รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒

สุรชัย ชัยตระกูลทอง อภิปรายเรื่องความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน โดยชี้ว่าข้อตกลงนี้เป็นดาบสองคม หากไม่มีการดำเนินการตามข้อตกลงประเทศไทยจะสูญเสียประโยชน์ และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ลงนามและเผยแพร่ต่อประชาชน รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานการผ่านแดนและขนส่งของไทย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

ผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองนั้น จําเปึนมากที่ต้องอภิปรายในหัวข้อความตกลงด้านการลงทุนอาเซียนในข้อ ๗ ซึ่งผมเองนั้น มาจากเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่า เมืองเศรษฐกิจของประเทศไทย ก็คือจังหวัดชลบุรี สิ่งที่ผมจําเปึนจะต้องอภิปรายเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้นได้ตระหนักถึงว่าข้อตกลงด้านการลงทุนอาเซียนนั้นมันเปึน ดาบสองคม ถ้าหากว่าการลงนามนั้นเมื่อเราลงนามเสร็จแล้ว แต่เราไม่มีหน่วยงานหรือ ไม่มีเจ้าภาพที่มาขับเคลื่อนตามข้อตกลงต่าง ๆ นั้น เพื่อให้ประเทศไทยเรานั้นได้สัมฤทธิ์ผล ได้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ สุดท้ายเราก็จะสูญเสียกับข้อตกลง เพราะความอ่อนแอ ความไม่เข้มแข็งของระบบงานเรานะครับ กว่า ๔๐ ป้ที่สมาคมอาเซียนได้ก่อตั้งขึ้นมา และมาระยะหลัง ๑๕ ป้ จะเห็นว่าอาเซียนนั้นมีบทบาทมากขึ้น ก็สืบเนื่องจากการลงนาม ความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน จึงทําให้ขณะนี้บทบาทของอาเซียนนั้นเปึนที่สนใจ และมีกําลังบริโภคมาก เพราะเนื่องจากประชากรในอาเซียนมีถึง ๕๐๐ ล้านคน เศรษฐกิจ ไทยเราเองนั้นก่อนที่จะมีการลงนามเขตการค้าเสรีอาเซียน เราส่งออกให้กับกลุ่มอาเซียน ป้หนึ่งประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ แต่ขณะนี้เรา สามารถส่งออกได้ป้ละกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออก แต่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผม ศึกษาและวิเคราะห์ดูแล้ว เรายังสูญเสียโอกาสอยู่พอสมควร จริง ๆ แล้วเราน่าจะได้ มากกว่านี้ และเราน่าจะเปึนผู้นําของอาเซียนด้วยซ้ํา แต่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมือง ทางด้านสังคม ทําให้การแข่งขันในอาเซียนอยู่ในภูมิภาคแห่งนี้เรา ถดถอยลงไปนะครับ ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ ก็คือว่าการลงทุนโดยตรงของ อาเซียน หรือการลงทุนในกลุ่มสมาชิกอาเซียน เราต้องยอมรับว่าประเทศสิงคโปร์นั้นเปึน ประเทศที่มีการลงทุนในกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศสูงที่สุด ตามมาอันดับ ๒ ก็คือ ประเทศ สหรัฐอเมริกา ภายใต้จุดมุ่งหมายของอาฟตา (AFTA) หรือเขตการค้าเสรีที่เกิดขึ้น โดยมี เปัาประสงค์ ก็คือ

