รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้ออ.ก.และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม โดยขอให้ยึดหลักการของความตกลงพหุภาคีที่ไทยอยู่ในภาคีเป็นหลักในการเจรจา และเสนอกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกและกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทย เพื่อปกป้องและช่วยเหลือเกษตรกรที่รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคี ภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้ การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเปึนไปตามเงื่อนไขของ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กรอบเจรจาทั้ง ๒ ได้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ สรุปสาระสําคัญของกรอบการเจรจา ดังต่อไปนี้

๑. กรอบการเจรจาความตกลงพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก ครอบคลุมเรื่องสําคัญต่าง ๆ ที่มีการเจรจาภายใต้องค์การการค้าโลก ท่าทีโดยรวมเน้น การผลักดันและปกปัองผลประโยชน์ของประเทศด้านการค้าสินค้า โดยให้ความสําคัญ เปึนพิเศษกับสินค้าเกษตร กล่าวคือผลักดันให้ลด หรือยกเลิกอากรศุลกากรที่เรียกเก็บ จากสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของไทย และขยายโควตาสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับผลประโยชน์มากที่สุดด้านการค้า บริการ ให้ระดับการเป่ดเสรี อย่างค่อยเปึนค่อยไป ส่วนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เปึนไปตามความเหมาะสม กับระดับการพัฒนาของประเทศไทย รวมถึงสนับสนุนให้มีความร่วมมือหรือปรับปรุง กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอํานวยความสะดวกด้านการค้า

๒. กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้การเจรจา อาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม สําหรับการจัดทําความตกลงการค้าเสรีภายใต้การเจรจา ระหว่างอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มนั้น ผมขอเรียนว่าคล้ายคลึงกับกรอบเจรจาที่รัฐสภา ได้ให้ความเห็นชอบ เช่น กรอบการเจรจาอาเซียนสหภาพยุโรปเปึนต้น

สําหรับกรอบการเจรจาที่ได้เสนอมาในครั้งนี้จะใช้กับการเจรจาอาเซียน เอฟทีเอ (FTA) ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ๒ ฉบับ คือ อาเซียนอินเดียและอาเซียนญี่ปุ์นในเรื่องการค้า บริการ และการลงทุน กับการเจรจาของอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มที่อาจจะมีขึ้น ในอนาคตคือ อาเซียน+๓ (ASEAN+3) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) อาเซียน+จีซีซี (ASEAN+GCC) หรือกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย และอาเซียน-เมอร์โคซูร์ (ASEAN-MERCOSUR) ก็คือกลุ่มประเทศในอเมริกาใต้ โดยกรอบการเจรจานี้จะคลุมประเด็นสําคัญต่าง ๆ ได้แก่ การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร ที่เรียกเก็บจากสินค้านําเข้า ลดหรือยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่เปึน อุปสรรคต่อการส่งออก ให้ระดับการเป่ดเสรีการค้าบริการโดยรวมสูงกว่าภายใต้องค์การ การค้าโลก รวมถึงให้มีกฎเกณฑ์ด้านการลุงทุนระหว่างประเทศที่ชัดเจน ครอบคลุม เรื่องการเป่ดเสรีและการคุ้มครองการลงทุน นอกจากนี้แล้วในประเด็นด้านทรัพย์สิน ทางปัญญา สิ่งแวดล้อม แรงงาน และประเด็นการค้าอื่น ๆ ให้ครอบคลุมเฉพาะการเจรจา เรื่องความโปร่งใสและความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ ให้ยึดหลักการแต่ละด้าน ของความตกลงพหุภาคีที่ไทยอยู่ในภาคีเปึนพื้นฐานในการเจรจา

ในการจัดทํากรอบการเจรจาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการ ให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหลายรูปแบบ ทั้งการสื่อ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ การจัดสัมมนาในเวทีสาธารณะ โดยมีการหารือร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ โดยก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมาเปึนลําดับอยู่แล้ว ในกรณีที่การเจรจาก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทย ในอนาคต รัฐบาลก็ได้เตรียมแนวทางในการที่จะปกปัองคุ้มครอง และสร้างภูมิคุ้มกัน สําหรับสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เช่น การเจรจาให้มีการเป่ดเสรีให้น้อยที่สุด หรือช้าที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ อย่างเช่น ระยะเวลา ๑๕-๒๐ ป้ เปึนต้น เพื่อให้มีระยะเวลา ในการปรับปรุง ปรับตัวรองรับสําหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวมาก ๆ เช่น สินค้าเกษตรจะ มีการสร้างกําแพงให้อีกชั้นหนึ่ง โดยมีโควตาการนําเข้ากํากับในแต่ละป้ รวมทั้ง มีมาตรการปกปัองที่เราเรียกว่า สเปเชียล เซฟการ์ด (Special Safeguard) นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่รับผลกระทบจากความตกลง การค้าเสรี โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังได้ให้จัดตั้งโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ดเสรีทางการค้าที่เรียกว่า กองทุนเอฟทีเอ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม และบริการที่รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรีอีกด้วย ด้วยเหตุผลและความจําเปึน ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เปึนไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กระผมจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณา ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคี ภายใต้องค์การการค้าโลกและกรอบการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีของไทย ภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม เพื่อจะให้ ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเจรจาในกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้ องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทย ภายใต้การเจรจา อาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ทั้งนี้เมื่อเจรจาเสร็จแล้วจะได้นําผลการเจรจาเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ขอขอบพระคุณครับ