รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒

ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องการอนุมัติความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศในอาเซียน และเรียกร้องการพิจารณาให้ความเห็นชอบอย่างรวดเร็ว ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน และเรียกร้องให้รัฐสภาควรให้ความเห็นชอบ ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องความตกลงการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีน และเรียกร้องการอนุมัติและให้ความเอาใจใส่โดยเร็ว เพื่อให้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายด้วยดี ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องความตกลงอาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลียนะครับ และเรียกร้องการสนับสนุนความตกลงอาเซียน-เกาหลี เพื่อให้ไทยได้รับผลประโยชน์ ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องความตกลงเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของความตกลงดังกล่าวและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนในการลงนามข้อตกลงดังกล่าว ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการบริหารจัดการกองทุนเยียวยา และขอเสนอแนะเพิ่มงบประมาณและเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และการแก้ไขปัญหาการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถของประเทศและเศรษฐกิจของประเทศ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจาก จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ผมและท่านสมาชิกทุกท่านก็อยู่ระหว่าง การ ผมเข้าใจเองนะครับว่าเปึนการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติความตกลง ต่าง ๆ ที่ฝ์ายบริหารได้ทําความตกลงแล้วมาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ไม่ใช่เสนอเพื่อไปทําความตกลงหรือว่าเพื่อเสนอกรอบความตกลง คือผมได้ยิน เมื่อเช้าบอกว่าจะมาเสนอกรอบความตกลงหรือว่าจะเสนอขอความเห็นชอบ ผมคิดว่า กรอบความตกลงนั้นหลาย ๆ สัญญานั้นได้มีการดําเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่า เมื่อเจรจากับคู่เจรจาเสร็จแล้วก็จะมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นะครับ ซึ่งแน่นอนครับหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ จะต้องเร่งดําเนินการโดยรีบด่วนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หลายท่านก็บอกว่า โอ๊ย จะรีบร้อนไปทําไมกัน ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากจะอยู่หลาย ๆ ป้ ก็ช้า ๆ ก็ได้นะครับ ส่วนตัวเองในฐานะวุฒิสมาชิกก็เห็นว่าเราไม่มีเรื่องสําคัญเช่นนี้ ควรจะคํานึงถึงผลได้ ผลเสียประโยชน์ประเทศชาติเปึนที่ตั้งนะครับ ไม่ได้เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องให้ มากนัก เพราะว่าอาเซียนนั้นเปึนองค์กรที่สําคัญที่สุดในฐานะที่ประเทศไทยเปึนสมาชิก ๑ ใน ๑๐ และหลายประเทศนั้นเขาได้ลงนามกันเรียบร้อยแล้ว เขารอประเทศไทยประเทศ เดียว ถ้าหากว่าเราจะมัวรอตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอีกผมก็เกรงว่ามันจะไม่เกิด ผลดีกับประเทศไทยเราเอง ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนมิตรประเทศอาเซียนทั้งหลาย ก็อาจจะไม่ค่อยพอใจหรือไม่แฮปปุ้ (Happy) เท่าที่ควรก็ได้นะครับ ในการพิจารณาให้ ความเห็นชอบหนังสือสัญญาการค้าการลงทุนในวันนี้ทาง ครม. ได้เสนอมาหลายฉบับ ด้วยกัน แต่ว่าฉบับที่ผมให้ความสนใจและอยากจะอภิปรายก็มีเรื่อง ๒ เรื่องใหญ่ด้วยกัน เรื่องแรกคือความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เรื่องที่ ๒ ก็คือหนังสือสัญญาของ อาเซียนกับคู่เจรจา ๔ ฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการลงทุนภายใต้ความตกลงความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างอาเซียนกับจีน ๒. ความตกลง ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน-กาหลี ๓. ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย และ ๔. ความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย

ในประการแรกคือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เรื่องนี้ผมคิดว่า เปึนเรื่องที่มีความสําคัญค่อนข้างจะมาก เพราะว่าเปึนเรื่องที่จะช่วยอํานวยความสะดวก การค้าระหว่างประเทศอาเซียนให้ดําเนินไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตที่ผ่านมานั้นสาระสําคัญ ของความตกลงต่าง ๆ นั้นมักจะกระจัดกระจายในฉบับย่อย ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการ อํานวยความสะดวกทางการค้า เรื่องว่าด้วยแหล่งกําเนิดของสินค้า เรื่องสุขอนามัย และ สุขอนามัยพืช สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยู่กระจัดกระจายกัน แต่ว่าในความตกลงฉบับนี้เท่าที่ได้ ศึกษาแล้วก็สอบถามเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง ก็เห็นว่าเปึนการเอามา รวมกันเพื่ออยู่ในฉบับเดียวกัน เช่นเดียวกับความตกลงของประเทศที่พัฒนาแล้วที่เขาทํา กัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทางรัฐสภาควรจะให้ความเห็นชอบ อย่างยิ่ง

เรื่องกลุ่มที่ ๒ ที่กระผมสนใจก็คือ หนังสือสัญญาของอาเซียนกับคู่เจรจา ฉบับแรกคือความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีน ท่านสมาชิกที่เคารพ ท่านทั้งหลายคงจะทราบดีนะครับว่าจีนนั้นเปึนคู่ค้าที่สําคัญของไทย แล้วความสัมพันธ์ ๒ ฝ์ายก็ค่อนข้างจะแน่นแฟันเปึนอย่างมาก ที่ผ่านมานั้นขณะปัจจุบันนี้จีนเปึนคู่ค้าสําคัญ ของไทย สําคัญรองลงมาจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ์น นั่นก็คือเราถือว่าจีนเปึนคู่ค้าสําคัญ อันดับ ๓ นะครับ และปัจจุบันนั้นนักธุรกิจของไทยที่สนใจไปลงทุนในเมืองจีนก็มีมากมาย หลายสาขา ไม่ว่าจะเปึนธุรกิจทางด้านอาหารสัตว์ น้ําตาล อาหารแปรรูป กระดาษ การทําธุรกิจเหมืองแร่และพลังงาน แล้วก็ธุรกิจบริการ อย่างเช่น โรงเรียน ผู้ประกอบการ ไทยไปทําโรงเรียนที่เมืองจีนนะครับได้รับความนิยมเปึนอย่างสูงทีเดียว และยังมีธุรกิจ เกี่ยวกับเรื่องการค้าปลีกและค้าส่ง รวมทั้งร้านอาหารไทยด้วย ทางจีนเองก็เข้ามาลงทุนในไทยมากมายและนับวันสนใจจะเข้ามาลงทุนกับเรามากขึ้น เรื่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างอาเซียน กับจีนนี่นะครับ ก็เปึนเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้ความเอาใจใส่แล้วก็อนุมัติ โดยเร็ว เพราะขณะนี้ประเทศต่าง ๆ เขาก็รอประเทศไทยอยู่ประเทศเดียว เรายิ่งรอไป นี่นะครับเท่ากับว่าเราเหมือนกับมัดขาตัวเอง แทนที่จะทําให้ผลประโยชน์ทั้งหลาย ทั้งอาเซียนและรวมของเราด้วยนี่เปึนไปด้วยดี คนอื่นเองเขาก็อยากจะให้ความตกลงนี้ มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ก็กลับจะต้องมารอประเทศไทย เปึนเรื่องที่ประเทศไทยเท่าที่เปึน ผู้นําอาเซียนประเทศหนึ่งแล้วเราก็ได้รับความเชื่อถือเปึนอย่างมากทั่วโลกและในอาเซียน เราควรจะปฏิบัติตัวให้เปึนตัวอย่างประเทศอื่น ๆ นะครับ

สําหรับความตกลงกันภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอีก ๓ ฉบับนะครับ คือ ในกรอบอาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลียนั้น ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกนะครับว่า ประเทศไทยเองเราได้ทํากรอบความตกลง เอฟทีเอ หรือการค้าเสรี ๒ ฝ์ายกับประเทศต่าง ๆ มานานหลายป้แล้วนะครับ แล้วทาง ประเทศไทยเองในที่ผ่านมาในรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็ได้ถือว่าความตกลงอาเซียน ขอโทษ นะครับ เรื่องการทําเขตการค้าเสรีเอฟทีเอนั้นเปึนยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศไทย นั่นก็คือเราไม่เพียงแต่ว่าเปึนนโยบายสําคัญเท่านั้น แต่ว่าถือเปึน ยุทธศาสตร์ในการที่จะสร้างความเจริญให้กับประเทศไทยเราทีเดียวนะครับ ในการทํา เอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ นั้นนะครับ ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างมาก ทีเดียวนะครับ ดูง่าย ๆ นะครับในภาพรวมการค้ารวมระหว่างไทยเรากับออสเตรเลีย จีน และอินเดีย ซึ่งเราได้ทําเอฟทีเอ ๒ ฝ์ายไปแล้วนะครับ ในป้ ๒๕๕๐ กับออสเตรเลีย มูลค่า การค้ารวมเพิ่มขึ้น ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ในป้ที่ผ่านมานั้นแค่ ๑๑ เดือน เพิ่ม ๖๓ เปอร์เซ็นต์ กับ จีน ป้ ๒๕๕๐ เพิ่ม ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และป้ ๒๕๕๑ ที่ผ่านไป ๑๑ เดือนก็เพิ่มถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ อินเดีย ระหว่างไทยกับอินเดียนะครับ ป้ ๒๕๕๐ เพิ่ม ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๕๑ ๑๑ เดือน เพิ่ม ๙๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยครับว่าเอฟทีเอ ระหว่าง ๒ ฝ์ายนั้นมันมีผล มีคุณค่า เปึนประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของไทยนะครับ แม้เรา บอกว่ามีปัญหาเรื่องการว่างงานนะครับ ท่านทราบไหมครับว่า คนจะมีงานทํามันต้องมี โรงงานอุตสาหกรรม มันต้องมีการส่งออกมาก ๆ มีการผลิตสินค้า ถ้าเราไม่ทําเอฟทีเอกับ ประเทศเหล่านี้ เราก็จะเปึนประเทศที่ถูกแยกออกมา นั่นก็คือว่าตามขบวนรถไฟเขาไม่ทัน คนอื่นเขาทําเอฟทีเอกันเราไม่ทํา เท่ากับว่าเราเองมัดมือมัดเท้าเราเองนะครับ ทีนี้ถ้าหากเราพิจารณาในแง่การส่งออกระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าเอฟทีเอ ๕ ประเทศ คือ ได้แก่ ที่ไทยเราทํากับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน ญี่ปุ์น รวมกันกับ ๕ ประเทศ นี้ในช่วง ๑๑ เดือนที่ผ่านมานั้น เราส่งออกสินค้าออกภายใต้เอฟทีเอมีมูลค่ารวมกันถึง ๑,๑๑๖ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเปึนสัดส่วนถึง ๒๕.๖ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดเลย นะครับ นี่แหละครับเปึนเอฟทีเอระหว่าง ๕ ประเทศนี้ สามารถส่งออกได้ถึง ๒๕.