รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียเกี่ยวกับน้ำตาล โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อประเทศไทย และขอให้รัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่เสียเปรียบจากการลงนามในข้อตกลงนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ มีเพียงประเด็นเดียวครับ ซึ่งเข้าใจว่าเปึนประเด็นที่สมาชิกหลายท่าน ห่วงใยทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั่นก็คือในเรื่องของตัวบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศอินโดนีเซียในเรื่องน้ําตาล ซึ่งดูประหนึ่งว่าเปึนความห่วงใยใน ๒-๓ ประเด็น ว่าการที่ทางรัฐบาลจะลงนามในบันทึกดังกล่าวนั้นจะทําให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่ มีผลกระทบต่อพี่น้องชาวไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ําตาลของประเทศไทยอย่างไร และข้อยกเว้นที่ปรากฏอยู่ในบันทึกความเข้าใจนั้นจะมีผลที่ทําให้ประเทศไทยซึ่งเปึน ประเทศที่ส่งออกน้ําตาลเปึนหลักของอาเซียนนั้นจะเสียประโยชน์ระยะยาวหรือไม่ ประเด็นในเรื่องของการโอนบัญชี เปึนประเด็นแรกที่ทางท่านสมาชิกได้สอบถามมา ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนว่า ความตกลงว่าด้วยการค้าดังกล่าวนั้นสมาชิกในกลุ่ม ของอาเซียนสามารถขอโอนย้ายบัญชีได้จากบัญชีชั่วคราวไปเปึนบัญชีอ่อนไหว สิทธิดังกล่าวไม่ใช่มีเฉพาะอินโดนีเซียแต่มีครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน ด้วยกันเอง ประเทศไทยเองก็สามารถให้เห็นว่า จะมีสินค้าเกษตรหรือเกษตรอุตสาหกรรมตัวใดที่จะมี ผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเราก็สามารถจะขอย้ายจากบัญชีชั่วคราวไปสู่ บัญชีอ่อนไหวได้ แต่ทั้งนี้การขอย้ายดังกล่าวนั้นจะต้องมีการเจรจาตกลงในเรื่อง การชดเชย ตรงนี้ก็เปึนหลักซึ่งถือว่าเปึนหลักปฏิบัติที่ไม่มีมากกว่าที่ให้ไว้กับประเทศอื่น นะครับ

๒. ก็คือว่าในเรื่องของอัตราภาษีและปริมาณการนําเข้าของประเทศ อินโดนีเซียในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวนั้นจะทําให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่ แล้วก็ข้อตกลงในเรื่องป้ ค.ศ. ๒๐๑๐ ที่จะไม่มีกําแพงภาษีจะเปึนข้อที่ปรากฏในเอ็มโอยู (MOU) นั้นจะทําให้ประเทศอินโดนีเซียยังคงไว้ซึ่งอัตราภาษี ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ และตรงนี้ ก็จะกระทบต่อการส่งออกน้ําตาลของประเทศไทยไปประเทศอินโดนีเซียไปไทยหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการหารือภายใต้คณะทํางานร่วมนะครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนของอุตสาหกรรมอ้อย น้ําตาล ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ําตาลและผู้ส่งออก นะครับ ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เห็นว่าอัตราภาษีและปริมาณน้ําตาล นําเข้าของประเทศอินโดนีเซียที่ปรากฏในร่างบันทึกความเข้าใจนั้น เปึนปริมาณและอัตรา ภาษีที่เหมาะสมแล้ว นอกจากนั้นหากว่าประเทศไทยไม่ทําความตกลงดังกล่าวที่ทาง ประเทศอินโดนีเซียได้ยอมรับในเรื่องแล้วก็จะทําให้เราเสียเปรียบ เพราะว่าปัจจุบัน ประเทศอินโดนีเซียนั้นได้กําหนดอัตราภาษีไว้สําหรับการนําเข้าน้ําตาลสูงถึง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าภายใต้ของความตกลงดังกล่าวนั้น เราจะได้สิทธิในการที่ทําให้ อินโดนีเซียนั้นต้องลดภาษีเหลือ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้จะทําให้การส่งออกของเรานั้น ยังคงความได้เปรียบ และประเทศนอกกลุ่มซึ่งเปึนคู่ค้าคู่แข่งในเรื่องการส่งออกน้ําตาล มายังประเทศอินโดนีเซีย เช่น ประเทศออสเตรเลีย เปึนต้น ซึ่งถือว่าเปึนประเทศนอก อาเซียนนะครับ จะต้องถูกเก็บภาษีโดยอินโดนีเซียในอัตรา ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ในความตกลงดังกล่าวที่ทางการไทยได้เจรจาและได้บรรลุในร่างข้อตกลงแล้วนั้น เราจะได้สิทธิประโยชน์ในด้านของอัตราภาษีที่ต่ํากว่ามากครับ ก็ขอเรียนเพื่อขอให้เกิด ความเข้าใจที่ตรงกัน

ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ ข้อยกเว้น ๒ ข้อที่ปรากฏในบันทึกความเข้าใจ ในเรื่องที่ว่าถ้าหากว่าระบุไว้เปึนข้อยกเว้นเช่นนั้นจะทําให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะ ส่งออกไปได้ในระยะยาว ความเปึนจริงเรื่องที่กําหนดไว้และเห็นชอบกันในทางปฏิบัติครับ ข้อยกเว้นดังกล่าวนั้นก็คือ

๑. ในกรณีที่ประเทศไทยขายราคาแพงกว่าราคาตลาด ประเทศอินโดนีเซีย มีสิทธิที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ อันนี้ก็เปึนหลักปกติครับ ถ้าเราขายแพงกว่าราคาตลาด หรือว่าเราเปึนประเทศที่จะนําเข้าในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน แล้วประเทศอาเซียนด้วยกันเกิด ขายราคาแพงกว่าตลาด เรามีสิทธิที่จะตอบปฏิเสธในเรื่องนี้

๒. ก็คือว่าในกรณีที่ประเทศอินโดนีเซียสามารถผลิตน้ําตาลได้เพียงพอ ต่อการใช้ในประเทศแล้ว ก็จะพ้นในเรื่องของข้อยกเว้นดังกล่าว

เพราะฉะนั้นในหลัก ๒ ข้อนั้น ก็ได้มีการหารือแล้วก็เห็นว่าประเทศ อินโดนีเซียคงอีกยาวไกลมากกว่าที่จะผลิตอาหารได้พอเพียงนะครับ ๒. ก็คือว่าในเรื่อง เกณฑ์ของการที่ไทยจะตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาดก็คงจะเปึนไปไม่ได้ เพราะว่า ราคาน้ําตาลเปึนสินค้า คอมมูนิตี้ (Community) นะครับ ก็เลยเรียนว่า ในประเด็น ดังกล่าวนั้นทางกระทรวงพาณิชย์โดยรัฐบาลไทยก็ได้กังวล แล้วก็เห็นถึงข้อสังเกตดังกล่าว ก็ได้ป่ดช่อง แล้วก็ยืนยันว่าประเทศไทยไม่เสียเปรียบจากการที่ลงนามในบันทึก ความเข้าใจดังกล่าวกับประเทศอินโดนีเซียครับ