รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ระบุว่า มีการไม่เข้าใจและความผิดพลาดในกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีของสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าออกจากตำแหน่งเพราะรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ แล้วคือการออกตามสัญญาลูกจ้าง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในการแก้ไข นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญที่มีข้อความว่า "กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษ" และเรียกร้องให้ประธานสภาตอบว่ามาตรานี้ถูกหรือไม่ และขอให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ ผมจะไม่พูดยาวนะครับ จะกระชับสักนิดหนึ่ง แล้วก็จะลงเรื่องของรายมาตราเลย แต่ก่อนที่จะไปถึงการลงรายละเอียดรายมาตรานั้น ผมมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญครับ ผมเปึน ส.ส. ครับ นั่นเปึนหน้าที่หลัก เพราะฉะนั้นขอแก้ไขหนึ่งเรื่องครับ ความไม่รู้ และความไม่เข้าใจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเปึนจําเลย ๑ ประการครับ นั่นคือกรณี ของการทําให้ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีนั้นออกจากการเปึนนายกรัฐมนตรี ครับ หลายต่อหลายคนพยายามจะบอกว่าท่านสมัครออกเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ท่านออกเพราะท่านเปึนลูกจ้างบริษัทหนึ่งครับ ท่านไปรับจ้างเขา เปึนลูกจ้างครับ แล้วการเปึนลูกจ้างของท่านก็ออกครับ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเปึน ป้ ๒๕๔๐ หรือป้ ๒๕๕๐ ครับ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๗ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๐๘ เพราะฉะนั้นการเปึนลูกจ้างของท่านสมัครนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือป้ ๒๕๕๐ ผิดทั้งสิ้นครับ นั่นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ หลายต่อหลายท่านบอกว่าการที่จะให้ผู้แทนราษฎรที่ได้รับ การเลือกมาในระดับที่เรียกว่า ๑๔-๑๕ ล้านคน ออกโดยคน ๙ คน เปึนเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เปึนเรื่องที่ชั่งน้ําหนัก การถ่วงดุลไม่ดี ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ๙ คน คงจะต้องหมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มาตรา ๙๑ บวกกับมาตรา ๑๘๒ แล้วก็ ป้ ๒๕๔๐ คือมาตรา ๙๖ ระบุชัดเจนครับ ถ้าเปึนลักษณะแบบนี้จะต้องถอดถอนนั้น จะเปึนอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใช้ในการอภิปรายในสภาแห่งนี้ สิ่งที่ ใช้ในการปลุกระดมข้างนอกนั้นก็ไม่จริงครับ ป้ ๒๕๔๐ หรือป้ ๒๕๕๐ เหมือนกันครับ เอาละครับ นั่นประเด็นที่ ๑ ก่อนที่ผมจะลงรายมาตรานะครับ เอาละครับ ปัญหาที่ผมคิด ว่ามีปัญหาในความเห็นของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ มาตรา ๑๙๐ เห็นต่างอย่างยิ่งครับ แล้วไม่รู้ว่าท่านเขียนมา เพื่ออะไรครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมต้องเล่าครับว่าที่มาของมาตรา ๑๙๐ คืออะไร สมัยอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น เขาอยู่ในมาตรา ๒๒๔ เขาเปึนห่วงในเรื่องของการทํา สนธิสัญญา หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เขาจํากัดไว้ ๒ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องที่ ๑ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับดินแดน อาณาเขต อํานาจอธิปไตย เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ไปเซ็นสัญญา กับเขาแล้วจะต้องมาทําเปึนกฎหมาย ระบุแค่ ๒ เรื่องเท่านั้นในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ป้ ๒๕๕๐ ระบุเพิ่มเข้ามาอีก ๒ เรื่อง เปึนเรื่องที่ ๓ กับเรื่องที่ ๔ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ครับ เพราะอะไรครับ เพราะในสมัยนั้นท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ในสมัยท่านละครับ ไปเซ็น เอฟทีเอ กับประเทศจีนเกิดขึ้น เอกชน ราชการเตรียมตัวกันไม่ทันเลยครับ พอเซ็น คือเซ็นเลยครับ หอม กระเทียม ราคาไปกระจุยกระจายหมดครับในภาคเหนือ นี่ละครับ เปึนผลพวงกับการไม่เตรียมตัว ไม่เตรียมความพร้อม ก็เลยมีแนวความคิดในสภา ร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นว่า ถ้าเรื่องอย่างนี้ต้องเอามาเข้าสภา แล้วก็เพิ่มเข้าไป เปึนเรื่องที่ ๓ และเรื่องที่ ๔ ว่า เรื่องใดที่เปึนการกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ อย่างกว้างขวาง เรื่องใดที่มีผลผูกพันต่อการลงทุน และงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญให้ เอามาผ่านสภานี้ อํานาจฝ์ายบริหารไม่มีแล้ว ต้องมาผ่านที่นี่ ดูแล้วดีครับ แล้วผมก็ เห็นด้วยกับหลักการนี้ แถมบวกว่าต้องรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนอีก แต่ว่า พอมาปฏิบัติในสภาแห่งนี้จําได้ไหมครับ เราเคยพิจารณาเรื่องกฎหมายลูกที่จะเปึนคู่มือ ประกอบ แล้วเราก็คุยกันถึงว่าสัญญา สัญญาอะไรบ้างควรจะอยู่ในกฎหมายลูก ลิสท์ (List) ตัวสัญญาไปเลย แล้วก็มีการถกเถียงกันครับว่า สุดท้ายแล้วตัดสินใจไม่ได้ว่า สัญญาประเภทไหนที่ไปกระทบอย่างมีนัยสําคัญ หรืออย่างกว้างขวางต่องบประมาณ ต่อสังคม ต่อเศรษฐกิจ ทํากันเปึนว่าสุดท้ายแล้วกฎหมายลูกก็ไม่ได้ออกครับ เพราะมัน ไปติดในวรรคสาม ประทานโทษครับ ไปติดในข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ ที่เพิ่มเติมขึ้นมา เห็นไหมครับ ที่คันมันอยู่ตรงนี้ แต่ว่ารายงานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านนั้นท่านบอกว่าไม่แก้ ท่านอ่านดี ๆ นะครับ ไม่แก้ แก้อยู่เรื่องเดียวคือเพิ่มบัญชีรายชื่อของสัญญาลงไป ท่านครับ มันแก้ไม่ถูกที่คันครับ ถ้าภาษาฟุตบอลก็กึ่งยิงกึ่งผ่านครับ ลําบากครับ แบบนี้ รับลูกยาก ผมถึงบอกว่าจะเอาอย่างไรฟันธงครับ ถ้าจะแก้ ๆ ให้ถูกครับ ถ้าจะต้องตัด ในเรื่องของข้อที่ ๓ ข้อที่ ๔ คือเรื่องของการกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง หรือผูกพันงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าจะต้องตัดออกเพราะข้อความมันคลุมเครือ ก็ตัดออกครับ แล้วนําไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก แล้วลิสท์รายชื่อครับ วิธีนี้คือวิธีการที่ถูกต้อง แล้วท่านจะไม่ขัดขากันเองที่จะเดินต่อไปในอนาคตแบบนี้แก้ถูกครับ แต่ที่ท่านเขียนมา กึ่งยิงกึ่งผ่าน ผมว่าใช้ไม่ได้ครับ ผมว่าท่านคงต้องตอบผมในประเด็นมาตรา ๑๙๐

ต่อมาเพื่อความรวดเร็วครับ ผมเองเปึนห่วงในเรื่องของหลักนิติรัฐ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นเดียวกัน ก็เลยทําหนังสือไปถึงท่านประธานคณะอนุกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ มาตรา ๓๙ ที่ผม มีปัญหา มาตรา ๓๙ ไม่ได้อยู่ในกรอบนี้ ผมส่งจดหมายไปครับ นี่จดหมายผมครับ นี่ข้อมูลที่ผมค้นคว้าครับ ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงครบครับ ผมส่งไปแบบนี้ละครับ แนบไป คําตอบคือผมไม่ได้รับเลยว่าของผมได้ถูกวินิจฉัยหรือไม่ อย่างไร มาตรา ๓๙ พูดถึงเรื่อง ของกฎหมายย้อนหลังเปึนโทษครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ากฎหมายประเทศไทย ย้อนหลังเปึนโทษได้ เปึนโทษอย่างไร คําว่า กฎหมายย้อนหลังเปึนโทษ หมายถึงว่า ปกติคนเราจะต้องรับโทษก็ต่อเมื่อว่ากฎหมายบัญญัติว่าวันนี้เปึนความผิด