รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับยูเครน และเรียกร้องการสนับสนุนจากสภาในการลงนามในความตกลงการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ยังพูดถึงความจำเป็นในการเจรจาในอาเซียนและประเทศนอกกลุ่ม รวมถึงการสร้างโอกาสในการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศไทยภายใต้กรอบอาเซียน และยังพูดถึงการปรับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียและกลุ่มเมอร์โคซูร์ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวเบา และดำเนินการเพื่อป้องกันผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และแก้ไขปัญหาการค้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และชี้แจงการใช้มาตรการทางการทูตเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้ให้ความสนใจ และเปึนห่วงใย โดยเฉพาะมีข้อสังเกตและคําถามที่เกี่ยวข้องกับความตกลงทางการค้า ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศยูเครนและกรอบการเจรจา การค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทย ภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอเพื่อขอความเห็นชอบ ในการดําเนินการต่อไป

กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ตอบคําถามโดยสังเขป โดยเฉพาะประเด็นที่ ได้กรุณาให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวร่างคู่ฉบับซึ่งเปึนตัวร่างความตกลงทางการค้าระหว่าง ไทยกับยูเครนนั้น ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ร่างด้วยกัน ซึ่งก็ถือเปึนแนวปฏิบัติในการ ดําเนินการทําความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่กรณี สําหรับกรณีของ ยูเครนนั้นก็ได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล จนกระทั่งถึงปัจจุบันนั้นก็ได้บรรลุ ถึงขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งถ้าท่านสมาชิกจะได้พิจารณาดูในเอกสารประกอบก็จะมีในส่วนของ หนังสือฉบับลงวันที่ ๒๔-๒๕ กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๗ ซึ่งเปึนการตรวจทานร่างสุดท้าย ระหว่างหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของยูเครนแล้วก็หัวหน้าคณะผู้แทนของประเทศไทยซึ่งก็คือ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คุณชุติมา ซึ่งก็เปึนที่ทราบดีว่ามีความเชี่ยวชาญ ชํานาญการในการเจรจาระหว่างประเทศมาโดยตลอดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของ ตัวร่างที่เปึนภาษายูเครนนั้นก็จะได้นําเสนอให้ท่านสมาชิกเพื่อได้ตรวจทานนะครับ ก็ช่วยกันดู ขณะเดียวกันในข้อห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของการแปลเอกสารก็จะรับข้อสังเกต ของท่านเพื่อให้ได้มีการพิจารณาด้วยความรอบคอบตามที่ท่านได้เสนอมา

สําหรับกรณีที่ท่านได้กล่าวถึง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ ในอาเซียนด้วยกัน ประเด็นดังกล่าวนั้นคงจะได้มีการพิจารณา โดยเฉพาะในวาระที่ ๙ ในประเด็นเรื่องของไทย-กัมพูชา กระผมคงไม่ใช้เวลาในการชี้แจงประเด็นนี้เพราะอาจจะ ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน

ส่วนกรณีที่มีท่านสมาชิกหลายท่านได้ตั้งคําถามเกี่ยวกับเรื่องของ ความจริงใจของรัฐบาลยูเครนกรณีของโครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะ ก็ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องการค้าการขายระหว่างกัน ตราบใดที่ยังไม่มีความตกลงการค้าแบบทวิภาคี อย่างเปึนมาตรฐานและได้รับการยอมรับทั้ง ๒ ฝ์ายนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะ กรณีนี้หรือกรณีอื่นใดนะครับ แต่การที่คณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบในการไปลงนามในความตกลงก็จะช่วยทําให้การค้าระหว่างกัน มีความเปึนธรรม โปร่งใสและอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ อยู่บนพื้นฐานของความเปึน มิตรไมตรีระหว่างกันนะครับ ซึ่งในขณะนี้เราก็มีการทําความตกลงลักษณะอย่างนี้อยู่ ๔๓ ฉบับแล้วในหลายสิบประเทศ ล่าสุดที่ทางรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๒ ก็คือการทําความตกลงในเรื่องความร่วมมือทางการค้า และเศรษฐกิจในเชิงลึก เชิงกว้างที่เรียกว่า อีดีบีอีทีซี (EDBETC) นะครับ เอคซแพนดิง แอนด์ ดีเพนนิ่ง ไบแลทเทอแรล อิคอนอมิค แอนด์ เทรด คอเพอเรชั่น (Expanding and Deepening Bilateral Economic and Trade Cooperation) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้เดินทางเปึนสักขีพยาน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฯพณฯ พรทิวา นาคาศัย ได้ลงนามกับ ฯพณฯ เฉิน เตอ หมิง รัฐมนตรีพาณิชย์ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาระหว่างที่ผู้นําของไทยได้เดินทางเยือนจีน อันนั้นก็เปึน ลักษณะที่คล้ายคลึงกันล่าสุดที่มาขอความเห็นชอบ

สําหรับในประเด็นที่มีความห่วงใยในกรณีของกรอบการเจรจาของประเทศไทย ภายใต้กรอบอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าเนื่องจากว่า ประเทศไทยนั้นเรามีความสําคัญในเรื่องการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สูงถึง ๑๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และเปึนประเทศซึ่งมีรายได้จากการส่งออกกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี นั่นหมายความว่าเรามีความจําเปึนที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อทําความตกลง ในการสร้างโอกาสให้กับสินค้าไทย ไม่ว่าจะเปึนสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมและอื่น ๆ รวมทั้งภาคบริการในการที่เราจะได้ขยายตลาดออกไปทั่วโลกมากขึ้น การเจรจา จึงจําเปึนต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีโดยคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า กนศ. จึงได้ให้มีการจัดทําลําดับความสําคัญสําหรับการเจรจากับประเทศต่าง ๆ นะครับ เฉพาะในส่วนที่เจรจาภายใต้กรอบของอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มนั้นก็มีอยู่ที่สําคัญ ด้วยกันอยู่ในลําดับต้น ๆ ของการจัดลําดับของการเจรจาเพื่อเป่ดโอกาสของการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวของประเทศไทยภายใต้กรอบอาเซียนกับประเทศคู่เจรจานั้น ก็ได้แก่อาเซียน+๓ ครับ อาเซียน+๖ ก็ประกอบไปด้วย จีน ญี่ปุ์น เกาหลี อันนี้อาเซียน+๓ อาเซียน+๖ ก็คือเพิ่มอินเดีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย นอกจากนั้นแล้วก็เห็นว่ายังมี ความสําคัญสําหรับกลุ่มประเทศที่เราให้ความสําคัญก็คือกลุ่มประเทศจีซีซี (GCC) หรือว่ากลุ่มประเทศกรอบความร่วมมือรอบอ่าวเปอร์เซีย ประกอบไปด้วย ๖ ประเทศ ได้แก่ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมานและซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเปึน กลุ่มประเทศซึ่งมีความต้องการอาหารเปึนจํานวนมาก เขาสามารถผลิตอาหารได้เพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ ต้องนําเข้าถึง ๙๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็เปึนกลุ่มประเทศซึ่งมีพลังงาน ซึ่งประเทศไทยนั้นเราขาดแคลนเราต้องนําเข้าพลังงานโดยเฉพาะน้ํามันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการใช้ภายในประเทศ เมื่อครั้งที่ ผมได้เดินทางเยือนกลุ่มประเทศจีซีซี ระหว่างวันที่ ๑-๖ มีนาคม ก็ได้มีการเสนอโดยการ ประสานงานกับสํานักงานเลขาธิการอาเซียนและในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ของเราให้มีการประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนจีซีซีขึ้นเปึนครั้งแรก หลังจากนั้น อีก ๔ เดือนถัดมาเราก็มีการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ครับ แล้วก็ภายในเร็ว ๆ นี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะเดินทางไปยังกลุ่มประเทศภูมิภาคดังกล่าว เช่น กาตาร์ในกลุ่มประเทศจีซีซี เพราะถือว่าเปึนพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่เราจําเปึนจะต้อง สร้างความร่วมมือระหว่างกันนะครับ ผมเองได้เดินทางไปเยือนด้วยตัวเอง ๔ ประเทศแล้ว ยกเว้น โอมานและซาอุดีอาระเบีย และตอนนี้การปรับความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยกับ ทางซาอุดีอาระเบียก็มีความคืบหน้าจากคดีที่มีความคืบหน้าตรงนั้นก็เปึนส่วนหนึ่ง ส่วนกลุ่มเมอร์โคซูร์นั้นถือว่าเปึนกลุ่มเศรษฐกิจที่กําลังเปึนดาวรุ่งโดยเฉพาะในอเมริกาใต้ ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ในแถบลาตินอเมริกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเปึนอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย แล้วก็เวเนซุเอลาซึ่งถือว่าเปึนกลุ่มที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุด แล้วก็เปึนที่วิเคราะห์กันว่าภายหลังจากยุควิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) นั้น อนาคตของกลุ่มนี้กับเอเชียจะเปึน ๒ กลุ่มฐานเศรษฐกิจที่จะมีอนาคตเติบโต ดังนั้นรัฐบาล ก็ได้วางวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการจัดลําดับความสําคัญนะครับ ด้วยเหตุนี้เอง ภายใต้การเจรจานั้นก็แน่นอนที่สุดว่าจําเปึนที่จะต้องมาขอความเห็นชอบจากท่านสมาชิก รัฐสภาเพื่อที่จะเปึนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา๑๙๐ ส่วนประเด็นที่หลายท่านอาจจะ อภิปรายนอกกรอบ แต่กระผมเห็นว่าเปึนข้อห่วงใย เช่น ในความห่วงใยเรื่องของอาฟตา หรือว่าตลาดร่วมอาเซียน หรือว่าเขตการค้าเสรีอาเซียนที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ๒๓ รายการ เปึนสินค้าเกษตรก็ดี หรือว่าในเรื่องของข้อตกลงเอไอเอ (AIA) ซึ่งกําลังจะพัฒนาขึ้นเปึน อาเกีย (ACIA) เปึนความตกลงว่าด้วยการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน อันนั้นอาจจะ ไม่ใช่ประเด็นที่มาขอกรอบในวันนี้ แต่กระผมก็อยากจะให้เกิดความเชื่อมั่นแล้วเกิด ความมั่นใจว่าทางรัฐบาลโดยการนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ถือว่าการดูแล ปกปัองคุ้มครองเกษตรกรของเรานั้นเปึนหัวใจสําคัญที่สุดของนโยบาย เพื่อดําเนิน นโยบายคู่ขนานไปกับการขยายตลาดและสร้างโอกาสในการที่เราจะสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรให้กับประเทศ ดังนั้นจึงได้กําหนดให้มีการวางมาตรการที่เรียกว่า เซฟการ์ด ในการดูแลโดยกระทรวงพาณิชย์นั้นก็ได้นําเสนอในเรื่องของมาตรการที่ผ่าน ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนะครับ และคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจใน ๗ มาตรการ สําคัญ เช่น กรณีที่ยกตัวอย่างเรื่องข้าว กระผมก็ต้องใคร่ขอเรียนว่าเรามีสิทธิในการใช้ มาตรการและกฎหมายภายในประเทศในการดูแลนะครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ๑. เราสามารถกําหนดชนิดของข้าวที่จะเอาเข้ามา ซึ่งขณะนี้ก็ต้องเรียนว่ากรมการค้าต่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ก็ได้สรุปเพื่อเสนอ ในการกําหนดชนิดข้าวที่จะอนุญาตให้นําเข้าภายใต้ความตกลงอาฟตา ก็คือให้นําเฉพาะ ปลายข้าวเท่านั้น หรือว่ากรณีของบริษัทที่จะนําเข้าก็จะมีกฎเกณฑ์ คุณสมบัติ ไม่ว่าจะ เปึนเรื่องคุณสมบัติของบริษัทนําเข้า การจดทะเบียนบริษัทนําเข้า รวมไปถึงด่านที่จะ นําเข้าเราก็สามารถกําหนดได้ รวมไปถึงในเรื่องของมาตรการอื่นที่เห็นว่านอกจาก มาตรการ ๗ มาตรการในการคุ้มครองดูแลสินค้าเกษตรของเรา ซึ่งตอนนั้นเราเคยหลวม มากตอนที่เป่ดความตกลงการค้าไทย-จีน จําได้ไหมครับ ภาคเหนือเกษตรกรแทบจะ ล้มละลายกันเปึนจํานวนมาก เพราะว่าไม่ได้วางมาตรการไว้เลย ผมไม่เอ่ยว่ารัฐบาล สมัยไหนนะครับ แต่ตอนนั้นต้องถือว่าบกพร่อง สะเพร่า แล้วไม่ดูแลเกษตรกร ดังนั้น ก็ทําให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่คราวนี้เราได้บทเรียน เพราะฉะนั้นก็ได้มีการวาง กรอบมาตรการต่าง ๆ ไว้เปึนลําดับ

นอกจากนั้นเองสําหรับเกษตรกรของเรานอกจากว่าจะมีในเรื่องของ กองทุนเอฟทีเอ กองทุนปรับโครงสร้างเพื่อรองรับผลกระทบภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แล้วก็ยังได้ปฏิรูประบบรายได้เกษตรกรของเราที่เรียกว่า ระบบประกันรายได้เกษตรกร โดยเฉพาะในพืชเกษตร ๓ ตัวแรก ก็คือ ข้าว มันสําปะหลัง แล้วก็ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันนี้คือการประกันรายได้ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในความตกลงจะมีการเปลี่ยนแปลง ในการแข่งขันในเรื่องของสินค้าเกษตรไม่ว่ากรอบใดก็ตาม แต่อย่างน้อยต้องประกันว่า ชาวนาไทยต้องไม่ขาดทุน ไม่อยู่ในวังวนของความยากจน หนี้สินอีกต่อไป แน่นอน เปึนโครงการที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ๓.๗ ล้านครอบครัวชาวนา ๔๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ชาวไร่มันสําปะหลัง และ ๓.๗ แสนครอบครัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่ง่าย ยอมรับว่า ต้องมีข้อบกพร่องสําหรับคนที่เกี่ยวข้องเกือบ ๒๐ ล้านคน แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายชัดเจนว่าเราต้องดูแลให้ดีที่สุด ขณะนี้ก็ดําเนินการไปได้ดีพอสมควร ตรงไหนที่ยังมีปัญหา อย่างเช่น เรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ประเมินต่ําไปก็ให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ไปทบทวน แล้วก็มีการปรับปรุงมาในหลายจังหวัดก็เปึนที่พอใจ หรือแม้แต่ ในเรื่องของข้าวซึ่งเปึนข้าวเบา ซึ่งเราไม่ส่งเสริมนะครับ เพราะจะทําให้คุณภาพข้าวของเรา มีปัญหาในอนาคต แต่ท่าน ส.ส. ของเราก็ได้ร้องเรียนมา ชาวนาก็ร้องเรียนมาก็นําเรื่องนี้ เข้าไปรัฐบาลก็จะช่วยเหลือสําหรับเกษตรกรที่ปลูกข้าวเบา แต่ช่วยฤดูกาลนี้เท่านั้น เพื่อเราให้เกิดความมั่นใจว่าข้าวไทยจะครองความเปึนแชมปีโลกได้นะครับ

ส่วนกรณีของมาตรการอื่นก็ยังมีมาตรการที่เรียกว่า เอสพีเอส (SPS) เปึนมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ซึ่งสามารถที่จะใช้ในการตรวจตราบรรดา สินค้าเกษตรทั้งหลายที่จะเข้ามา ผมเรียนว่าประเด็นนอกเหนือจากความอ่อนไหวของ สินค้าอ่อนไหวใน ๒๓ รายการ เฉพาะในกลุ่มอาเซียนก็ยังมีในส่วนความตกลงในเรื่อง ของการลงทุนที่เรียกว่า เอไอเอ แล้วก็ในเรื่องของอาเกียซึ่งจะพัฒนาต่อมาในกรณี ของ ๓ สาขา ผมต้องเรียนว่ารัฐบาลไทยได้สงวน ๓ สาขาดังกล่าวมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ ตั้งแต่เปึนความตกลงในเรื่องของการลงทุน แล้วก็จะสิ้นสุด ๑๐ ป้ของการสงวนในสิ้นป้นี้ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลก็ได้ให้มีการดําเนินการโดยให้ทางบีโอไอ (BOI) ในฐานะที่เปึน เจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ได้นําเสนอข้อสงวน แล้วก็จะเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการ กนศ. กรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ก็เพื่อดูแล ปัญหาผลกระทบดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังวลที่อาจจะมีผลทําให้เข้ามาสู่การล่วงรู้ ในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพและอื่น ๆ ที่เปึนข้อกังวล รัฐบาลจะดูแลในเรื่องนี้ อย่างดีที่สุด

นอกจากนั้นแล้วก็จะมีในเรื่องของประเด็นคําถามว่าได้มีการเตรียม ความพร้อมในเรื่องผลกระทบอย่างไร ซึ่งรวมไปถึงการประเมินถึงความตกลงที่ได้ทําไปแล้ว โดยเฉพาะในกรอบของอาเซียน แล้วก็คู่เจรจาอื่น ๆ นั้น ก็ต้องเรียนว่าเปึนข้อสังเกต ที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้สํานักงานผู้แทนการค้า ของไทย ซึ่งมีท่านเกียรติ สิทธิอมร เปึนประธาน จีทีอาร์ (GTR) ของไทยนั้น รวมไปถึง ท่านดอกเตอร์วีระชัย วีระเมธีกุล ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปึนผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนและตลาดอื่น ๆ รวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์ในการที่จะประเมินผลกระทบสําหรับการที่เราจะเดินหน้า ต่อไป ก็ต้องดูว่าในอดีตมันมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร ตรงนี้ก็เรียนว่าทางรัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้ตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าวนะครับ ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ท่านได้ ตั้งคําถามมา แล้วก็กระผมยังมีเพียงไม่กี่ประเด็นจะตอบสั้น ๆ นะครับ ก็คือในกรณี ที่ท่านสมาชิกได้ตั้งประเด็นว่าขณะนี้ไทยได้รับความเสียหายจํานวนหลายหมื่นล้านบาท ขอให้ดูแลการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย ก่อนที่จะไปทําความตกลงกับประเทศอื่น ๆ ก็ให้ดูความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน ผมเรียนว่าผมเปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทําหน้าที่เปึนเซลส์แมน (Salesman) ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย และท่านนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นก็เดินทางไปในการส่งเสริมขยายความสัมพันธ์แก้ไข ปัญหาอุปสรรคทางการค้ามากที่สุดคนหนึ่งในคณะรัฐบาลชุดนี้ นอกจากท่านดอกเตอร์วีระชัย ซึ่งท่านทํางานเยอะ แต่ไม่ค่อยเปึนข่าว แต่ว่าท่านทํางานเยอะ ผมทราบเพราะว่าเราเดินทาง ไปด้วยกันตั้งแต่เปึนรัฐมนตรีด้วยกันเพียงแค่ ๒ สัปดาห์เท่านั้นครับ ก็มีภารกิจใหญ่ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เราไปประเทศจีน แล้วก็ทําให้สามารถไปแก้ไขอุปสรรค ทางการค้าระหว่างไทยกับจีน จนในที่สุดก็นํามาสู่ความตกลงประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ ความตกลง อีดีบี (EDB) อีทีซี (ETC) ที่ได้เรียนแล้วลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน ระหว่างไทย-จีน ซึ่งตั้งเปัาที่จะขยายการค้าจาก ๓๖,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อป้ไปสู่ ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ อันนี้ก็เปึนเปัาหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามที่จะส่งเสริมการค้าในทุกด้าน แล้วก็ ด่านที่มีปัญหา เช่น ผิงเสียง ซึ่งอยู่ระหว่างจีน-เวียดนาม และเปึนเส้นอาร์ ๙ (R9) อาร์ ๑๒ (R12) ที่เราจะต้องส่งสินค้าเข้าไปทางหนานหนิง กวางสี ไปกวางตุ้ง ไปยูนาน ไปที่ไหน