ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องการเสนอกลุ่มความคิดเห็นของประชาชน ก่อนการเสนอกลุ่มความคิดเห็นของที่ปรึกษา และเรียกร้องให้รัฐบาลชัดเจนการใช้เงินกู้ และให้มีการที่ประชาชนให้ความคิดเห็นอย่างละเอียด
หรือคะ โอ.เค. ถ้าอย่างนั้นมันยังคงสงสัยอยู่ว่า ๒ แนวคิดนี้ แนวคิดหนึ่งที่ดิฉันคิดไว้ก็คือว่า ถ้าการนําเสนอข้อมูลหรือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จะต้องมาก่อนที่จะมา เสนอกรอบ มันก็กลายเปึนว่าดิฉันเองยังไม่ได้รับข้อมูลนั้นหรือความคิดเห็นของประชาชน เลย และวันนี้ดิฉันก็ถามเจ้าหน้าที่ที่ใส่สูทสีแดงว่ามีความคิดเห็นของประชาชนมา นําเสนอต่อสภาไหม เพราะไม่เห็นเลยอยู่บนโต๊ะนี้ เขาก็บอกว่าไม่มี เอาละ ดิฉันเอง ก็ได้รับฟังสมาชิกบางคนพูดว่า เดี๋ยวหลังจากนี้ หลังจากเสนอกรอบแล้ว ก่อนจะไป เซ็นสัญญาก็จะมาเสนอความคิดเห็นต่อไป เพราะฉะนั้นคําถามยังคงมีอยู่ว่า ท่านจะ เสนอ จริง ๆ จะเสนอก่อนเปึนเรื่องที่ ๑ ก่อนจะเสนอกรอบหรือหลังกรอบนะคะ เพราะถ้าก่อนที่จะเสนอกรอบท่านไม่มีให้ ท่านขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ท่านขัดแล้วนะคะ อันนี้มันเปึนหลักใหญ่มากเลยที่ดิฉันคิดว่ามันจําเปึนต้องพูดกันให้ รู้เรื่อง เอาละยังไม่ตอบดิฉันตอนนี้ เดี๋ยวจะต้องตอบให้แน่ชัด ดิฉันเองเปึนตัวแทนของ พี่น้องประชาชน ดิฉันต้องทําหน้าที่ให้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ถูกกฎหมายที่สุดด้วย เพราะฉะนั้นถูกต้องหรือดีหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีข้อมูลให้ดิฉันเสร็จ ทํางานไม่ได้ ไม่สามารถจะทําได้ดีได้ นี่คือข้อที่ ๑ ที่อยากจะเรียนถามไว้นะคะ
ข้อที่ ๒ ดิฉันพยายามจะอ่านรายละเอียดของกรอบการเจรจากู้เงินเพื่อ ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบอกว่าในประเด็นการเจรจาเพื่อเสนอกับ รัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบนี่มันมีประเด็นเต็มเลย อยู่ในที่นําเสนอว่า เช่น วัตถุประสงค์การกู้เงิน กรอบวงเงินกู้เอย กรอบต้นทุน ระยะเวลาการกู้เงิน กรอบการจัดซื้อ จัดจ้าง กรอบระยะเวลา กรอบการกํากับติดตามตรวจสอบการใช้เงิน ท่านประธาน ในประเด็นนี้วัตถุประสงค์การกู้เงิน กําหนดว่าให้เปึนไปตามนัยของมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ แล้วก็แก้ไข ป้ ๒๕๕๑ ดิฉันก็หยิบ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะนี้มาอ่าน โดยเฉพาะมาตรา ๒๒ เขาก็บอกไว้ว่า การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้กระทําโดยมีความจําเปึนต้องใช้จ่ายเงิน นอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ต้องใช้เปึนเงินตราต่างประเทศหรือ จําเปึนต้องกู้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศอย่างนั้นอย่างนี้ พอมา วรรคสองบอกว่า การกู้เงินตามวรรคหนึ่งนั้น ให้กําหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่าง ชัดเจน ประเด็นคําว่า ชัดเจน จะเห็นว่า