รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

สถาพร มณีรัตน์ เสนอการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของระบอบประชาธิปไตย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงการเมืองไทย

นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในนามสมาชิกรัฐสภา ย่ํารุ่งของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถือว่าเปึนการเปลี่ยนแปลง ครั้งสําคัญของประเทศ ตรงนี้ถือเปึนวันประวัติศาสตร์ ซึ่งผมก็เชื่อแน่เหลือเกินว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ลืมไปบทหนึ่งถึงเรื่องของประวัติศาสตร์ของระบอบประชาธิปไตย เราไม่ได้ศึกษาครับ ร่องรอยประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น เราต้องเอามาใส่ไว้ในการ ปฏิรูปการเมือง การศึกษาในการที่จะปฏิรูปหรือแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะแน่นอน เหลือเกินว่าที่มาของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นหลายฉบับ มันก็แตกต่างกัน วันเวลาก็ แตกต่างกัน วันนี้เราเอาความแตกแยกของสังคมเชิงแนวคิดมาเปึนตัวตั้ง แต่เราก็ลืม ร่องรอยประวัติศาสตร์ว่าการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจะต้องมีร่องรอยของความแตกแยก ทุกครั้ง การแตกแยกที่เราตกอกตกใจ ก็คือการแตกแยกเชิงสังคม เมื่อเดือนตุลาคม ป้ ๒๕๑๖ เดือนตุลาคม ป้ ๒๕๑๙ ผู้คนในสังคมห่วงใยจนจะต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูป ระบบกฎหมายสังคายนา แล้วก็ต่อต้านเผด็จการ โดยกล่าวว่าเผด็จการนั้นไม่สามารถ ที่จะนําพาสังคมไปได้ มันก็เปึนกงกรรมกงเกวียนละครับหมุนไปย้อนรอยไป มีการปฏิรูป มีระบอบประชาธิปไตย มีการปฏิวัติ มีการเดินขบวน ไม่พอใจ แล้วก็มีการปฏิรูป ปฏิวัติ วนเวียนซ้ําซากอยู่ในเรื่องของการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ไปดูว่าร่องรอย ของรัฐไทยที่พี่น้องประชาชนรวมกันเปึนประเทศไทยนั้นมีประมาณไม่ถึง ๑๐๐ ป้เองครับ กว่าเราจะได้รวบรวมไพร่พล เกิดประเทศไทยขึ้นมาเปึนป๊กแผ่น ณ ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เชื่อแน่เหลือเกินว่าถ้ารัฐไทยหรือถ้าสังคมไทย ถ้าใช้ระบบ ๒ มาตรฐานเหล่านี้ ผมก็ ไม่ทราบว่าร่องรอยลึกของประวัติศาสตร์นั้นเขาจะคิดอย่างไร การแบ่งแยกที่มี ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ จะมีจํากัดเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ตรงนี้ก็ต้องถือว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องคิดด้วย การที่ใช้ว่าเดือนเมษายนนั้นเปึนเดือนที่ก่อความรุนแรงจนต้องตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมว่าไม่ใช่ ถ้าเราย้อนรอยไปแล้วนั้น การเริ่มของสังคมเริ่มระแวงสงสัยกันนั้น เปึนเรื่อง ของการที่ตั้งข้อสังเกตในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพราะกรอบของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่มาก็คือว่าการเมืองอ่อนแอ เมื่อการเมืองอ่อนแอทําให้สังคมอ่อนแอ เศรษฐกิจอ่อนแอ พี่น้องประชาชนอ่อนแอ จําเปึนที่จะต้องมีการปฏิรูปโดยการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเปึนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ช่วงเวลานั้นมีธงเขียว กระบวนการธงเขียว ออกมา ใครไม่เห็นด้วยถือว่าเปึนไดโนเสาร์ (Dinosaur) หลงยุค ใครไม่เห็นด้วยกับการ ปฏิรูปการเมืองในช่วงนั้นหลงยุค มีการประณาม มีการกล่าวหากันอย่างรุนแรง และในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วเราก็ได้พรรคการเมืองที่เข้ามานั่ง ในสภาแห่งนี้ เข้ามาบริหารประเทศ แล้วก็ถูกกล่าวหาว่าเปึนเผด็จการ สังคมไทยบางที ก็แปลก ลืมง่าย ทั้งห้วงเวลานั้นจะเอาเปึนเอาตายกับการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มี สสร. มีไปหาพี่น้องประชาชน แล้วก็มีบทบัญญัติที่ใครล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ถือว่าเปึนฆาตกรในการประหัตประหารระบอบประชาธิปไตย แต่พอ ใช้ไปได้ระยะหนึ่งก็เกิดความเบื่อหน่าย