นิพนธ์ บุญญามณี หารือเรื่องการเจรจาพื้นที่ทางทะเลไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นความปลอดภัย ความโปร่งใส และการรู้สึกหวงแหนในทรัพยากรของตนเอง พร้อมเรียกร้องการชี้แจงข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับปริมาณก๊าซสํารองในพื้นที่ทับซ้อน เพื่อประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสิทธิในการเดินผ่านน่านน้ำของชาวประมงไทยและเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางผ่านน่านน้ำของชาวประมงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้พิจารณากรอบเจรจาพื้นที่ทางทะเล ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนกัน ก็มีประเด็นที่จะกราบเรียน ท่านประธานในส่วนที่คิดว่าจะเปึนประโยชน์ต่อการเจรจา แล้วก็จะเปึนประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเจรจาในกรอบดังกล่าว ซึ่งกราบเรียน ท่านประธานว่าในขณะนี้นั้น ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้น รูปธรรมชัดเจน ที่สุดในขณะนี้ก็คือว่า เราสามารถที่จะนําเอาผลประโยชน์คือก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ให้ เปึนประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ นั่นก็คือเรานําก๊าซจากพื้นที่ที่เรียกว่า พื้นที่พัฒนา ร่วมคือ เจดีเอ เปึนพื้นที่พัฒนาร่วมระหว่างไทยกับมาเลเซียขึ้นที่โรงแยกก๊าซที่อําเภอจะนะ ที่จังหวัดสงขลา และบัดนี้ก็ได้มีการนําก๊าซดังกล่าวมาใช้ผลิตไฟฟัาซึ่งถือว่าเปึนประโยชน์ ต่อการพัฒนาประเทศ แต่ว่าในส่วนที่จะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าข้อมูลทั้งหมด เปึนข้อมูลที่ผมคิดว่าเราน่าที่จะได้ชี้แจงตัวเลขปริมาณก๊าซสํารองที่แท้จริงว่าในแต่ละ พื้นที่ที่เราไปเจรจามีปริมาณสํารองของก๊าซหรือน้ํามันปริมาณเท่าไร เพื่อประโยชน์ของ ประชาชนหรือว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง ซึ่งในขณะนี้ถ้าท่านประธาน จะได้ติดตามข้อมูลปริมาณก๊าซสํารองในพื้นที่ดังกล่าวหลายส่วนยังคลางแคลงใจว่า ปริมาณก๊าซสํารองในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับมาเลเซีย หรือแม้กระทั่งจะเปึนพื้นที่ ทับซ้อนระหว่างไทย มาเลเซีย แล้วก็เวียดนามมีปริมาณก๊าซสํารองเท่าไรกันแน่ เพราะเท่าที่ ทราบในขณะนี้มันมีผลเกี่ยวโยงไปถึงการที่เราจะนําปริมาณก๊าซสํารองมาใช้ในปริมาณ ที่เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร ในขณะนี้เราจะมีโรงแยกก๊าซโรงที่ ๒ เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถที่จะตอบคําถามได้ ประชาชนเองก็ต้องการได้ข้อมูลที่แท้จริง แต่ว่าไม่มีใครจะไปยืนยันข้อมูลที่แท้จริงให้กับ ประชาชนได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราจะตั้งคณะกรรมการไปเจรจา ข้อมูล ทั้งหมดควรจะทําให้เกิดความโปร่งใส ชี้แจงข้อมูลที่เท็จจริงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ผมกราบเรียนท่านประธานได้ว่าเท่าที่ทราบ ในขณะที่เรามีโรงแยก ก๊าซเพียง ๑ โรง เราสามารถที่จะนํามาผลิตแล้วก็สามารถขายก๊าซ และทํากําไรได้ เดือนหนึ่งประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านเหรียญต่อเดือน นั่นก็คือป้หนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐- ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นข้อมูลตัวเลขเหล่านี้เปึนข้อมูลที่เราน่าที่จะนําข้อมูล