สถาพร มณีรัตน์ หารือเรื่องการเจรจาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหภาพยุโรป โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ และเรียกร้องการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรเหล่านี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตข้าวโพดและขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการเลี้ยงไก่
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสอบถามตัวแทนของประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องไปเซ็นสัญญาอยู่ ๒-๓ ข้อ คือกรอบ ตามวาระ ๔.๓ คือกรอบการเจรจากับสหภาพยุโรป กรณีสหภาพยุโรปขอเปลี่ยนแปลง ตารางข้อผูกพันภาษีศุลกากรสําหรับสินค้าสัตว์ป้กแปรรูปภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งประเด็นนี้มิตรสหายพี่น้องของกระผมซึ่งประกอบอาชีพเปึนผู้เลี้ยงไก่รายย่อยที่ส่งให้กับ บริษัทใหญ่จะเสียเปรียบหรือไม่ คือเราเกรงว่าการไปเจรจานี่เราจะปกปัองให้เฉพาะบริษัท ข้ามชาติที่ใช้ฐานในการผลิตไก่สดแช่แข็ง รวมทั้งตับไตไส้พุงไก่ทั้งหลาย เมื่อไปเจรจาแล้ว กรอบเหล่านี้ถ้ามีผลกระทบ ผมอยากจะนําเรียนว่าทางรัฐบาลได้ดําเนินการชี้แจง ได้ดําเนินการแจ้งกรอบต่าง ๆ เหล่านี้ว่ามีผลดี ผลเสียอย่างไร กระผมเองแม้จะเปึน สมาชิกรัฐสภาเราก็เพียงแต่ได้กรอบ ได้ลายลักษณ์อักษร แต่ผลกระทบหรือการจะได้ จะเสียของประเทศและของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งวันนี้เราต้องยอมรับว่าธุรกิจการส่งออก ไก่สดแช่แข็งเสมือนหนึ่งเปึนธุรกิจผูกขาด มีการตั้งกําแพงภาษี มีการตั้งกําแพงกั้นสุขภาพ ของผู้รับประทาน โดยเฉพาะในเขตอียูสูงมาก ประเด็นเหล่านี้เสมือนหนึ่งว่าเปึนเรื่องของ การกีดกันทางการค้า แต่ปรากฏว่าข้อมูลเหล่านี้ผู้ประกอบกิจการรายเล็กรายน้อยในการ เลี้ยงไก่ครอบครัวละ ๕๐๐ ตัว ๑,๐๐๐ ตัว ๒,๐๐๐ ตัวนี่ไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วพอเอาไก่ไปส่ง บริษัทข้ามชาติเหล่านี้เขาก็จะตรวจว่ามันเล็กไป มันใหญ่ไป ไซส์ (Size) ขนาดนี้ไม่ได้ มีสารเร่งเนื้อแดง มีสารเร่งไข่กินแล้วจะกลายเปึนกะเทยก็มีนะครับ ไม่ใช่เรากินแล้ว เปึนกะเทย หมายถึงว่าเขาบอกว่าถ้าเราใช้สารให้ไก่มาก ๆ ลูกเราจะเปึนกะเทยครับ เท็จจริงอย่างก็ไม่รู้แต่บริษัทข้ามชาติเหล่านี้จะเปึนข้ออ้างในการกดราคากับผู้เลี้ยงไก่ ธุรกิจมันเปึนอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ สมมุติบริษัท ก เปึนบริษัทใหญ่ เขาก็จะมา ฟาร์มใหญ่ของเขา ๑ ฟาร์ม เสร็จจากนั้นก็จะมีไปจ้างชาวบ้านเลี้ยงเปึนฟาร์มเล็ก ฟาร์มน้อยเหมือนหมูละครับ พอเลี้ยงเสร็จเขาก็เอาอาหารไปให้ตักตวงราคา แต่ผู้เลี้ยง ไม่สามารถรับทราบ ไม่มีสัญญา ไม่มีกติกา พอเลี้ยงโตเต็มที่ก็จับส่ง เขาก็จะมีรถมารับ แล้วก็จะมีการตรวจหน้าฟาร์ม การตรวจหน้าฟาร์มนี่ละครับจะเปึนการกดราคาเกษตรกร รายย่อย ตรงนี้จะกลายเปึนลูกช่วง ทําให้เขาไม่มั่นใจว่าการไปเป่ดกรอบเจรจากับยุโรป เที่ยวนี้ พี่น้องของเราจะโดนอีกหรือเปล่า ๒. การผูกขาดเรื่องของอาหารสัตว์ ไม่ทราบว่า ภายใต้การเจรจา การที่จะทําให้อาหารสัตว์ลดลงจะไปผูกพันกับข้าวโพด ข้าวสาลี ปลาป์นที่มาคลุกเคล้ากลายเปึนอาหาร วันนี้อาหารปลากับอาหารไก่ อาหารหมู ก็ถูกผูกขาดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาทําครบวงจรครับ การเลี้ยงหมูใต้ถุน เลี้ยงไก่ ก็ถูกกล่าวว่าจะเปึนไข้หวัดนก แล้วก็ปรากฏว่าพอถูกกล่าวว่าเปึนไข้หวัดนกก็ถูกทําลาย วงจรของวิถีชุมชน วิถีชาวบ้านที่เลี้ยงไก่รายเล็ก รายน้อย วันนี้เกือบจะหมดแล้วครับ สมัยพวกเราเปึนเด็กไก่ก็เลี้ยงตามใต้ถุน ปล่อยไปตามธรรมชาติ ตั้งแต่มีโรคประหลาด ไข้หวัดนกนี่ปรากฏว่าไก่พื้นเมืองเหล่านี้สูญหายไปเกือบหมด ยิ่งมาเจอกรอบอียูที่กําหนด ตั้งกําแพงภาษีขึ้นมาแล้วไก่พื้นเมืองเราถ้าแช่แข็งรายเล็ก รายน้อยเหล่านี้จะส่งยุโรป ได้หรือเปล่า มีกรอบการเจรจาด้วยหรือไม่ อย่างไร หรือเอาไว้เฉพาะกรอบการเจรจาที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ให้ไว้เท่านั้น ประเด็นข้อห่วงใยผมก็คือว่าเรื่องของสิ่งเหล่านี้จะกระทบกับ ผู้เลี้ยงไก่รายย่อยหรือไม่
ส่วนที่ ๒ กรอบการเจรจานี้จะทําให้ (อาหารสัตว์ป้ก) จะถูกลงหรือจะแพงขึ้น ซึ่งมันเชื่อมโยงกับการเอาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งยักษ์ใหญ่ในยุโรปเหล่านี้เขาก็ปลูกข้าวโพด เปึนใหญ่ ๆ เปึนฟาร์เมอร์ (Farmer)
ส่วนที่ ๓ เราจะดําเนินการอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชนของพวกเรานี้ เข้าหาแหล่งข้อมูลในการที่จะรับรู้ รับทราบเพื่อที่จะตั้งรับ กติกาอียูนี่เราอยากรู้ครับ พี่น้องเลี้ยงไก่รายเล็กรายน้อยที่อยู่ภาคชนบทอยากรู้เหลือเกินว่าอียูนี่จริง ๆ แล้วเขาห้าม อะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้เสมือนหนึ่งว่าเปึนข้อมูลเป่ดเผย แต่ปกป่ดสําหรับพี่น้องประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนรายเล็ก รายน้อยเหล่านี้ไม่เข้าถึงข้อมูลที่เปึนจริง พอเวลาเราจะ ส่งออกแข่งกับเขาก็จะถูกบริษัทยักษ์ใหญ่เขาก็ตีกัน อย่างน้อยเรื่องสารปลอมปน เร่งเติบโต เร่งเนื้อแดง ทานแล้วลูกจะเปึนกะเทยนี่ มันจะถูกกีดกันทางการค้าจริง ๆ ครับ บางทีวัคซีนเราให้บ้าง ไม่ให้บ้าง เขาบอกว่าไม่ได้ให้ ไก่เมื่อไปถึงนี่มันก็จําเปึนจะต้อง ขายนะครับ ก็ขายอีกราคาหนึ่งบอกว่าไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้หยอดวัคซีน ไม่ได้ฉีดวัคซีน เขาก็กันไว้อีกราคาหนึ่ง ที่จริงนี่ผมว่าพอมันเชือดแล้ว ถอนขนแล้ว มันก็ไม่รู้จะพิสูจน์ อย่างไร ตรงนี้ทางรัฐบาลก็ต้องให้ข้อมูลที่เปึนจริงกับพี่น้องผู้เลี้ยงไก่รายย่อยด้วย เพราะว่าพอไปถึงหน้าฟาร์มเสร็จ เขาจับตูดไก่ขึ้นมาแล้วก็เอาเข็มทิ่มตูดไก่ แล้วก็เอาไปดูว่า มันมี ๑ ๒ ๓ นี่ ก็เรียบร้อยเขา เพราะว่าห้องแลป (Lab) ของเกษตรกรมันไม่มี มันมีแต่ บริษัทใหญ่ ๆ ที่เขามีห้องแลปครบวงจร นี่คือข้อเสียเปรียบ ได้เปรียบ แต่รัฐบาลเองการไป เซ็นเอ็มโอยู (MOU) นี่เสมือนหนึ่งว่าให้โอกาสเฉพาะรายใหญ่เปึนการปกปัองธุรกิจของ รายใหญ่ไปด้วย