ประการที่ ๑ ต้องการขยายการค้าระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น นั่นก็คือที่ผม ได้เรียนเมื่อสักครู่ว่า เราได้ขยายมากขึ้นแต่ยังไม่เปึนที่น่าพอใจ

ประการที่ ๒ การขยายการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก การลงทุน ระหว่างประเทศสมาชิกนั้น สิงคโปร์ได้ขยายการลงทุนครอบคลุมทั้ง ๑๐ ประเทศของ สมาชิก และเปึนที่ยอมรับ เปึนที่ชื่นชอบชื่นชมและไว้วางใจในการเจรจาการลงทุน หรือการค้า แต่ไทยของเรานั้นเองยังไม่สามารถจะขับเคลื่อนในการลงทุนไปยัง กลุ่มสมาชิกของ ๑๐ ประเทศนี้ได้ แต่ก็พยายามไปในประเทศเวียดนาม จะเห็นได้ชัดก็คือว่า มีการไปตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งของคนไทย ร่วมทุนกับจังหวัดบ่องไน แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จเท่าที่ควร เพราะว่ามีความขัดแย้งในเรื่องการร่วมทุน ไม่ได้รับการสนับสนุน การส่งเสริมจากภาครัฐ เท่าที่ควร นั่นก็คือสิ่งที่ผมได้ไปสํารวจได้ไปพบมา ผู้ลงทุนก็น้อยเนื้อต่ําใจนะครับ แต่เรา ได้ไปเปรียบเทียบกับการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อนสมาชิก โดยยกตัวอย่างของประเทศ สิงคโปร์ได้ไปลงทุนนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง ๓ แห่ง ซึ่งทุกครั้งการเจรจานั้นได้รับ การส่งเสริม ได้รับการสนับสนุน แม้กระทั่งที่ดินหลาย ๆ พันไร่แทบจะยกให้ฟรี เพียงแต่ เชื่อมั่นว่าศักยภาพของประเทศสมาชิกสิงคโปร์นั้นสามารถที่จะขยายการลงทุนดึง นักลงทุนจากในประเทศอาเซียน จากสมาชิกนอกอาเซียนเข้ามาลงทุน แล้วก็ทําให้ โครงการของสิงคโปร์ที่อยู่ในประเทศเวียดนามนั้นประสบความสําเร็จแล้วประสบ ความสําเร็จเล่า และที่สําคัญที่สุดที่อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือว่า ทุกครั้งผู้นํารัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลในกระทรวงระดับรัฐมนตรี เมื่อมีโอกาสไป เยือนประเทศสมาชิกก็มักจะลงไปหารือ ไปให้ความช่วยเหลือ ไปสร้างภาพพจน์ต่าง ๆ ให้กับนักลงทุนที่ไปลงทุนในประเทศสมาชิก จุดนี้เองผมอยากจะฝากเปึนข้อคิดไปยัง รัฐบาลว่าจะต้องตระหนัก คงจะปล่อยให้ภาคเอกชนนั้นเดินไปแล้วลงทุนไป แล้วก็ประสบ ความเสียหาย แล้วก็จะบอกว่าล้มเหลวเพราะไม่เก่ง ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีความสามารถใน การจัดการ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าไม่ต่างกัน การสนับสนุนของภาครัฐนั้น ผม คิดว่าเปึนสิ่งที่เปึนประโยชน์ แล้วก็เปึนสิ่งที่จะเสริมให้การลงทุนนั้น โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการคนไทยนั้นจะประสบความสําเร็จ

