สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ อภิปรายเรื่องการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบการเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม โดยเฉพาะการลดภาษีของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อเกษตรกรไทยและชุมชนพื้นบ้าน และเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบ
มาแล้ว ขอบคุณค่ะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายในกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบการเจรจาอาเซียนกับ ประเทศนอกกลุ่ม
ด้วยในปัจจุบันนี้ไทยมีการเจรจาการค้าสําคัญที่ยังค้างอยู่ในหลายเวที อาทิเช่น การเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลก การเจรจาความตกลงการค้าเสรี ร่วมกับสมาชิกอาเซียนอีกหลายฉบับที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่ นับตั้งแต่ป้ ๒๕๓๕ กลุ่มประเทศอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือที่เรียกว่า อาฟตา เพื่อเป่ดเสรีการค้าระหว่างกันโดยใช้อัตราภาษีพิเศษเท่ากัน จากนั้นก็ได้มีการทยอยลด ภาษีสินค้าตามข้อตกลงแต่นับจากนี้ไป ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ สมาชิกอาเซียน ก่อตั้งเดิมซึ่งประกอบด้วย ๖ ประเทศ อันประกอบด้วย ประเทศบรูไน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย จะมีการลดภาษี สินค้าทั้งหมดให้เหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่เสียภาษีเลย ซึ่งครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและ สินค้าอุตสาหกรรมมากกว่า ๘,๐๐๐ รายการ ยกเว้นสินค้าที่มีความอ่อนไหวเปึนพิเศษ ซึ่งประเทศสมาชิกต่างก็สงวนการที่จะลดภาษีไว้ให้เหลือเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศไทยเราก็มีสินค้าอ่อนไหว ยกตัวอย่าง เช่น กาแฟ มันสําปะหลังหรือ มะพร้าวแห้งอะไรทํานองนี้ ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงต้องขออภิปราย เพราะต้องการให้รัฐบาล มีความรอบคอบ ระมัดระวังในการที่จะตัดสินใจเป่ดเสรีการค้า เพราะได้มีสินค้าเกษตร สําคัญถึง ๒๓ รายการ ที่ผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก เช่น ข้าว ปาล์มน้ํามัน น้ําตาล และถั่วเหลือง เปึนต้น โดยเฉพาะข้าวนั้นที่กําลังเปึนประเด็นสําคัญของไทย เพราะในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ที่จะถึงนี้ ข้าวจะลดภาษีนําเข้าจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่เสียเลย ซึ่งแน่นอนย่อมกระทบต่อคุณภาพการส่งออกของข้าวไทย ซึ่งข้าวไทย ของเรานั้นได้ชื่อว่า เปึนข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ดิฉันจึงอยากถามรัฐบาล โดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมหรือยังในการที่จะต้องมีมาตรการควบคุม การไหลเข้ามาของข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่จะมากระทบต่อ สินค้าเกษตรของไทยเรา ท่านประธานที่เคารพ ผลของการเป่ดเสรีลงทุนการค้าของไทย ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ นี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อวงการเกษตรกรของไทย อย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยจะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนและถือหุ้นในกิจการถึง ๓ ประเภท ซึ่งน่าเปึนห่วงมาก ด้านที่ ๑ ก็คือการเพาะขยายพันธุ์พืช ด้านที่ ๒ คือการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา และด้านที่ ๓ คือการทําป์าไม้จากป์าปลูก ซึ่งการเป่ดเสรีการลงทุน การค้าครั้งนี้ จึงกระทบ ๑. เกษตรกร ๒. ประมงพื้นบ้าน และ ๓. ชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการรายย่อย เปึนการกระทบอย่างกว้างขวาง แต่กลับเป่ดโอกาสให้นักลงทุน ต่างชาติทั้งในอาเซียนและบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นอกกลุ่มอาเซียน ได้เข้ามา ครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินจากพันธุกรรมพืชและทรัพยากรธรรมชาติของไทยเรา แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองแต่ก็ไร้ซึ่งประสิทธิภาพเต็มทน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่า ภายหลังจากที่เราได้ลงนามในความตกลงด้านการลงทุนอาเซียนที่อําเภอชะอํา อําเภอหัวหิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถที่จะส่งรายการข้อสงวนภายใน ๖ เดือน เฉกเช่นประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ซึ่งเขาก็ได้สงวนเพื่อทําให้ เกษตรกรของเขานั้นไม่เดือดร้อน แต่รัฐบาลกลับนํากิจการทางการเกษตร ๓ ประเภทที่ดิฉันกล่าวไปแล้วนั้นออกจาก ข้อสงวนโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกร รายย่อย ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงขอร้องก่อนที่จะถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ให้รัฐบาลทบทวน ในเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนในชาติ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะเกิดผลกระทบต่อ เกษตรกรไทยรายย่อยที่ดิฉันกล่าวไปแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น ด้านพันธุ์พืช ไม่ว่าหอม กระเทียมจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเปึนผัก ผลไม้ก็ทะลักเข้ามาสู่ประเทศไทยของเรา นําไปสู่การประท้วงเอาพืช ผัก ผลไม้มาเททิ้งกลางถนนมากมายที่เห็นกันอยู่ ด้านการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ําแน่นอน เกษตรกรของเรามีต้นทุนที่สูงไม่ว่าจะซื้ออาหารสัตว์แพง แต่ผลผลิตกลับมีราคาตกต่ํา หรือด้านการลงทุนด้านการปลูกไม้โตเร็วซึ่งนําไปทํา เยื่อกระดาษเปึนการปลูกป์าเชิงเดี่ยวเปึนล้านล้านไร่ ทําให้เกษตรกรรายย่อยต้องสูญเสีย ที่ดินเปึนหนี้สินแล้วก็เสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน ของน้ํา รวมทั้งผลกระทบด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพและมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่น่าเปึนห่วงอย่างยิ่ง ก็คือว่าถ้ากลุ่มบริษัทนายทุนข้ามชาติไปซื้อสวนป์าของรัฐบนพื้นดินต้นน้ําลําธารมา ทํามาหากินอะไรจะเกิดขึ้นกับผืนป์าของประเทศไทย มีอยู่สมัยหนึ่งในรัฐบาลที่แล้ว ๆ มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เคยคิดนโยบายที่เรียกว่าปลูกป์าค้าสัตว์ เป่ดป์าค้าสัตว์ เพียงแต่พูดออกมาเปึนนโยบายแว่ว ๆ ใน ๑๐ อุทยานแห่งชาติ ของประเทศไทยก็ถูกกระแสของสังคมต่อต้าน นี่คือคนไทย แค่คนไทยเป่ดให้นายทุนที่เปึน คนไทย แล้วนี่เปึนนายทุนข้ามชาติคิดดูเอาเถอะว่าจะเหลืออะไร เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดนี้ ดิฉันจึงขอวิงวอนกับรัฐบาลในการที่ก่อนจะลงนามนั้นพึงตระหนักว่าเกษตรกรของไทย โดยเฉพาะในเรื่อง ๓ เรื่องที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วนั้น เปึนความเปึนความตายของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะรายย่อย ขอขอบคุณค่ะ