๖ เปอร์เซ็นต์ โดยไทยได้ดุลการค้าเกินดุลกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์แล้วก็อินเดีย แต่ว่าขาดดุลให้กับจีนและญี่ปุ์น ซึ่งเราขาดดุลให้ญี่ปุ์นนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร นะครับ เพราะว่าสินค้าไทยไปญี่ปุ์นก็เปึนสินค้าที่ผลิตจากโรงงานญี่ปุ์นทั้งนั้นเลยนะครับ และขณะนี้ถ้าหากว่ามาโฟกัส (Focus) ในส่วนที่เกี่ยวกับอาเซียน-เกาหลี อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลีย ก็ในเมื่อเรามีความตกลง ๒ ฝ์ายกับที่อินเดียและออสเตรเลียไปแล้ว โดยเกิดผลดีกับไทยเราเปึนอย่างมาก ฉะนั้นการที่เราจะเปึนส่วนหนึ่งของอาเซียนแล้ว อาเซียนไปทําเอฟทีเอกับอินเดียหรือกับออสเตรเลียนั้น มันไม่น่าจะเกิดผลเสียแต่อย่างใด เลย ตรงกันข้ามกลับจะทําให้เกิดผลดีมากยิ่งขึ้น กับเกาหลีนั้นไทยเราไม่เคยทําความ ตกลงเอฟทีเอ ๒ ฝ์ายกับเกาหลีนะครับ แต่ว่าอาเซียนเขาได้ทําความตกลง ๒ ฝ์ายกับ เกาหลี ลงนามกันไปนานแล้วแต่ขาดประเทศไทยอยู่เพียงประเทศเดียว เพราะตอนนั้นเรา มัวงอนเกาหลีอยู่ เพราะเราต้องการให้เกาหลีเป่ดตลาดข้าวให้เรา แต่ว่าเกาหลีเขาถือว่าข้าวเปึนสินค้า สําคัญของเขา เปึนวัฒนธรรมสําคัญ เขาไม่ต้องการเป่ดตลาดข้าวให้เรา เราก็เลยไม่ยอม เซ็นไป ปรากฏว่าเราเปึนประเทศเดียวที่ไม่ลงนามความตกลงอาเซียนกับเกาหลี อาเซียน เขาก็เลยเอาไทยออกประเทศเดียว ตอนนี้เราก็หายงอนแล้วเราก็จะขอมากลับเข้าไปเปึน คู่สัญญาเพิ่มขึ้นรวมกันเปึน ๑๐ ประเทศ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เปึนเรื่องที่เราได้ประโยชน์ นะครับ เพราะว่าข้าวถึงเราไม่ขายให้เกาหลีแต่เราก็ขายให้กับประเทศอื่นทั่วโลก เปึน ร้อย ๆ ประเทศ ยิ่งข้าวหอมเราตอนนี้ก็ปอปปูล่าร์ (Popular) มาก เกาหลีไม่ซื้อ ประเทศเดียวก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะครับ อย่างกรณียกตัวอย่างนะครับว่า ที่ผ่านมา นั้นการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เขาไปลงนามความตกลงกับเกาหลีเรียบร้อยแล้ว อย่างเวียดนาม ฟ่ลิปป่นส์ อินโดนีเซีย เขาส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ไทยเราเองกับเกาหลี เราขยายตัวเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ มันเห็นชัดเลยนะครับว่า การที่เรา อยู่นอกวงเขานั้นเราเสียเปรียบเขาเพียงใดนะครับ ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ โดยสรุปนั้นผมคิดว่าความตกลง ๒ ฝ์ายระหว่างอาเซียนกับอีก ๓ ประเทศดังกล่าวนั้น เปึนเรื่องรีบด่วนครับ ถ้าเราเห็นเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เห็น ประโยชน์กับลูกหลานของเรานะครับ อย่ามัวช้าครับ ประเทศไทยอยู่ได้ด้วยการส่งออก ใครบอกการส่งออกไม่สําคัญ ค้าขายแต่ในประเทศก็พอนั้น ผมอยากให้คิดทบทวนให้ดี ๆ นะครับ เราจะต้องซื้อ ทํารถไฟใต้ดิน รถไฟฟัาบนดิน สินค้าพวกนี้เราผลิตเองไม่ได้ เราจะต้องซื้อจากต่างประเทศทั้งนั้น ถ้าเราส่งออกได้น้อย ไฉนเลยเราจะมีเงินไปซื้อสินค้า เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นเปึนเรื่องที่เราดําเนินการต่อไปนะครับ เหตุผลโดยสรุป เหตุผล ที่ผมคิดว่า สมาชิกจะต้องช่วยกันอนุมัติความตกลงเหล่านี้โดยเร็วก็มีดังนี้ครับ