แต่รายเล็กนี่รัฐบาลไม่ส่งสัญญาณให้เขารับรู้ รับทราบว่าที่ไปเซ็นนี่ ต่อไปนี้คุณจะต้องใช้สารเร่งเนื้อแดง สารเร่งไก่โตไม่เกินเท่าไร อาหารควรจะเกินเท่าไร เพราะเราก็แปลกใจ อาหารก็ใช้อาหารบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาด แต่พอให้มากก็ว่ามันให้ สารตรงนี้มากไป จับไว้อีกกรงหนึ่ง นี่มันเปึนเรื่องที่แปลกประหลาดครับท่านประธาน ที่เคารพ สัญญาก็ไม่มี ลูกไก่ก็ของเขา อาหารไก่ก็ของเขา พอไก่โตเขาบอกว่ามีสาร ปลอมปนเยอะ เขาก็จับเอาไว้อีกกรงหนึ่ง ถ้าอันไหนที่มันพอได้เขาก็จับเอาไว้อีกกรงหนึ่ง แต่พอหลังจากนั้นมันปนกันครับ เอาขึ้นรถมันปนกันไม่รู้ ตรงนี้ละครับ เพราะฉะนั้น จึงเรียนทางตัวแทนรัฐบาลว่ากรอบการเจรจาเหล่านี้ ขอได้โปรดส่งข้อมูลข่าวสารง่าย ๆ นี่ ละครับ ผ่านทางปศุสัตว์อําเภอ ปศุสัตว์จังหวัดก็ได้ หรือเวลามีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต่าง ๆ เหล่านี้ว่า อียูเขาให้คุณ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ คุณจะต้องทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ไม่ใช่รู้เฉพาะ บริษัท ซีพี บริษัท เบทาโกร อย่างนี้ ถ้ารู้เฉพาะอย่างนี้ก็จบ จบข่าวเลยครับ ประชาชน ก็ไม่รู้ เขาก็ใช้ตรงนี้เปึนเครื่องมือ บอกว่าอียูเขาไม่ให้หรอกไม่บอกกันตั้งแต่นี่เวลา ทําสัญญาเลี้ยงไก่ บอกกันตั้งแต่แรกว่าคุณห้ามให้อาหาร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ คุณห้ามผสม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตรงนี้ละครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า การไปเซ็นเอ็มโอยูใด ๆ ก็แล้วแต่ ด้วยความห่วงใยก็คิดถึงเกษตรกรรายย่อยที่เปึนบริษัท ลูกช่วง เปึนลูกจ้าง ลูกช่วงของบริษัทใหญ่ ๆ เพื่อที่จะได้ความเปึนธรรมทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งฝ์าย บริษัทใหญ่และลูกช่วงของบริษัทใหญ่ แล้วก็ช่วยเอาข้อมูลที่ท่านไปเซ็นว่าเขากีดกัน อย่างไร ศุลกากรภาษีนี่จริง ๆ แล้วมันเท่าไร อะไรเหล่านี้ครับ ถ้าเกิดเกษตรกรรายย่อย วันหนึ่งข้างหน้าได้รับการดูแลมากขึ้น ได้มีสินเชื่อเขาก็อาจจะเปึนธุรกิจรายย่อยในการ ส่งไก่เขาเองก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะปล่อยให้บริษัท เบทาโกร บริษัท ซีพี ส่งอย่างดียว นายแก้ว นายคํา นายดํา นายมา ถ้าเขามีความสามารถ ๑,๐๐๐ ตัว ๒,๐๐๐ ตัว ๓,๐๐๐ ตัว เขาก็ ส่งเองได้ มันไม่มีอะไรเลย ต้มให้เดือดเต็มที่เอาไก่ไปจุ่ม แล้วก็รูด ก็แค่นั้นครับ เอาขนออก แล้วก็เอาห้อย ๆ แล้วกรีดตับ ไต ไส้ พุง เอาไปไว้อีกที่หนึ่ง แล้วล้างน้ําอุ่นอีกที่หนึ่ง แล้วก็ไป ฟรีซ (Freeze) ก็แค่นั้นครับ ไม่เห็นมันยากอะไรเลย แต่เวลาเราจะส่งออกนี่มันยากเย็น แสนเข็ญครับ ตรงนี้เปึนเรื่องที่นําเรียนท่านประธานผ่านไปยังทางรัฐบาลว่าขอให้โอกาส กับเกษตรกรรายย่อยให้รับรู้ข้อมูล และขอช่วยกันปกปัองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกร รายย่อยในเรื่องของการเลี้ยงไก่ ด้วยความเคารพครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