ท่านสมาชิกไม่ว่าท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. นั้นท่านได้ พูดว่ามันไม่ชัดเจนมาตั้งแต่เช้า เราพูดกันว่าไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าจะเอาไปทําอะไร ดิฉันเอง ก็สงสัยเช่นนั้นเหมือนกันท่านประธาน สงสัยว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น จะกู้เงินนั้น เอาเงิน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญไปทําอะไร โครงการ อะไรบ้าง ด้านไหนบ้าง จะด้านเกษตรกรรม หรือด้านอุตสาหกรรม หรือด้านคมนาคม แต่ละโครงการจะใช้เงินเท่าไร สงสัยเหมือนกัน แต่ละโครงการจะไปเกี่ยวข้องกับประชาชน กลุ่มไหน อาชีพอะไรบ้าง คาดว่าจะเกิดผลกระทบกับประชาชนกลุ่มไหน คนพวกนั้น อาศัยอยู่ที่ไหน ดิฉันก็สงสัยหมดเลย ทีนี้มาตรา ๒๒ บอกว่า ต้องพูดให้ชัดเจน ทีนี้มันเปึน ปัญหาว่ามันไม่ชัดเจนนะสิท่านประธาน ทําอะไรก็ไม่รู้ ที่ไหนก็ไม่รู้ อย่างไรก็ไม่รู้ เท่าไร ก็ไม่รู้ ใครได้ประโยชน์ก็ไม่รู้ ใครได้โทษก็ไม่รู้ คาดว่าผลกระทบไปเกิดกับใครก็ไม่รู้ สรุป มันไม่ชัดเจน เมื่อมันไม่ชัดเจนมันก็หมายความว่ามันอาจจะขัดกับกฎหมายนะสิ ท่านประธาน มันขัดกับมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มันอาจจะขัดต่อกฎหมายได้ ทีนี้ถามว่าพูดกันมาเยอะ เรายกตัวอย่างกันหน่อยดีกว่าว่า ทําไมถึงอยากจะรู้นัก ทําไมต้องชัดเจน ทําไม ส.ส. ส.ว. ต้องอยากจะรู้นัก ท่านประธาน สมมุติว่าเปึนหุ้นส่วนบริษัท เอาละ กรรมการผู้จัดการอะไรก็แล้วแต่จะไปกู้เงินสัก ๑๐๐ ล้านบาท หุ้นส่วนนี้ก็บอกว่าอยากจะรู้เหลือเกินว่า ๑๐๐ ล้านบาทเอาไปทําอะไร กรรมการผู้จัดการก็บอกว่า ไม่ต้องรู้หรอก เอาน่าขอให้อนุมัติแล้วกันนะ ๑๐๐ ล้านบาทนี่ นี่มันคือความไม่ชัดเจน ถามว่าเขาทํากันหรือ เขาไม่ทํา เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่ามันขัด ทั้ง ๒ เรื่อง ในความคิดของดิฉันอ่านวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแล้ว คิดว่า จะต้องมีความคิดเห็นของประชาชนมาก่อน มีข้อมูลที่ละเอียดมาให้ ถ้าไม่มีมันขัดกับมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ส่วนรายละเอียดไม่ชัดเจนก็ขัดกับมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะอีก สรุปดิฉันมีความรู้สึกว่ามันขัดทั้ง ๒ เรื่องเลย แต่ถามว่าดิฉันเองมีความห่วงใยในหลาย ๆ ด้านไหม ห่วงใย แต่รัฐบาลต้องทําถูกกฎหมาย เปึนห่วงใยอันนี้อีก ทีนี้ที่ดิฉันท้วงติงไม่ได้หมายความว่าดิฉันเองจะไปค้านการมาขอกรอบ การเจรจานะคะ เห็นด้วยว่าต้องมาขอกรอบการเจรจา เห็นด้วยว่าต้องทํา แต่ว่าท่านประธานคะ ถ้าคราวหน้าถ้ารัฐมนตรีตอบว่ามันควรจะอยู่หลังจากกรอบการเจรจาครั้งนี้ ก่อนจะไป เซ็นสัญญาจะมาบอกนะว่าจะมีความคิดเห็นประชาชนอย่างไร รายละเอียดจะมีอย่างไร ถ้าจะมาบอกคราวหน้า ได้ แต่ถ้าคราวหน้าไม่บอกละก็หมายความว่า หมายความว่า ท่านจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดิฉันคงต้องใช้ มาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเล่นงานท่านต่อไปค่ะ