สุรศักดิ์ ศรีอรุณ หารือเรื่องความตกลงระหว่างไทยกับคูเวตเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางวิชาการ พร้อมเรียกร้องการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐบาลและเคร่งครัดในเรื่องการทำงานของสมาชิกรัฐสภา และขอให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเพื่อให้ได้รับการสนับสนุน รวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องการส่งเสริมทางการค้าตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือแอคเมคส์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับคูเวตว่าด้วยความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางวิชาการ ทางรัฐบาลไทยได้ไปลงนามตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ รายละเอียดและเงื่อนไขในข้อตกลงนั้น ทั้งคู่ภาคีจะต้องยืนยันว่า ได้ดําเนินการผ่านรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ ทางคูเวตใช้เวลาในการยืนยันและทํา หนังสือตอบกลับมา เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ คือเขาใช้เวลาประมาณ ๙ เดือน ในการยืนยันความตกลงดังกล่าว สําหรับประเทศไทยจนถึงบัดนี้ใช้เวลาไปแล้ว ๑๕ เดือน ระหว่าง ๙ เดือน กับ ๑๕ เดือน ผมคิดว่ามีความแตกต่าง คูเวตเปึนประเทศเล็กนิดเดียว มีพลเมืองประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ขณะที่เรามีตั้ง ๖๐ กว่าล้านคน เพราะฉะนั้น เปึนการส่อให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการทํางานของเราสู้เขาไม่ได้ สิ่งนี้เวลาที่เสียไป ผมคิดว่าเปึนความเสียหายซึ่งใหญ่หลวง เวลามีคุณค่าเปึนสิ่งที่ธรรมชาติให้มาเท่ากัน นะครับ ไม่ว่าจะเปึนเวลาของสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ๑ นาที กับเวลาของพี่น้องประชาชน ที่อยู่ข้างนอก ๑ นาทีมีค่าเท่ากัน เวลาที่เสียไปนี้เรียกกลับคืนไม่ได้ สิ่งที่เสียไปผมคิดว่า ทางรัฐบาลก็จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการดําเนินงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภา ท่านประธานอาจจะต้องเคร่งครัดในเรื่องการขอให้ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านมีวินัย ในการทํางาน มีความรับผิดชอบในการใช้เวลาที่มีคุณค่า ทางข้อตกลงนี้กรมสนธิสัญญา ได้ยืนยันมาแล้วว่าไม่เข้าข่าย มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แต่ผมคิดว่า มันมีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในวงกว้างต่อประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่นําเรื่องนี้กลับเข้ามาให้รัฐสภาพิจารณา มีประเด็นสําคัญ ๒-๓ ประเด็น ที่ทางรัฐสภาควรให้การพิจารณาโดยละเอียด
ประเด็นแรก เกี่ยวกับข้อตกลงที่ได้กําหนดไว้ว่า คู่ภาคีทั้ง ๒ ประเทศนั้น จะต้องให้ความร่วมมือร่วมกันและกัน ในการที่จะสนับสนุนมาตรการและกลไกในเรื่อง การเกษตร การท่องเที่ยว การก่อสร้าง การบริการด้านสุขภาพ ทั้งหมดประเทศไทยเรามี จุดแข็ง มีศักยภาพ แต่เนื่องจากว่าเราดําเนินการช้า เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่จะได้ ก็หายไปนะครับ ขณะนี้ก็มีข่าวว่าทางประเทศทางตะวันออกกลางนั้นจะมาลงทุนในเอเชีย เพื่อเช่าที่นา เช่าพื้นที่ไปปลูกข้าวตามที่เราทราบในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ข่าวที่ปรากฏนั้น ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนมีความตกใจว่าต่อไปชาวนาเราจะไม่มีที่ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้ ถ้าสมมุติว่าทางรัฐบาลไม่ได้สื่อสารให้ประชาชนทราบ มันก็จะทําให้เราเสียโอกาส ประเทศคูเวตเปึนประเทศเล็กนิดเดียวนะครับ ไม่มีกองกําลังที่จะมายึดพื้นที่อะไรต่าง ๆ และประเทศกัมพูชาเราก็ทราบแล้วว่าเขาไปตกลงกันเรียบร้อยแล้วในการที่จะไปปลูกข้าว อะไรที่ว่านี่ แต่ผมก็ไม่ทราบว่าประเทศไทยซึ่งใหญ่กว่าทําไมเราถึงได้เกรงกลัวในเรื่องนี้ นะครับ
ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนในเรื่องโครงการร่วมทุน ประเทศ คูเวตถึงแม้จะเปึนประเทศเล็ก แต่สํานักงานการลงทุนระหว่างประเทศเขามีทรัพย์สินอยู่ จํานวนมากอันดับ ๖ ของโลก คือประมาณ ๒๖๔.๔ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คูณเปึนเงินไทย โดยอัตราแลกเปลี่ยน ๑ ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ ๓๔ บาท ก็ใกล้เคียงกับจีดีพี (GDP) ของเรานะครับ เงินกองทุนที่เขามีอยู่ก็ประมาณ ๕๐ พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา คูณโดยอัตราแลกเปลี่ยนเดิมที่ผมกราบเรียนก็ประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับ งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยเลย ขณะนี้เราก็ทราบว่าในทุกประเทศก็อยากจะ ให้ต่างประเทศไปลงทุน ถ้าเผื่อสมมุติว่าเราไม่เชื้อเชิญ เราไม่ดําเนินการโดยรวดเร็ว เขาก็ไปประเทศอื่นเราก็เสียโอกาส เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรเราก็ทราบแล้วว่าประเทศไทยนั้น เราผลิตพืชผลทางการเกษตรเกินที่จะบริโภคภายในประเทศเราต้องส่งออก ประเทศคูเวต เปึนจุดกระจายสินค้าที่ดีในตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นผมก็ขอกราบเรียนว่าอย่าได้ รอช้านะครับ ควรจะรีบดําเนินการในเรื่องนี้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นะครับ
ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับความตกลงในเรื่องการเคลื่อนย้ายสินค้าและ บริการ รวมทั้งเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งมีนัยเกี่ยวกับเรื่องการไปเป่ดเสรีทางการค้า และการลงทุน แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้ดําเนินการในรายละเอียดถึงขั้นตอนนี้ แต่ทั้งหมด ประเทศไทยเราก็เป่ดเสรีทางการค้าและการลงทุนมากับหลายประเทศแล้วนะครับ แต่คิดว่ามันคงจะมีประสบการณ์และมีองค์ความรู้ที่จะทําให้การไปเจรจาในรายละเอียด ประเทศไทยเราไม่ได้รับความเสียหายนะครับ ข้อสําคัญก็คือว่าเมื่อไรก็ตามที่จะมีการ เจรจาในเรื่องนี้ มีนักวิชาการ สื่อสารมวลชนบางฉบับก็ไปลงข่าวในทางซึ่งจะเปึน ด้านผลลบเสียทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ทําให้รัฐบาลมีปัญหาในการที่จะดําเนินการ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าทางรัฐบาลควรจะต้องรีบแก้ไขในประเด็นนี้นะครับ มันมี เรื่องที่เกี่ยวพันคือหนังสือพิมพ์ก็ได้ลงว่าทางประเทศลาวนั้นเขาขอให้ประเทศไทยร่วมมือ ในการที่จะให้ประเทศคูเวต ประเทศไทยและคูเวต รวมทั้งประเทศลาวตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อปลูกข้าวในประเทศลาว ผมก็อยากทราบว่าความก้าวหน้าในเรื่องนี้ไปได้แค่ไหน นะครับ แล้วก็สงสัยทําไมประเทศลาวไม่ทําเอง ทําไมไม่เจรจากับคูเวตโดยตรงไม่ต้องผ่านไทย ในข้อมูลที่ทางฝ์ายวิชาการให้มาบอกว่า ทางลาวนั้นขาดความรู้ ความสามารถในด้านการปลูกข้าว ผมเองก็ยังสงสัยอยู่นะครับ ถ้าสมมุติว่าทางท่านรัฐมนตรีสามารถจะชี้แจงในรายละเอียดว่าเหตุใดทางประเทศลาว ถึงมาขอให้ประเทศไทยมาร่วม เพื่อที่จะไปร่วมทุนเจรจากับประเทศคูเวตในโครงการนี้ ก็จะเปึนประโยชน์
อีกประเด็นหนึ่ง ผมก็อยากจะทราบว่าผลกระทบต่อเกษตรกร พ่อค้าชาวไทย รวมทั้งผู้บริโภคตามมาตรการส่งเสริมทางการค้าของยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือที่เรียกว่าแอคเมคส์ (ACMECS) จะมี ผลกระทบมากน้อยเพียงใด และทางรัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขอย่างไร เพราะเรื่องนี้ ในมาตรการการส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ที่กระผมกล่าวนั้น ผู้ที่ไปเช่าพื้นที่ทําการเกษตร ในต่างประเทศ สามารถที่จะนําผลิตผลกลับคืนเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี นําเข้าและภาษีศุลกากร เพราะฉะนั้นมันก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะทําให้มีการนําข้าวจากลาว มายุ่งกับโครงการประกันราคาข้าวของประเทศไทยหรือเปล่า อันนี้เปึนประเด็นที่ผมห่วง ผมคิดว่าหลายคนรวมทั้งพี่น้องประชาชนก็คงจะสนใจในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติว่าท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้ผ่านพี่น้องประชาชนก็คงจะ ได้รับการสนับสนุนในความตกลงฉบับนี้แน่นอน โดยสรุปผมจึงเห็นว่าทางรัฐสภาน่าจะให้ ความเห็นชอบ ความตกลงระหว่างไทย-คูเวตว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทาง วิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้ทางรัฐบาลสามารถจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน และเริ่มที่จะเจรจา ในรายละเอียดเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่อไป ขอขอบพระคุณครับ