รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยเห็นว่ามีความสำคัญต่อสภานิติบัญญัติ และเรียกร้องให้รัฐสภาใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทในการกลั่นกรองเอกสารสนธิสัญญาและแก้ไขปัญหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 190 ที่ขาดความชัดเจน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่ได้รับฟังการอภิปรายในวันนี้ ดิฉัน เห็นว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านเห็นรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เปึนฉบับที่มองนักการเมือง เปึนตัวร้าย เปึนบุคคลอันตราย แต่ดิฉันเห็นต่างค่ะ ดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปึนฉบับที่ให้เกียรตินักการเมืองทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ให้เกียรติในการที่จะมีอํานาจถ่วงดุล ฝ์ายบริหารในการที่จะไปลงนามในหนังสือสัญญาต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ในฉบับป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้ให้เกียรติมากขนาดนี้ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกบางส่วนเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนฉบับเผด็จการ ดิฉันก็เห็นต่างค่ะ ดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ เปึนฉบับที่ให้ความสําคัญกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเปึนภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรม และนักวิชาการ เพราะในมาตรา ๑๙๐ ได้ให้ ความสําคัญกับภาคประชาชนที่จะได้รับฟังความคิดเห็น และเสนอความคิดเห็น ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดําเนินการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ต่อข้อเสนอแนะที่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทําหนังสือ สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องเสนอให้รัฐสภาเปึนผู้พิจารณา ด้วยเหตุผลที่ว่า มาตรานี้ขาดความชัดเจน ข้อความบางส่วนในวรรคสองต้องมีการตีความ อย่างเช่น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง แค่ไหนคือเรียกว่ากว้างขวาง หรือคําว่า ผลผูกพันต่อการค้า การลงทุน และงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ แค่ไหนถึงเรียกว่า อย่างมีนัยสําคัญ ด้วยการที่ขาดความชัดเจนต้องตีความ ทําให้ส่วนราชการที่เปึนแม่งาน ไม่สามารถที่จะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจได้ ขาดความมั่นใจ หลาย ๆ ครั้งต้องยกภาระนี้ ให้กับคณะรัฐมนตรีเปึนผู้พิจารณา สุดท้ายคณะรัฐมนตรีเองก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจว่า หนังสือสนธิสัญญาใดเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกในที่นี้ก็คงจะมี ประสบการณ์เดียวกับดิฉันว่ามันไม่เข้า แต่เพื่อความปลอดภัย กฎหมายนับร้อยฉบับ ที่เข้าสู่สภาแล้วก็ต้องพิจารณาในวันเดียว ทําให้เปึนอุปสรรคต่อการทํางานของรัฐสภา ที่เราคิดว่าจะทํางานในเรื่องของการถ่วงดุลอํานาจบริหาร ทําให้เกิดขึ้นได้อย่างไม่เต็มที่ และหลายครั้งก็อาจนําไปสู่ความล่าช้าในการบริหารราชการ คําถามจึงมีอยู่ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ดิฉันได้กล่าวมาแล้วหรือไม่ สําหรับ ดิฉันคิดว่าไม่ ปัญหาของความไม่ชัดเจน ความล่าช้าในการพิจารณาเอกสารสัญญา ไม่ได้สามารถถูกแก้ไขด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรอกค่ะ แม้ว่าทางคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะได้มีข้อเสนอแนะ ที่เปึนประโยชน์ในหลาย ๆ ประเด็น และในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ก็ได้บอกว่าหากเพิ่มเติม คําว่า ประเภทสัญญา ไปแล้วจะทําให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ดิฉันก็คิดว่า มันไม่เกี่ยวกัน ท่านประธานคะ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ นี้ก็เพื่อที่จะแก้ปัญหา ที่สะสมมาอย่างยาวนานของการจัดทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ฝ์ายบริหาร ใช้อํานาจไปลงนามตัดสินใจแทนประชาชน แต่ไม่เคยเป่ดโอกาสให้ประชาชนและผู้แทน ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อย่างเช่น หลาย ๆ กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในสนธิสัญญาการค้าเสรี เราก็ทราบ กันดีอยู่แล้วว่ามีรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาพยายามที่จะกีดกันให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามีส่วนในการรับรู้และดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และมิหนําซ้ํายังกีดกัน