ดังกล่าวเปึนข้อมูลที่เป่ดเผยอย่างตรงไปตรงมากับพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชน จะได้เห็นคุณค่าว่าทรัพยากรเหล่านี้ ซึ่งเปึนของประชาชนทุกคนนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการพัฒนาประเทศอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนตั้งเปึนข้อสังเกตเรื่องข้อมูล ที่จะต้องให้กับพี่น้องประชาชน แล้วในที่สุดเราจะต้องกล้าที่จะบอกประชาชนว่าถ้าเรานํา สิ่งนี้ขึ้นมาใช้แล้วทรัพยากรเหล่านี้ พื้นที่จะได้ประโยชน์อย่างไรนะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนสิ่งเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราจะขยายพื้นที่ไปเจรจากับประเทศ เวียดนามด้วย เรายิ่งต้องให้มีความชัดเจนเปึนข้อมูลที่เป่ดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ โดยทั่วไป ไม่ควรจะเปึนข้อมูลปกป่ดหรือเปึนข้อมูลที่จะทําให้ไปสามารถที่จะกําหนดให้ เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือว่ามีผลประโยชน์ในเชิงที่ไม่เป่ดเผยกับพี่น้องประชาชน ซึ่งจะทําให้ประชาชนเสียหายได้
แล้วก็ประการสําคัญก็คือว่า ประชาชนในพื้นที่ที่เราได้นําทรัพยากรเหล่านี้ ขึ้นไปแปรเปลี่ยนสภาพเขาจะได้ประโยชน์อย่างไร จากการที่นําทรัพยากรขึ้นมาใช้ด้วย เขามีสิทธิที่จะได้รับทราบสิ่งเหล่านี้ แม้กระทั่งเรื่องความปลอดภัย ความโปร่งใสในเรื่อง การที่จะนําสิ่งที่เราเรียกว่าทรัพยากรธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติมาแปรสภาพ พี่น้องประชาชน ต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างไร อันนี้เปึนสิ่งที่ผมคิดว่าเปึนข้อมูลที่เรา ต้องพูดกันแบบตรงไปตรงมา แล้วถ้ามันจะเกิดเปึนพิษเปึนภัยต่อพี่น้องประชาชนเราจะ หามาตรการปัองกันกันอย่างไร นี่คือสิ่งที่คิดว่าจะตั้งเปึนข้อสังเกตให้ทางกรรมาธิการ หรือว่าทางกรรมการ หรือว่ากระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะต้องรับบทหลัก ในการที่จะไป ชี้แจงสิ่งเหล่านี้ แต่ว่านําข้อมูลเหล่านี้ไว้ประกอบพิจารณาทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ แล้วพี่น้องประชาชนจะมีความรู้สึกรักและหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติของ ตัวเอง
สิ่งสําคัญที่จะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือ สิทธิการเดินผ่านน่านน้ํา ของชาวประมง ซึ่งในระหว่างการเจรจาซึ่งยังไม่มีข้อยุติท่านประธานครับ มันก่อให้เกิด ความเสียหาย หรือก่อให้เกิดการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการ เดินทางผ่านน่านน้ําของชาวประมง ซึ่งในขณะนี้เราต้องยอมรับว่าชาวประมงไทยนั้น เราได้ไปทําการประมงนอกน่านน้ํา แล้วก็ไปจับเอาสัตว์น้ําหรือทรัพยากรสัตว์น้ํา จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเข้าไปร่วมทําการประมงกันโดยถูกต้องตามกฎหมายของ ประเทศนั้น ๆ แล้วเรามีสิทธิที่จะนําเอาทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาสู่ประเทศไทย เวลาที่เรา วิ่งผ่านน่านน้ําในพื้นที่ทับซ้อนก็ดี หรือว่าเรากําลังที่จะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงหรือว่า วิ่งผ่านน่านน้ํามันก่อให้เกิดการจับกุมเรือประมงไทย อันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ในช่วงหลัง เราค่อนข้างจะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น