึงการจัดเวทีอภิปราย สาธารณะ ครั้งที่ ๒ ในเดือนมิถุนายน และเวทีสาธารณะ ครั้งที่ ๓ ในเดือนกันยายนครับ ผมเรียนยืนยันว่าโอกาสของสปาไทยก็ดี หรือในส่วนของบุคลากรซึ่งเราได้มีการเจรจา ต่อรองเพื่อเป่ดโอกาสให้เรามีส่วนในการที่จะเข้าไปเปึนอาชีพใหม่ของคนไทย เช่น ผู้ดูแล ผู้สูงอายุนั้นถือได้ว่าเปึนสาขาอาชีพที่จะทําให้คนไทยนั้นมีโอกาสเข้าไปในตลาดแรงงาน ของญี่ปุ์น ซึ่งเปึนสังคมของผู้สูงอายุ และประเทศไทยนั้นมีศักยภาพในการที่จะนําในเรื่อง บุคลากรด้านสปาก็ดี บุคลากรด้านดูแลผู้สูงอายุก็ดีนั้น ที่จะเข้าไปสู่ตลาดของญี่ปุ์น ภายใต้การเจรจาครั้งนี้ แต่แน่นอนการเจรจาหรือข้อตกลงใด ๆ นั้นต้องมีการแลกเปลี่ยน กันเปึนธรรมดา เพียงแต่การเจรจาต่อรองดังกล่าวนั้น รัฐบาลไทยจะคํานึงถึงผลประโยชน์ สูงสุดของประชาชนคนไทย ผลประโยชน์ของประเทศชาติเปึนสําคัญ อะไรที่เสียเปรียบ เราจะไม่อ่อนข้อ อะไรที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนคนไทยเราจะไม่ดําเนินการตกลง ด้วย นั่นคือจุดยืนที่เข้มแข็งในเรื่องนี้ จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิก รัฐสภาครับ