วิทยา ชี้กระบวนการไทย-กัมพูชา ขัด รธน.มาตรา 190 จี้รัฐสภาตรวจสอบก่อนดำเนินการต่อ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

วิทยา บุรณศิริ หารือประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรอบการเจรจาไทย-กัมพูชา โดยชี้ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาตามอำนาจตามมาตรา 179 เพื่อตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านก่อนดำเนินการต่อไป

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อคําหารือในระเบียบวาระที่จะประชุมนะครับ กระผมมีแนวทางหนึ่งที่อยากจะต้องเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาไปถึงนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากตลอดระยะเวลา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเด็นที่เราต่างวิตกกังวล ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีแนวการตัดสินใจจากท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผลมาถึงการพิจารณาในระเบียบวาระนี้ คือวาระที่ ๙ เปึนเรื่องกรอบ การเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยต่อพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรอบของกรรมาธิการชายแดนร่วมไปไทย-กัมพูชา และกลไกอื่น ๆ ภายใต้กรอบนี้ ต้องขอเรียนท่านประธานนะครับ ปัญหาที่มันเกิดขึ้น ผมดูเสมือนว่าได้รับคําชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ว่าเปึนเรื่องเก่าที่บรรจุระเบียบวาระไว้ ซึ่งถ้าฟังดูแล้วพวกผมเองก็ดูเสมือน เข้าใจตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวนะครับ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ต่อความห่วงใยของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและสมาชิกของพรรคร่วมฝ์ายค้าน และพรรคเพื่อไทย ต่อความวิตกกังวลต่อการดําเนินนโยบายต่างประเทศของท่านกษิต ในฐานะเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เปึนสิ่งที่พี่น้องคนไทยหวงแหนมาก ตลอดระยะเวลาผมเรียนตามตรงครับว่า ยังไม่มีใคร กล้าตัดสินใจเฉกเช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านนี้ กระบวนการ ตัดสินใจนั้นผมคิดว่าผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ตอนที่เข้าระเบียบวาระต่อท่านประธานรัฐสภา ท่านชัย ชิดชอบ ผู้ที่ผมเคารพในฐานะท่านเปึนประมุขของฝ์ายนิติบัญญัติ ผมต้องพูด อย่างนี้เพราะอะไรครับ และสิ่งสําคัญที่สุดก็คือกรอบการเจรจาภายใต้มาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เปึนสิ่งที่ดูเสมือนว่า กระทรวง ทบวง กรม นั้นตระหนักและ มีความหวั่นวิตกว่ากระบวนการสิ่งเหล่านี้จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ พี่น้องทั่วประเทศ มีความเปึนห่วงต่อกระบวนการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนกระทั่งดูเสมือนว่าบุคคลหรือพรรคร่วม ฝ์ายค้านนั้นดูจะตกเปึนจําเลยของสังคม ผมกราบท่านประธานด้วยความเคารพ ถึงท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรุณาอย่าตัดสินใจด้วยส่วนตัวเรื่องนี้ เปึนเด็ดขาด หรือจะเอาความคิดในส่วนที่เปึนความรู้สึกระหว่างบุคคลกับบุคคลนั้นมาเปึนประเด็น ในการทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมันสะบั้นลงไป สิ่งเหล่านี้ผมวิตกและกังวล จนมาถึงเรื่องราวที่เราจะต้องพิจารณาตามที่ผมได้กล่าว ก็คือกรอบการเจรจาซึ่งมันไป เกี่ยวข้องกับไทย-กัมพูชา ซึ่งผมจะต้องนําเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. ทั้งคณะว่า ท่านประธานสิ่งที่ผมต้องพูดเพราะอะไรครับ ว่ารัฐมนตรีนั้นได้ดูและตระหนักในเรื่องต่าง ๆ ที่มีกระบวนตัดสินใจไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือไม่ ผลอันนี้มันยังจะเกิดขึ้นหรือเปล่า เรากําลังจะพิจารณาในสิ่งที่มันเปึนโมฆะหรือไม่ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม กัมพูชานั้นเขายังรับเงื่อนไขนี้หรือเปล่า ไม่ว่าจะเปึนเขตปักปันที่ดูว่าจะมีปัญหาในเรื่องของทางทะเลหรือบนบก หรืออื่น ๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ได้มีการประชุมกันมาแล้ว ตรงนี้นี่มีความห่วงใย ถ้าหากว่าผลตัวนั้นต่อการดําเนินการนโยบายที่มีปัญหาอยู่ ต้องพูดต่อที่ประชุมแห่งนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีว่ากระบวนการตัดสินใจอันนั้นมีผลกระทบกับองค์รวมของพี่น้อง ทั่วประเทศหรือไม่ ผมไม่ได้มองเรื่องเขตปักปันอย่างเดียวนะครับที่มาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภา แต่ผมมองต่อมาตรา ๑๙๐ หลายเรื่องที่เอาเข้ามาผ่านรัฐสภานั้นดูเสมือนว่า ครม. นั้นมีความห่วงใย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการตัดสินใจในเชิงความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเสมือนนายกรัฐมนตรีคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ อันนี้ต้องถามว่าถ้าเราจะดําเนินการต่อนั้นประเทศเพื่อนบ้านเขายอมรับหรือเปล่า ประเทศกัมพูชาเขายังยอมรับหรือเปล่าว่ายังมีเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการตกลงร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะถอนออกก็เปึนสิทธิของท่าน ดีกว่าที่ไปตั้งคณะกรรมาธิการ ๙๐ วัน เสียงบประมาณแผ่นดินของสภาผู้แทนราษฎรที่จะไปพิจารณา ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แต่สิ่งที่กระบวนการที่นายกรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ คือสิ่งที่ผมได้ ตั้งคําถามต่อท่านประธานสุดที่รักของผมที่ผมเคารพมาก ก็คือว่าขอให้รัฐสภาแห่งนี้ ได้รับทราบในสิ่งต่าง ๆ ได้หรือไม่ เช่น ท่านนายกรัฐมนตรีขอฟังความคิดเห็นอีกครั้งได้ไหม ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ว่าท่านบริหารราชการแผ่นดินแล้วเกิดผลกระทบ บัดนี้ประเทศเพื่อนบ้านเขาดําเนินการตัดสินใจอย่างนี้กับบุคคลท่านหนึ่งที่ท่านไม่ชอบใจ ถามตามมาตรา ๑๗๙ อีกครั้งหนึ่งได้ไหมนายกรัฐมนตรีเคยแอ่นอกถามต่อเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าเรื่องกระบวนการตัดสินใจในเชิงการทูต ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างประเทศ ท่านกําลังทําร้ายจิตใจของพี่น้องคนไทยหรือเปล่า ท่านกล่าวบอกว่าไม่เกิดผลกระทบ กับพี่น้องประชาชน รับรองได้ว่าจะไม่เกิด ประชาชนกับประชาชนจะไม่เดือดร้อน แต่ว่า บางคอลัมน์ (Column) ในหนังสือพิมพ์บอกว่าเดือดร้อนเฉพาะเรื่องกาสิโน ผมว่าคงไม่ใช่ ตรงนี้ท่านต้องตอบให้ชัดครับว่า บัดนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชานั้น เพราะท่านดําเนินนโยบายผิดพลาด มันจบแล้ว ถูกต้องหรือไม่ อยู่ระดับไหนท่านต้องตอบ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เอามาผ่านให้รัฐสภา ให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาตามกรอบ ในระเบียบวาระที่ ๙ และระเบียบวาระถัดไป ท่านต้องถามนะครับว่าเอามานี้ผิดโอกาส หรือเวลาหรือไม่ มันจบลงไปแล้วจนกระทั่งไม่มีเรื่องนี้ต่อใช่ไหม ท่านต้องตอบนะครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภานะครับ ๑. ผมเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี ใช้รัฐสภาแห่งนี้เพื่อเปึนประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๑๗๙ ผมอาจจะเรียกร้องท่านวุฒิสมาชิกซึ่งมีความเห็นที่เปึนเอกเทศและเปึนอิสระ ปราศจาก พรรคการเมืองใดตามมาตรา ๑๖๑ ขอให้ทําประโยชน์เพื่อประเทศสักครั้งหนึ่งได้ไหมครับ ถามกันเลยครับว่าเปึนอย่างไรเรื่องนี้ถึงตัดสินในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เชิงการการทูตแบบที่ตัดสินใจไป คือเรียกทูตกลับ เรียกเอกอัครราชทูตประจํากรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ผมต้องฝากท่านประธานรัฐสภาว่าผมอยากฟังนะครับ ระเบียบวาระที่บรรจุอยู่ถ้าท่านจะถอนออก เพราะว่ามันได้เกินกระบวนการนั้นไปแล้ว และไม่สามารถจะดําเนินการต่อได้ก็ไม่จําเปึนต้องตั้งคณะกรรมาธิการ เอาถอนออกไป ก่อนจนกว่าเหตุการณ์บ้านเมืองหรือท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะได้ปรับปรุงแก้ไข กระบวนทัศน์ต่าง ๆ เสร็จสิ้นก่อนแล้วก็ดําเนินการต่อไป ผมขอฝากประเด็นตรงนี้ครับ ท่านประธานรัฐสภา ขอบคุณครับ