ประการที่ ๓ ก็คือ การนําร่องการเป่ดการค้าระหว่างกันและกัน ซึ่งก่อนที่จะทําให้เกิดการเป่ดการค้าระหว่างประเทศนอกสมาชิกอาเซียน ซึ่งขณะนี้ ในอาเซียนเองก็จะมีการลงนาม ไม่ว่าอาเซียน-จีน อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ หรือ อินเดีย และหลาย ๆ ประเทศ แต่การค้าที่เชื่อมโยงในกลุ่มอาเซียนเราเอง ๑๐ ประเทศนั้น ยังขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และไม่ตอบรับ ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ใน ๑๐ ประเทศนั้นมุ่งที่จะเชื้อเชิญประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจเข้ามาลงทุนทั้งสิ้น จากตัวเลขหนึ่งที่อยากจะให้ทางรัฐบาลได้ทราบก็คือว่า จะเห็นได้ชัดการลงทุนนอกจาก ประเทศสิงคโปร์นั้นลงทุนในอาเซียนมากเปึนอันดับหนึ่งแล้ว ประเทศสิงคโปร์เองยังได้รับ การลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดเปึนอันดับหนึ่งเช่นกัน จากข้อมูลสถิติป้ ๒๕๔๘ นั้น มีเงินลงทุนถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ๖,๐๐๐ ล้าน ไทย ๔,๐๐๐ ล้าน มาเลเซีย ๔,๐๐๐ ล้าน และเวียดนาม ๒,๐๐๐ ล้าน ตามลําดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเรานั้นอยู่อันดับ ๓ แต่ในขณะนี้ผมเชื่อว่าอาจจะอยู่อันดับ ๔ หรือ ๕ แล้ว เพราะว่าข้อมูลนี้เปึนข้อมูลเมื่อ ๓ ป้ที่แล้ว จากการลงทุนที่เข้ามาลงทุนใน อาเซียน เราซึ่งเลือกสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งขณะนี้จะเห็นได้ว่า การลงทุนไปที่เวียดนามมากมาย ฉะนั้นในข้อตกลงว่าด้วยการลงทุนของอาเซียนนั้น ไม่ว่าจะลงทุนกันในกลุ่มสมาชิก ๑๐ ชาติ หรือจะเปึนกลุ่มชาติที่อยู่นอกสมาชิกที่เข้ามา ลงทุนจําเปึนมากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐนั้นจะต้องเข้าใจต้องตระหนักให้ถึง แล้วก็ใช้โอกาสของการลงนามความร่วมมือแล้วนําเงื่อนไขทุกข้อนั้นมาก่อให้เกิด ประโยชน์กับการลงทุนของในประเทศไทย แล้วก็การดึงนักลงทุนในประเทศมหาอํานาจ ทางเศรษฐกิจเข้ามาลงทุนในไทยด้วยนะครับ แล้วก็ในแหล่งข้อมูลในการลงทุนในอาเซียน ก็นอกจากที่ว่าจะเปึนสิงคโปร์ที่ลงทุนมากแล้ว แต่ถ้าเปึนชาติที่อยู่นอกสมาชิกอาเซียน อันดับ ๑ ก็คือ สหรัฐอเมริกาถึง ๙,๐๐๐ ล้าน อันดับ ๒ ตามมาด้วยสหภาพยุโรป ๗,๐๐๐ ล้าน อันดับ ๓ ญี่ปุ์น ๓,๕๐๐ ล้าน แล้วนอกนั้นก็เปึนหลักร้อยล้าน ก็คือ เกาหลี จีน นิวซีแลนด์ ซึ่งยังเปึนกลุ่มที่เล็ก ๆ ยังไม่ถึงกับที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจในอาเซียนนะครับ ผมเองนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลอีกว่า ในภาคธุรกิจหรือภาคเอกชน เขาให้ความสําคัญในการปฏิบัติมากหรือการอิมพลีเมนท์ (Implement) ผมเองได้มีโอกาส มาร่วมประชุมเมื่อวานนี้และวันนี้ที่รออภิปราย แล้วก็ได้เห็นการเตรียมการของรัฐบาลก็ดี รัฐสภาแห่งนี้ก็ดีว่าเราจะต้องผ่าน รัฐสภามีมติเห็นชอบในการลงนามเพื่อรองรับ การประชุมสุดยอดของอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า การลงนามผมถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่เราจะนําสิ่งที่เรา ลงนามในข้อตกลงทุก ๆ ข้อ ๒๐ กว่าฉบับนั้นไปก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาตินั้น ผมว่าอันนั้นยากกว่า