การเดินทางผ่านน่านน้ําประเทศเพื่อนบ้าน แล้วประเทศ เพื่อนบ้านอาจจะไปตั้งหลักเกณฑ์ ไปตั้งกฎเกณฑ์ขึ้น ซึ่งเปึนกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้ทํา ความเข้าใจกับพี่น้องชาวประมงให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้ เพราะมันไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ ของกฎหมายระหว่างประเทศ เปึนสิ่งที่ทําให้เกิดข้อโต้แย้ง แล้วก็ทําให้เรือประมงไทยโดนจับ ไปในขณะนี้ผมทราบว่าหายหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงป้สองป้ที่ผ่านมา ก็ยังมีเหตุการณ์ ทํานองนี้อยู่ ผมอยากที่จะให้ การเจรจาได้พูดจาได้ย้ําถึงสิทธิการผ่านน่านน้ํา เพราะว่าประเทศไทยนั้นเรามีทั้งพื้นที่ ที่ติดฝัืงอ่าวไทยและพื้นที่ที่ติดอันดามัน เรือประมงไทยจากจังหวัดระนองเมื่อไปจับปลา ในประเทศใกล้เคียง ถึงเวลาที่ต้องเอาเรือมาซ่อมบํารุงต้องมาซ่อมบํารุงที่ฝัืงอ่าวไทย จังหวัดสมุทรสาคร การวิ่งผ่านน่านน้ําของประเทศเพื่อนบ้านในขณะที่วิ่งผ่านโดนจับกุม ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบมะละกา ก็โดนประเทศอินโดนีเซียจับกุม ผ่านเข้ามาประเทศมาเลเซีย ดีไม่ดีประเทศมาเลเซียก็จับกุม อันนี้เปึนสิทธิที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า เปึนความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงในการผ่านน่านน้ํา ซึ่งเราถือว่าเรามีสิทธิที่จะ ผ่านน่านน้ํา เราใช้สิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญเหล่านี้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการที่จะไปพิจารณาเรื่องนี้ หรือคณะกรรมาธิการที่เราตั้งไป เจรจาจะได้คํานึง จะได้เจรจาถึงเรื่องเหล่านี้เสียด้วยว่ามันเปึนสิทธิขั้นพื้นฐานในการ ที่จะผ่านน่านน้ํา
สิ่งที่ผมจะตั้งข้อสังเกตประเด็นสุดท้ายก็คือว่า การใช้แผนที่ในการ ไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน หรือว่าไปเจรจากับประเทศคู่เจรจามันมีความสําคัญ เปึนอย่างยิ่ง เราจะต้องมีความระมัดระวังเปึนอย่างยิ่งว่าการใช้แผนที่ในแต่ละฉบับ มาแนบท้ายในการเจรจาเราใช้แผนที่อันใดในการที่จะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถ้าเราใช้แผนที่คนละอัตราส่วน หรือว่าอัตราส่วนที่ต่างกันมันจะทําให้พื้นที่บางพื้นที่ มีความเสียหายเกิดขึ้นได้ในการเจรจา ผมยกตัวอย่างในกรณีที่บางครั้งในรายละเอียด ที่จริงอาจจะมีการพูดพาดพิงกันได้อีกว่า บางครั้งที่เราบอกว่าเราจะต้องเสียเกาะกูด เพราะอะไร เพราะว่ามีการเอาแผนที่ที่คนละอัตราส่วนกันไปใช้ในการกําหนด ในการเจรจา เราใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒๐๐,๐๐๐ อัตราส่วนอย่างนี้ กับ ๑ ต่อ ๑๐๐,๐๐๐ อัตราส่วนอย่างนี้ ความหมายมันคนละส่วนกันอยู่แล้วท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นใครไปเจรจาอย่างไร ก็คงจะรู้อยู่แก่ใจว่าช่วงไหนที่เราได้นําแผนที่ไปใช้อย่างไร ช่วงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณเอาแผนที่อัตราส่วนไหนไปเจรจาประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา เปึนอย่างไร อันนี้คือเปึนสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าเราควรระมัดระวังในการใช้แผนที่ในการ ไปเจรจา ในการตัดสินใจที่จะตกลงอะไรกับประเทศเพื่อนบ้านครับ ขอบพระคุณมาก ท่านประธานครับ