เกิดการกล่าวหา เกิดการใช้วิวาทะบิดเบือน ข้อเท็จจริง ลืมสาระสําคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไปเสียสิ้น ก็มีการให้มีการ ปฏิวัติใน ๑๙ กันยายน เขาเรียกว่า คมช. ซึ่งไม่มีใครนึกเลยว่าป้ ๒๕๔๐ เราได้หวงแหน รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร มีคุณประโยชน์อย่างไร พอมีรถถังออกมาทุกคนเหมือนกับดีใจ แล้วก็มีการปกครองภายใต้ทอปบูท (Top boot) ภายใต้ปลายกระบอกป๋น แล้วก็ ร่างกฎหมาย ป้ ๒๕๕๐ ก็แปลกครับ มีการไปประชามติ บางจังหวัดก็ยังประกาศ กฎอัยการศึกอยู่ อ้าย ๑๔ ล้านคน ๑๐ ล้านคน ถ้าเอากันจริง ๆ นี่มันก็มีของมันอยู่ครับ พวกเราเปึนนักการเมืองนี่เรารู้ บางทีนายอําเภอไม่ส่งหีบก็มี เพราะว่ากลัวเปึนสีแดง ไม่เปึนสีเขียว สิ่งเหล่านี้มันรู้กันหมดละครับ ถ้าเราเอาข้อเท็จจริงเข้ามา เพราะฉะนั้น ถ้าเราละเลยความเปึนจริง ใช้การแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะกาล เฉพาะกิจ พอมีเรื่องทีหนึ่ง ก็คิดถึงการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พอมีเรื่องทีหนึ่งก็คิดว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเปึนยาหม้อสารพัดประโยชน์ที่จะเยียวยาสังคมนี้ได้ มันไม่ใช่ครับท่านประธานที่เคารพ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่ยาสารพัดประโยชน์ จิตสํานึกของสังคม จิตสํานึก ทางชนชั้น จิตสํานึกของการเปึนรัฐไทยที่ลึก ๆ เรายังมีอะไรกันอยู่ ตรงนี้ต่างหากครับ กระบวนการการใช้กฎหมายที่มีระบบ ๒ มาตรฐาน มันก็ยังเปึนคําตอบที่ทุกคนก็ยัง ไม่สามารถตอบได้ ที่ทุกคนก็ไม่สามารถ แม้แต่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถให้ความกระจ่างกับสังคมได้ว่า ระบบ ๒ มาตรฐานนั้นมันเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร การป่ดถนนของพี่น้องชาวนา ในจังหวัดเชียงรายถูกศาลชั้นต้นพิพากษา ๖ เดือนบ้าง ๓ ป้บ้าง ในขณะที่ผู้คน ในกรุงเทพมหานครป่ดทั้งสนามบิน ป่ดทั้งถนน มีประจักษ์พยานชัดเจน คดีไม่คืบหน้า ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มันเปึนเรื่องที่ร้าวลึกเกินกว่าที่เราจะใช้คําว่า แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วทุกอย่างจะจบสิ้น เราต้องสังคายนาระบบตุลาการภิวัตน์ ระบบขั้นต้นของรัฐตํารวจ ที่ใช้ตํารวจ ใช้กฎหมาย ใช้องค์กรอิสระที่เคลือบแคลงสงสัยในการดําเนินกิจกรรม ตรงนี้ เราไม่ได้ศึกษาเลย ทุกคนมีธงบอกว่าจะต้องแก้ แต่การแก้นั้นก็จะได้แต่เปลือก แก่นแท้ ไม่ได้แก้ ผมเห็นด้วยในการที่จะปรับปรุง ปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิรูปเฉพาะรัฐธรรมนูญ ควรจะ ปฏิรูประบบ สังคายนาระบบความยุติธรรมของประเทศไทยด้วย แน่นอนที่สุดครับ ความเปึนมนุษย์จะต้องมีจุดอ่อน จุดด้อย จุดแข็ง ถ้ากลไกในระบบยุติธรรมอ่อนล้า ตรงนี้ เปึนสาระสําคัญครับ ที่เราจะต้องใช้คําว่า นิติรัฐ วันนี้ทุกคนระแวง สงสัยกันไปหมด ละครับว่าองค์กรนี้กลั่นแกล้งคนอีกฟากหนึ่ง องค์กรที่ได้ประโยชน์ คนที่ฟากที่ได้รับประโยชน์จากองค์กรกลางหรือองค์กรนิติธรรม ที่ตัดสิน ก็เชียร์กันเหลือเกิน คนที่ได้รับความเจ็บปวดจากการถูกตัดสิน ก็ต้องคิดลึกครับ คิดระแวงสงสัย ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการ ปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับว่าร่องรอยประวัติศาสตร์ ร่องรอย ของการใช้ระบบยุติธรรมของรัฐไทยนั้น มีความโปร่งใสหรือไม่ ตรงนี้ครับคือสาระที่สุด ต่อเราจะแก้กฎหมายกี่มาตรา ถ้าเราไม่แก้ความหวาดระแวงสงสัยของสังคมในระบอบ ๒ มาตรฐาน เราไม่สามารถเดินไปสู่ความสมานฉันท์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องคิดว่า การจะแก้นั้นจะต้องแก้ทั้งโครงสร้างแก้ทั้งจิตสํานึก แก้ทั้งตัวบุคคลที่ใช้กลไกในระบบ ยุติธรรม ความสมานฉันท์ถึงจะกลับคืนสู่สังคมไทย จะกลับคืนสู่รัฐไทยอันนําไปสู่สังคม ของลูกหลานในอนาคตที่จะต้องเข้มแข็งและรัฐประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนพระประมุขอย่างเข้มแข็งตลอดไปครับ กราบขอบคุณครับ