รวมทั้งเส้นอาร์ ๓ อีดับเบิลยู (R3 EW) นั้นก็ไปทะลุทะลวง ก็ทํางานร่วมกัน แต่เรียนให้ ทราบว่าในกลุ่มที่ประชิดติดแดนของเรานั้น เนื่องจากประเทศไทยมีพรมแดน ความยาว ๕,๖๕๖ กิโลเมตร เราเปึนประเทศที่โชคดีมากจากจุดที่ตั้งที่เรามีประเทศที่มีพรมแดน ทางบกติดกัน ก็คือพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ผมเรียนว่าผมก็เดินทางไปในเนป่ดอร์ครับ ไปเจรจา เดินทางไปทวาย เดินทางไปย่างกุ้ง เดือนหน้าก็จะเข้าไปอีก ไปจัดเวิร์คชอป (Workshop) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างผู้ประกอบการค้าทั้งสองฝ์ายและภาครัฐ เพื่อส่งเสริมขยายการค้า ซึ่งป้หนึ่งมีประมาณ ๑๕,๖๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่าอย่าให้ใคร เข้ามายุ่งเท่านั้นละครับ อย่าให้ใครกวนน้ําให้ขุ่นเท่านั้นเอง ความสัมพันธ์การค้าระหว่างไทย กับประเทศที่ติดอยู่ทางตะวันตกไม่มีปัญหา ทางใต้มาเลเซีย ซึ่งกําหนดการผมจะเดินทาง ไปพบ ๔ รัฐ ที่อยู่ติดชายแดนทางเหนือของเรานี่นะครับ ซึ่งเรามีกรอบความร่วมมือ ไอเอ็มทีจีที (IMTGT) เรามีกรอบความร่วมมือแม้แต่ในเรื่องของการส่งเสริมสินค้าฮาลาล หรือว่าในเรื่องของการค้าชายแดน ซึ่งหลายแสนล้านบาทครับเฉพาะในด่านทางใต้นั้น ก็ร่วม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นในวันที่ ๒-๔ ธันวาคม ผมก็นําคณะหอการค้า นําคณะผู้แทนการค้าของเราไปเยือน ๔ รัฐทางเหนือของมาเลเซีย

นอกจากนั้นแล้วก็คือในส่วนของกัมพูชา ผมต้องเรียนว่าก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ดีมากครับ และความสัมพันธ์จากการที่เราเปึนประธานอาเซียน เราได้จัดการ ประชุมในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงวันที่ ๑ มีนาคม เมื่อต้นป้เปึนการประชุม สุดยอดผู้นําอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ที่ชะอํา จังหวัดเพชรบุรี ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บรรยากาศเปึนไปด้วยดี ถึงขั้นที่ว่าเราสามารถตั้งก๊วนในเรื่องของการเจรจาวงนอกได้ ทุกอย่างเปึนความสัมพันธ์ที่ดีมาก แต่ว่าจนกระทั่งมาถึงการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่พัทยา ซึ่งล้มเหลว ท่านก็คงทราบว่าสาเหตุเปึนเพราะอะไร และต้องมาแก้ตัวด้วยการจัด ที่ชะอําอีกครั้งหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี และหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ว่ามันได้เกิด เหตุการณ์ที่หน้าเศร้าสลดที่ทําให้เหมือนก้อนกรวดในรองเท้าระหว่างความสัมพันธ์ของ สองประเทศ ปกติเราใส่รองเท้าเดินไปด้วยกันด้วยดี วันนี้มันมีก้อนกรวดในรองเท้า แต่ผม ก็ไม่บอกนะครับว่าก้อนกรวดในรองเท้านั้นคืออะไร แต่วันนี้หลังจากเกิดมีก้อนกรวด ในรองเท้า ความสัมพันธ์ของเราก็จําเปึนที่เราต้องปกปัองรักษาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิครับ ดังนั้นการใช้มาตรการทางการทูตซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศคงจะมาชี้แจงต่อ ท่านสมาชิก เมื่อถึงวาระที่ ๙ ก็คงจะมีความชัดเจน แต่เมื่อท่านมีการพาดพิงว่าประเทศ ได้รับความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ไม่เปึนความจริงครับ ผมเดินทางไปด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ได้จัด เทเล คอนเฟอร์เรนซ์ (Tele Conference) นะครับ ในการให้สํานักงานพาณิชย์ของเราซึ่งอยู่ที่กรุงพนมเปญได้รายงานตลอดเวลาถึง สถานการณ์ในเรื่องการค้า การทําธุรกิจ และขณะเดียวกันก็ได้ประชุมสํานักงานพาณิชย์ ๗ จังหวัดของเรา ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ตราด จันทบุรี เปึนต้น