แล้วก็เปึนความสําคัญหรือเรียกว่าเปึนเปัาหมายสุดท้ายหรือ บอททอม ไลน์ (Bottom line) ที่เราต้องการ ในภาคธุรกิจหรือเอกชนเขาได้กล่าวถึง ความสําเร็จไว้ว่า ความสําเร็จเกิดจากความรู้ในงาน ความรับผิดชอบในงาน และความสัมพันธ์ในงาน นี่คือปรัชญาแห่งความสําเร็จของภาคเอกชน ภาคธุรกิจที่ได้ ขับเคลื่อน ผมอยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่า การลงนามการตกลงในเงื่อนไขอาเซียนมีเปึน ร้อย ๆ กว่าฉบับ และผมเชื่อเหลือเกินจากเมื่อวานนี้เอง ท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ หลายท่านได้บอกว่า เอกสารที่ส่งมาก็มากมายเหลือเกิน ส่งมาก็กระชั้นอ่านไม่ทัน ถึงจะ ส่งมามีเวลาก็อ่านไม่ได้เหมือนกันนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าเจ้าภาพที่เปึนตัวแทนของชาติ หรือเปึนตัวแทนรัฐบาลจะต้องอบรมให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวง การต่างประเทศ ซึ่งมีสถานทูตที่ตั้งอยู่ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ นั่นก็คือว่า จะต้องให้ความรู้ ในสถานทูตนั้นก็ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของทูตพาณิชย์ ด้านแรงงาน ด้านทหารก็แล้วแต่ เรื่องด้านความมั่นคง จําเปึนมาก ที่จะต้องเข้าถึง เข้าใจในเรื่องเนื้อหาแต่ละข้ออย่างถ่องแท้

ประการที่ ๒ จะต้องรับผิดชอบ ต้องมีเปัาหมาย ต้องมีเคพีไอ (KPI) ต้องมี การวัดว่าถ้าเราจะขับเคลื่อนส่งเสริมภาคธุรกิจ นักลงทุน เราจะต้องให้เขามาและเรา ช่วยเหลือเขาอะไรบ้างเปึนเคพีไอชี้วัดลงมาแล้วก็รายงานมายังรัฐบาลให้รับรู้ว่า แต่ละประเทศ เราได้ช่วยเหลือ เราได้สนับสนุนนักลงทุนอย่างไร เพื่อให้การแข่งขันหรือ การใช้ประโยชน์ของความเปึนอาเซียนเรานั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ

และประการสุดท้ายก็คือ เรื่องความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ของเรานั้น นับวันยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่ในประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านเราก็แย่ลง ถ้าความสัมพันธ์ระดับประเทศนั้นแย่ลงแล้ว ยากมากที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนจะไป ลงทุน เพราะจะไม่ได้รับการต้อนรับ แล้วก็จะไม่ได้รับการส่งเสริม ในทางกลับกัน เกิดการ ต่อต้านแล้วก็ขับไล่ออกมาด้วยซ้ํา ตรงนี้เองทั้ง ๓ หัวข้อ ผมเองนั้นจําเปึนที่จะต้องฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลที่เกี่ยวข้องว่า จําเปึนมากที่ท่านจะต้องตระหนักถึงการ ลงนามที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็เผยแพร่ต่อประชาชน และที่สําคัญยิ่งก็คือ นําไปปฏิบัติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ อันนี้ถือว่าเปึนประโยชน์สําคัญยิ่งนะครับ