ประการที่ ๑ ผมเชื่อมั่นในความรอบคอบ การเจรจาของคณะผู้แทนไทย ซึ่งได้ดําเนินการมาหลายป้แล้วนะครับ ผมมั่นใจเลยนะครับ ในฐานะที่ผมเองก็เปึน ข้าราชการเก่ากระทรวงพาณิชย์ การดําเนินการทุกอย่างนั้นเราทําด้วยความรอบคอบ ปรึกษาผู้รู้ทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็หารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด สภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทยเองหรือสภาอุตสาหกรรมเขาก็มีหน่วย ดับบลิวทีโอ (WTO) มีหน่วยเอฟทีเอ มอนิเตอร์ (Monitor) ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และเอกชนเหล่านี้ก็เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ดําเนินการทําข้อตกลงเอฟทีเอกับญี่ปุ์นหรือประเทศอะไรก็ตาม แล้วไทยเราเองก็เปึน ประเทศเดียวที่ล้าหลังเขาอยู่เสมอเลยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องรีบแก้ไขจุดนี้นะครับ

ประการที่ ๒ ผมได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้วครับว่า ความตกลงเอฟทีเอ ๒ ฝ์ายระหว่างไทยกับอินเดียกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์นั้นเปึนประโยชน์เพียงใด เมื่อ ๒ ฝ์ายเปึนประโยชน์ในกรอบใหญ่คืออาเซียนกับประเทศเหล่านี้ มันก็ไม่น่าจะเกิด ผลเสียประการใด ตรงกันข้ามเราจะได้ประโยชน์ต่าง ๆ จากข้อตกลงที่ประเทศอาเซียน อย่างอื่นเขาไปเรียกร้องจากเกาหลี เรียกร้องจากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เรียกร้องจาก อินเดีย เพราะหลักการความตกลง ๒ ฝ์ายนั้น ถ้าเกาหลีให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็ต้องให้กับประเทศอื่นทุกอาเซียน ประเทศอาเซียนทุกประเทศอย่างเดียวกันนะครับ

เหตุผลประการที่ ๓ คือการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับนักลงทุนไทย เองและนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่เขารอเห็นความตกลงเหล่านี้มีผลสมบูรณ์นะครับ การที่อาเซียนยังไม่สามารถลงนามความตกลงนั้น สาเหตุสําคัญก็เนื่องจากว่าไทยเราเอง ขาดประเทศไทยเราประเทศเดียว เราจะต้องให้คนอื่นเขาตราหน้าเราหรือครับว่า เราเปึน ประเทศเดียวที่ทําให้ไปถ่วงอาเซียนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นเราจะมัวไปตั้งกรรมาธิการ วิสามัญผมว่าอย่าตั้งเลยครับ เสียเวลาเปล่า ๆ ครับ

อย่างไรก็ตามเมื่อได้พูดถึงผลดีต่าง ๆ แล้ว ผมคงจะต้องกล่าวพูดถึงผลเสีย ในการทําเอฟทีเอ เพราะในการทําข้อตกลงนั้นไม่มีความตกลงใดหรอกครับที่จะมีแต่ผลดี แล้วไม่มีผลเสีย อุตสาหกรรมหลายอย่างหรือว่าภาคเกษตรกรรม บางเซคเตอร์ (Sector) ก็ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงเหล่านี้ รัฐบาลเองก็มีมาตรการเยียวยาโดยการตั้งกองทุน ขึ้นมา ๒ กองทุนนะครับ คือกองทุนปรับโครงสร้างภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ อันแรกเขาเรียกกองทุนปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการทําเอฟทีเอกับประเทศ ต่าง ๆ นะครับ อันที่ ๒ เขาเรียกว่า กองทุนเอฟทีเอ อันนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวง พาณิชย์ แต่ทั้ง ๒ กองทุนนี่นะครับ ต้องขอพูดตรง ๆ นะครับว่า บริหารงานแย่มาก มีการบริหารการจัดการที่ไม่สามารถที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ทันท่วงที และก็ ค่อนข้างจะช้า มีกลไกที่มีงบประมาณน้อย เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ค่อยจะเพียงพอ เพราะฉะนั้น หลักการในเอฟทีเอมันดีแล้ว เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ คนที่ได้รับผลกระทบนั้นภาครัฐก็ ควรที่จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ว่ากลไกการบริหารการจัดการนั้นไม่ดี เพราะฉะนั้น กระผมเองก็ขอเสนอว่า