ไม่ให้ประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็น และที่แย่ที่สุดก็คือผลจากการลงนาม ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศเมื่อเกิดความเสียหายกับภาคส่วนต่าง ๆ แล้ว การเยียวยา ก็ไม่เปึนธรรมและไม่ทั่วถึง แม้ว่าการลงนามในบางสัญญาจะเกิดขึ้นเปึนเวลา ๔-๕ ป้แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรในกรณีการค้าเสรีไทย-จีน และไทย-สหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จากปัญหาเหล่านั้นจึงนํามาสู่การเพิ่ม บทบัญญัติในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่ให้ความสําคัญกับสนธิสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีความผูกพัน ต่อการค้าและการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ นอกจาก ๒ ลักษณะของสัญญาที่ได้บรรจุเพิ่มขึ้นในมาตรา ๑๙๐ นี้ ในมาตรา ๑๙๐ ยังให้ ความสําคัญกับการให้โอกาสประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามีส่วนในการรับรู้ และแสดงความคิดเห็น นั่นก็หมายถึงว่า มาตรา ๑๙๐ นี้เปึนการต่อยอดมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ และทําให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากขึ้นโดยหลักการ ที่ว่าให้อํานาจแก่ฝ์ายนิติบัญญัติในการถ่วงดุลอํานาจฝ์ายบริหาร ให้การบริหารของฝ์าย คณะรัฐบาลและนิติบัญญัติมีความโปร่งใส และสุดท้ายคือหลักการการมีส่วนร่วม ของประชาชน ถ้าเราดําเนินการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ อะไรจะเปึนเครื่องรับประกันว่า เจตนารมณ์ดี ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๙๐ นี้จะยังคงอยู่ ในส่วนที่เสนอให้มีการแก้ไขคําว่า ประเภทหนังสือสัญญานั้น ดิฉันในฐานะที่เปึนผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ขั้นตอน และวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ดิฉันขอรับประกันได้ว่า ไม่มีความจําเปึนค่ะ เพราะว่าความชัดเจนต่อข้อสงสัยในข้อบทที่เขียนไว้ว่า นัยสําคัญ กับกว้างขวาง เราสามารถสร้างความชัดเจนด้วยการกําหนดนิยามของคําว่า หนังสือสัญญา ในร่างพระราชบัญญัติที่ดิฉันและพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอต่อสภาไป แล้วได้มีการให้ความชัดเจน มีการกําหนดนิยามว่า หนังสือสัญญาลักษณะใดที่มี ความจําเปึนที่จะต้องเสนอให้สภาพิจารณานะคะ ที่สําคัญไปกว่านั้นแม้ว่าเราจะมี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นก็ไม่ได้เปึนข้อสรุปว่าความชัดเจนและ การตัดสินใจนั้นจะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องตามมา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องมาพร้อมกับกลไกของรัฐสภา ทุกวันนี้สิ่งที่มันยังติดขัด ที่มันเปึนปัญหาก็คือ ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจ คณะรัฐมนตรีก็ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะเกรงว่าจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องมาควบคู่กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็คือ กลไกของรัฐสภา
ดังที่ดิฉันได้พูดไปตอนแรกแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนฉบับที่ให้เกียรติ ให้ความสําคัญกับสภานิติบัญญัติเปึนอย่างยิ่ง ดังนั้นเราควรที่จะใช้โอกาสอันสําคัญนี้ แสดงบทบาทในการที่จะมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เราคงไม่ใช่มีบทบาทเพียงแค่ทักท้วงว่า เรื่องใดที่จะผิดต่อรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เราควรจะที่เข้ามามีบทบาทในการกลั่นกรอง เบื้องต้นว่า เอกสารสนธิสัญญาใดควรที่จะได้รับการนําเสนอการพิจารณาเข้าสู่สภา ดังนั้นดิฉันจึงขอเรียนยืนยันท่านประธานว่า ปัญหาและข้อกังวลใจต่าง ๆ ต่อกรณี มาตรา ๑๙๐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีความจําเปึนค่ะ และถ้าเราอยากที่จะก้าวผ่าน อุปสรรคต่าง ๆ ที่สมาชิกทุกท่านได้ประสบกันมาก็คือ การพิจารณาร่วมกันของรัฐสภา แต่ละครั้งเราต้องลงมติภายใน ๑ วัน ๒๐-๓๐ ฉบับ ทําให้การทํางานของสภาไม่มี ประสิทธิภาพ วิธีเดียวที่จะแก้ไขได้ ก็คือการเร่งออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือ สัญญา แล้วก็ต้องมีกลไกของรัฐสภาเกิดขึ้น เพื่อที่จะเปึนกลไกเบื้องต้นในการกลั่นกรอง พิจารณาว่าหนังสือสัญญาใด ควรที่จะนําเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อย่าปล่อยให้เปึน ภาระของส่วนงานราชการ หรือว่าเปึนภาระของคณะรัฐมนตรีแต่เพียงฝ์ายเดียว ขอบคุณค่ะ