แล้วก็อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไปยังรัฐบาลในข้อคิดอีกอันหนึ่ง นอกจากการที่เราทําอาฟตา เราลงนามความร่วมมือการลงทุนแล้ว ผมเองนั้นได้สังเกต จุดผ่านแดนของไทย หรือเรียกว่า จุดผ่านแดนถาวร อันนี้เพียงแค่โจทย์เล็ก ๆ ผมคิดว่า ไม่ใช่งานใหญ่ แต่เรานั้นจะมีข้อพิพาทชายแดนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะการค้าการขาย ความมั่นคง ความปลอดภัย หรือสิทธิต่าง ๆ นั้น ผมคิดเหลือเกินว่าจากที่ผมได้ไปศึกษา และดูนั้นพบว่าเราไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริง ผมว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องตั้งเจ้าภาพ ขึ้นมา อาจจะเปึนกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ โดยการเชิญ ไม่ว่าจะ สตช. ที่ทําหน้าที่ ตม. ตรวจจับคนลักลอบเข้าเมืองหรือให้อนุญาตการเข้าออกได้ ศุลกากรที่มีการตรวจ สิ่งของเข้าออกว่าตัวใดเสียภาษีหรือไม่ หรือไม่เสียภาษีนะครับ ในเรื่องการขนส่งรถยนต์ รถบรรทุก รถโดยสารที่วิ่งผ่านแดนนั้นเปึนมาตรฐานอย่างไร แบบไหนผ่านได้ แบบไหนผ่านไม่ได้ และเข้ามาถึงจุดไหนก็ต้องให้มาตรฐานเกิดขึ้น แล้วก็ กระทรวงพาณิชย์เองนั้น ที่จะต้องดูแลเรื่องการค้าชายแดนซึ่งเปึนตัวเลขที่มีคุณค่า มหาศาล แต่ในจุดผ่านแดนของประเทศไทยเรานี่จากที่ผมทราบมาก็มีไทย-พม่า อยู่ ๓ จุด ไทย-ลาว อยู่ ๑๓ จุด ไทย-กัมพูชา อยู่ ๖ จุด ไทย–มาเลเซีย ๗ จุด เรายังไม่มีมาตรฐาน ซึ่งการที่เราจะขับเคลื่อนไปเปึนผู้นําอาเซียนได้ในอาเซียน ในระเบียบก็เขียนไว้อยู่แล้วว่า ในเรื่องของศุลกากร พิธีการต่าง ๆ ในเรื่องเอกสาร เขากําลังจะก้าวสู่ เรียกว่า อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ (ASEAN Single window) ก็คือว่า มีระบบเอกสารและพิธีการเปึนไป มาตรฐานเดียวกัน ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในอาเซียนเราที่เห็นได้ชัด แล้วก็ เปึนที่ทําได้คล้าย ๆ ในสหภาพยุโรปก็คือว่า จุดผ่านแดนระหว่างสิงคโปร์กับมาเลเซีย เห็นได้ชัดเลยว่า ได้จัดรูปแบบคล้ายคลึงมาก แล้วก็เวลาเราจะผ่านแดนนั้น เราขับรถผ่าน ไปก็ยื่นพาสปอร์ต (Passport) แผล็บเดียว แล้วก็ไม่ต้องลงรถแล้วก็ผ่านกันได้เลย ถึงแม้จะ ประเทศเพื่อนบ้านเรานั้นเปึนประเทศที่กําลังพัฒนาหรือความเจริญที่ล้าหลังกว่าเราบ้าง แต่ถ้าเราคิดว่าใครเปึนผู้นําในอาเซียนหรือแสดงตนว่าเปึนผู้นําในภูมิภาคอินโดจีน ก่อน เราก็ลงทุนเข้าไปเพื่อสร้างมาตรฐานอาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ขึ้นมา และใน ขณะเดียวกันเมื่อเราทําเพื่อนบ้านเราได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า การลงทุนจากประเทศที่ นอกจากสมาชิกอาเซียนจะต้องเลือกไทยเปึนฐานการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากว่าการผ่านเข้าออกมีมาตรฐาน เมื่อการผ่านเข้าออกมีมาตรฐาน ระบบ เศรษฐกิจก็จะโต และสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผมอยากจะฝากว่า ถ้าเราไม่คิดอะไรเลย เราลงนามกันก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะทําอย่างไรให้เราเปึนศูนย์กลาง