๑. ภาครัฐจะต้องเพิ่มงบประมาณให้มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลไม่ว่าที่กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็ดี หรือกระทรวงพาณิชย์ก็ดีให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเพียงพอ แล้วก็ จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในกองทุน ทั้งเจ้าหน้าที่บุคคลแล้วก็กองทุนที่จะให้กับ กองทุนเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ

๒. ตั้งแต่ตั้งมาผมคิดว่าภาครัฐมีการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ได้รับผลกระทบ น้อยมาก ผู้ได้รับผลกระทบที่จะรู้เรื่องดีก็มักจะเปึนกรรมการ ไม่ว่าจะเปึนหอการค้าไทย หรือว่าสภาอุตสาหกรรมและอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดนั้นแทบจะไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้นก็อย่าลืมนึกถึงผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ทั้งหลายที่เขาอาจจะได้รับผลกระทบตรงนี้ รัฐบาลจะต้องโอบอุ้มเอาใจใส่เขาให้มากขึ้น กว่าที่เปึนอยู่นะครับ หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความช่วยเหลือก็เช่นเดียวกัน นะครับ ที่ผ่านมาเอกชนบ่นมากว่าจะต้องรวมกันเปึนคลัสเตอร์ (Cluster) นะ เปึน กลุ่มก้อนเพื่อขอความช่วยเหลือ อันนี้ผมคิดว่าเงื่อนไขต่าง ๆ นั้นควรจะพิจารณาให้มัน รอบคอบกว่านี้หน่อยว่า การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความตกลงจะ ๒ ฝ์ายหรือว่าในอนาคตระหว่างอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ ก็ดีนั้น ก็ควรจะคํานึงถึงว่า ประเทศผู้ประกอบการของเรานั้นหลายคนต้องการการเยียวยาที่รวดเร็ว และก็ไม่ควรจะ ตั้งเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนทําให้ยากแก่การปฏิบัติด้วยนะครับ อันนี้ก็คิดว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ ผมได้เรียนไปแล้ว เปึนเรื่องสําคัญที่ภาครัฐเองจะต้องให้ความสําคัญกับเรื่องเอฟทีเอให้ มากขึ้น ผมเข้าใจดีนะครับว่าตอนนี้พอพรรคหนึ่งกลับมาเปึนรัฐบาล อีกพรรคหนึ่งซึ่งก็ เห็นดีเห็นงามก็บอก ไม่ดี ตรงข้ามกับคราวก่อน พรรคหนึ่งบอก ดีเหลือเกิน อีกพรรคหนึ่งก็คัดค้านสุดชีวิต ผมคิดว่าเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติจะต้อง คํานึงให้มากนะครับ การเมืองก็ควรจะแยกไว้ว่ามีเรื่องอื่นไหมที่จะไปเอาเรื่องนั้นมา ต่อรอง ไม่อยากให้เอาอนาคตของชาติ ความเจริญรุ่งเรืองของชาติมาเปึนเครื่องต่อรอง จะทําให้เศรษฐกิจของเราซึ่งมีปัญหามากมายเหลือเกินต้องได้รับผลกระทบไปด้วยนะครับ โดยสรุปผมอยากจะให้ท่านสมาชิกทั้งหลายที่เคารพรักของผมนึกถึงเศรษฐกิจของ ประเทศ นึกถึงปัญหาที่กําลังรอรับการแก้ไข เอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ หรือกฎเกณฑ์การลงทุนต่าง ๆ นั้นจะช่วยทําให้สร้างขีดความสามารถให้กับประเทศเรา มากขึ้น การสร้างขีดความสามารถขณะนี้เปึนหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเรามัวมาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ไม่ทราบว่าอีก ๔๕ วันจะเห็นหรือเปล่า แล้วผม เรียนตรง ๆ นะครับ ถึงตั้งมาอีก ๑ เดือน ก็คงไม่แตกต่างอะไร ในที่สุดท่านก็ต้องให้ความ เห็นชอบอยู่ดี เพราะผมคิดว่าในใจท่านลึก ๆ แล้วท่านจะเห็นด้วย แต่อาจจะมีทิฐิ บางอย่างเท่านั้นที่ทําให้ท่านเห็นว่ายิ่งช้าก็อาจจะยิ่งดี ผมว่าอนาคตของประเทศชาติรอ ไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