ถ้ากฎหมาย ไม่ได้บัญญัติว่าเปึนความผิดไม่ต้องรับโทษครับ แต่บ้านเรามันแปลก เวลาผ่านไปแล้ว บัญญัติว่าการกระทําในอดีตเปึนความผิดมันลงโทษได้ท่านประธาน แปลกไหมครับ นี่คือ ความล้าสมัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ ซึ่งมีมาก่อนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๔๐ มีมาอย่างนี้ตลอดครับ เรื่องเดียวที่กฎหมายไม่ย้อนคือ โทษอาญาครับ โทษอาญา ศาลตีความอย่างแคบในมาตรา ๑๘ ประมวลกฎหมายอาญาบอกว่า ประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ ริบ นักกฎหมายทุกคนท่องได้หมด โทษอาญาพวกนี้ไม่ย้อนครับ แต่โทษที่ย้อน มีอะไรบ้างที่ไม่ใช่โทษอาญาย้อนหมด ท่านเคยได้ยินไหมครับการถอนสัญชาติคน ย้อนได้นะครับ วันนี้มีสัญชาติอยู่พรุ่งนี้ออกกฎหมายถอนสัญชาติคนทําได้ครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ เอื้อที่จะทําได้ แล้วท่านเชื่อไหมครับเปลี่ยนลักษณะ กฎหมายพยานมาลงโทษ คนย้อนหลังก็ได้อีกครับ และท่านเชื่อไหมครับกฎหมายที่ผ่าน สภานี้ไปหลายต่อหลายครั้งโทษที่ใช้คําว่า นําทรัพย์ตกเปึนของแผ่นดิน เคยได้ยินแล้ว คุ้น ๆ ไหมครับ ท่านรู้ไหมครับมันไม่ใช่โทษริบทรัพย์สินตามกฎหมายอาญา มันย้อนหลัง นะครับ ท่านเขียนย้อนหลังให้เปึนกระทําความผิดกับใครก็ทําได้เพราะว่ามีคนนิยามมันว่า มันเปึนโทษทางแพ่ง เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเปึนโทษในการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ย้อนหลังไหมครับ ย้อนหลังครับ เรายังจําได้นะครับที่มีการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองกัน ย้อนหลัง วันนั้นเขาบอกว่าพรรคไหนถูกยุบกรรมการบริหารห้ามเปึนกรรมการบริหาร พรรคอื่น แต่ต่อมาแก้กฎหมายใหม่บอกว่าโทษให้ไปถึงตัดสิทธิทางการเมือง เห็นไหมครับ นี่ก็เปึนอีก ๑ ชนวนในความผิดครับ วันนี้ถอดเสื้อพรรคตั้ง คุยกันแบบที่มีปัญหา ทําไม เราไม่หยิบมาตรา ๓๙ มาทําครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งที่ผมพูด ท่านเชื่อไหมว่า ทั่วโลกเขาไม่ย้อน แล้วไม่ได้จํากัดเฉพาะโทษอาญาเท่านั้นนะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ๒๐๐ ป้แล้วครับ มีคําพิพากษาในป้ ค.ศ. ๑๘๑๐ นายเฟรชเชอร์กับนายเปึค คําพิพากษาป้ ค.ศ. ๑๗๙๘ นายคาวเดอร์กับนายบลู ๒ เคส (Case) ครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่ทํา เขาเลิกทําไปนานแล้วครับ ๒๐๐ ป้ ประเทศเรา ยังเปึนอยู่ครับ ประเทศฝรั่งเศส คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส คําวินิจฉัยที่ ๘๒-๑๕๕ วันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๒ พูดถึงเรื่องโทษทางภาษีครับ ไม่ย้อนหลังครับ ประเทศเยอรมนีก็มีคําวินิจฉัยไว้เช่นเดียวกันครับ ศาลรัฐธรรมนูญ แห่งสหพันธ์ครับ เล่มที่ ๑๓ หน้า ๒๖๑ กับหน้า ๒๗๐ ครับ ชัดเจนนะครับ เขาไม่ทํากันมา เปึนชาติแล้วครับ ท่านประธานครับ เปึนชาติไม่ได้ หลายร้อยป้ครับ แต่ของเรายังอยู่ นี่คือความไม่สมบูรณ์ ผมว่าท่านต้องคิดเรื่องพวกนี้ครับ อย่าไปคิดเรื่องที่เปึนกระแสครับ กระแสบอก ๖ มาตรา ท่านบอก ๖ มาตรา ผมว่าวันนี้ท่านต้องตอบในความไม่ชัดเจน ในมาตรา ๑๙๐ ของผม ท่านต้องตอบว่ามาตรา ๓๙ เรื่องกฎหมายย้อนหลังของผม ที่ส่งเอกสารพร้อมบทวิชาการไปให้ท่าน ทําไมท่านไม่ตอบผมว่า เอา ไม่เอาครับ ๒ เรื่องนี้ท่านคงต้องตอบผมนะครับ เอาละครับ ท่านประธานครับ ก่อนจะป่ดท้าย สสร. ๓ ถ้าจะมีในอนาคต ขอให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม คนใช้ไม่ได้ทํา คนทําไม่ได้ใช้ แบบ ที่เรียกว่าต้องเอาคนมีส่วนร่วมเข้าไปด้วย และขอให้นักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ขอบคุณครับ