อาเซียน เปึนผู้นําอาเซียน โดยเฉพาะอินโดไชน่า หรือเรียกว่า อินโดจีน เรานี่ประเทศ เพื่อนบ้านต้องพึ่งพาสินค้า สิ่งของหรือบริการต่าง ๆ จากไทยให้มากที่สุด นั่นก็คือว่า รัฐเองจะต้องวางยุทธศาสตร์ลงไป เมื่อเราทําจุดผ่านแดนให้ได้มาตรฐาน ๒. เราเชื่อมโยง ระบบคมนาคมเข้าไปยังหัวเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศในเพื่อนบ้านเรา เพื่อทําให้เกิดการ ลําเลียงสินค้า เกิดการซื้อการขายได้สะดวก นั่นก็คือว่า โอกาสทางเศรษฐกิจของไทยที่จะ เติบโตในอาเซียนนั้นก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก แล้วก็การลงทุนของประเทศนอกสมาชิกอาเซียน ก็จะเลือกไทยเปึนฐานการลงทุนต่อไป อันนี้ก็คือเปึนโอกาสที่จะเปึนประโยชน์ ก็อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า จะต้องตระหนักและต้องให้ความสําคัญด้วยนะ ครับ แล้วก็สิ่งที่รัฐบาลเองนั้นจะต้องคํานึงถึงอีก สิ่งที่เราจะต้องผลักดันให้เกิดความ เข้มแข็งนั่นก็คือว่า เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน เราจะเห็นได้ว่าเงินและอัตรา แลกเปลี่ยนของเงินสิงคโปร์กับมาเลเซียเปึนที่ยอมรับมากกว่า แล้วก็แก็พ (Gap) ในการ ซื้อขายหรือช่องว่างนั้นไม่มากนักทําให้ผู้ที่อยากจะถือครองเงิน ฉะนั้นเราต้องทําให้เงิน ไทยเรานี่เปึนเงินที่เขาอยากถือครองในอาเซียน แล้วเมื่อมีการซื้อ มีการขาย อัตรา แก็พของการซื้อ การขาย หรือช่องว่างนั้น ไม่ทําให้ผู้ที่ถือครองนั้นต้องขาดทุนหรือต้อง สูญเสียเงินจํานวนมาก

อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของความร่วมมือในการลงทุนนะครับ ก็คือทําอย่างไร ให้เพื่อนสมาชิกในอาเซียนยอมรับการลงทุนของไทยเราที่เข้าไป อันนี้ก็คือรัฐบาลจะต้อง เข้าไปสร้างความสัมพันธ์แล้วก็เจรจานะครับ อันที่ ๓ ก็คือว่า ความร่วมมือทางการค้า นั่นก็คือว่า รัฐบาลเองจะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปสํารวจ เพราะว่าอาเซียนเองนั้น มีการผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกันมากที่สุด แล้วแข่งขันกันรุนแรงที่สุด แล้วสุดท้ายเกิด ความขัดแย้งมากตามมา นั่นก็คือว่าระบบข้อมูลทางการค้าและการผลิต รัฐบาลไทย จะต้องมีฐานข้อมูลเพื่อที่จะปัอนให้กับผู้ประกอบการหรือนักลงทุนรู้ว่าถ้าไปลงทุนแล้ว ในประเทศเขานี่มีการแข่งขันรุนแรงเปึนอย่างไร เปึนโอกาสหรือเปึนอุปสรรค อันนี้จะต้อง มีข้อมูลที่เปึนส่วนกลางที่จะสนับสนุนด้วยนะครับ และที่สําคัญที่สุดนะครับ คือผมคิดว่า บางครั้งภาคเอกชนเอง ผู้ประกอบการก็จะบอกว่า รัฐบาลไม่เคยเหลียวแล ไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยช่วยเหลือ ผมเองไปฟังผู้ประกอบการภาคธุรกิจก็บอกว่า ขอประทานโทษ ทางรัฐบาลเองที่ผมมี โอกาสได้ประชุมกับรัฐมนตรีหลาย ๆ กระทรวง บางข้อมูลก็บอกว่าภาคเอกชนเราใจไม่ถึง ไม่กล้า แล้วก็ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีความสามารถที่จะไปลงทุนหรือไปแข่งขันในอาเซียน นั่นก็คือว่าสิ่งนี้เองมันเปึนความเข้าใจทั้ง ๒ ทางที่ผิด ทําอย่างไรที่เราจะต้องจูน (Tune) เข้าหากัน นั่นก็คือผมคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องตั้งโครงการเพื่อสร้างนักธุรกิจอาเซียนเกิดขึ้น ให้ได้ การสร้างนักธุรกิจอาเซียนก็คือว่า ๑. ไปช่วยเหลือกิจกรรมที่ผู้ลงทุนไทยที่อยู่ใน สมาชิกอาเซียนทั้งหมดนี่ให้มีความเข้มแข็งและสนับสนุนจุดที่เปึนปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าการจะประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในประเทศสมาชิกอาเซียน นั่นจะต้องให้ ตัวแทนของรัฐบาลนั้นยื่นมือเข้าไปแล้วก็ถามไถ่ติดตามและช่วยเหลือ ขออนุญาตอีกสัก นิดหนึ่งนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าต้องสร้างนักธุรกิจใหม่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อที่จะรองรับ ในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีก ๑๐ ป้ข้างหน้า ก็คือที่เราจะเกิดประชาคมอาเซียนที่เกิดขึ้นนั้น นั่นคือความจําเปึนมาก ถ้าวันนี้รัฐเองไม่ได้ให้ความสําคัญกับภาคเอกชน หรือภาคธุรกิจ ในรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต สุดท้ายถ้าประเทศเพื่อนบ้านเรา ประเทศเพื่อนสมาชิกเรามี ความเข้มแข็งขึ้น มีการพัฒนาขึ้น วันหนึ่งที่เราเปึนห่วงว่าประเทศนั้นจะแซงเรา ประเทศนี้ จะแซงเรา ผมคิดว่าเขาแซงเราแน่ แต่ถ้าวันนี้เราได้ทํา เราได้เตรียมพร้อม เราได้ขับเคลื่อน เปึนไปไม่ได้ที่ประเทศที่กล่าวนั้นจะมาแซงเรา ในทางกลับกันเราก็จะแซงประเทศที่อยู่ ข้างหน้าเราด้วยซ้ํา และเราก็จะเปึนเบอร์ ๑ หรือเปึนผู้นําอาเซียนเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ใน ๑๐ ป้ จากเอกสารที่ผมได้ดู ได้ศึกษาอย่างละเอียดถ่องแท้เกี่ยวกับความตกลงว่าด้วย การลงทุนอาเซียนทุก ๆ ข้อ ผมเห็นชอบด้วยในการยกร่างนั้นก็เปึนกลาง แล้วก็เปึน ความเที่ยงธรรมทั้ง ๑๐ ประเทศในสมาชิก แล้วในตรงนั้นเอง ผมเองก็กราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า จะต้องใช้ประโยชน์แต่ละข้อ ๆ นั้นให้เกิดประโยชน์กับไทย มากที่สุด และเกิดกับประเทศชาติเรามากที่สุด และโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม วัฒนธรรม นั่นคือเสาหลักของอาเซียน ผมว่าถ้าเราใช้ข้อดังกล่าวนั้น และมีเจ้าภาพที่คอยดูแล คอยติดตาม แล้วผนึกกําลัง ไม่ว่าจะรัฐบาล ภาคเอกชน และ ประชาชนทั่วไปให้เข้าถึงในเงื่อนไขต่าง ๆ ของอาเซียน ผมเชื่อเหลือเกินว่าในระยะอันใกล้ ประชาคมอาเซียนที่จะเกิดในอีก ๑๐ ป้นั้น ไทยเราอาจจะเปึนผู้นําก็ได้ เพราะทําเลที่ตั้ง ศักยภาพ ประชากรที่เหมาะสม ผมว่าอันนี้เปึนจุดแข็งของเรา ผมก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าให้ความสําคัญกับสิ่งเหล่านี้ด้วย ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