อลงกต มณีกาศ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 เกี่ยวกับเขตเลือกตั้ง และที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องการกลับไปใช้เขตเล็กและเขตเดียวเพื่อให้สามารถสัมผัสความเดือดร้อนของประชาชนทุกพื้นที่ได้ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการเมืองของประเทศไทย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขออนุญาตชื่นชม คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ได้หาทางออกให้กับประเทศในการแก้ไขวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นว่าทางออกที่ทางคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอนั้นนะครับ ถ้าทํากันอย่างจริงจัง ทุกฝ์ายผมเชื่อมั่นว่าประเทศชาติของเราคงจะผ่านพ้นวิกฤติในช่วงนี้ไปได้ แต่สิ่งหนึ่งแล้ว ผมอยากฝากไปถึงรัฐบาลครับว่าหลังจากที่ท่านรับเรื่องนี้ตั้ง ๒ เดือนกว่า ๆ แล้ว แต่ยัง ไม่เห็นผลงานด้านความสมานฉันท์เปึนรูปธรรมนามธรรมอย่างชัดเจน การสร้าง ความสมานฉันท์นั้นเท่าที่ผมดูในข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นคงต้องใช้เวลา ทําครั้งเดียวก็คงจะไม่ได้ผล กว่าจะสร้างความยั่งยืน ผมอยากจะเปรียบในเรื่องของการเมืองกับการกีฬา จริง ๆ แล้ว นักกีฬากับนักการเมืองน่าจะคล้าย ๆ กัน แต่นักกีฬาเขามีปรัชญาอยู่ว่ารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แต่ในทางการเมืองผู้แพ้ก็จะพยายามโวย ส่วนผู้ชนะก็จะพยายามเหยียบย่ําเพื่อไม่ให้ผู้แพ้ ได้มีโอกาสแก้ตัว แต่ถ้าเมื่อไรบ้านเมืองของเราเหมือนประเทศที่เจริญแล้ว นักการเมือง มีการพัฒนาคุณภาพเหมือนนักกีฬารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมคิดว่าแนวทางการสมานฉันท์นั้น ไม่จําเปึนต้องทําก็เกิดขึ้นมาได้ ผมมีความเชื่ออยู่อย่างครับท่านประธานว่าต้นเหตุ ของการเกิดวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเปึนการแบ่งสี แบ่งฝ์าย แบ่งขั้วต่าง ๆ มาจากผลพวงของรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ผมเองมาจากจังหวัดนครพนมเปึนจังหวัดที่ ติดอันดับหนึ่งของประเทศในเรื่องของการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ หรือโนโหวต ส่วนตัวผมเองตอนนั้นผมเปึนข้าราชการอยู่ ผมก็ไปโดยความเชื่อว่า มีผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองพูดเสมอครับว่าให้รับร่างฉบับนี้ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขกัน ทีหลัง ซึ่งพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครพนมผมก็ได้สอบถามหลายต่อหลายท่าน ถามเรื่องของเนื้อหา เรื่องของรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านเขาไม่รู้หรอกครับ อันนี้เรียนด้วยความสัตย์จริง แต่ชาวบ้านสงสัยและเคลือบแคลงที่มาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ บางคนก็บอกว่าไม่อยากจะรับร่างนี้ เพราะว่าเปึนร่างที่มาจากเผด็จการ ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ซึ่งสุดท้ายครับหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็เหมือนที่ท่านทั้งหลายได้ทราบกันเกิดปัญหาหลายต่อหลายอย่าง พี่น้องประชาชน ก็เข้าใจไปคนละแบบ ความคิดแตกแยกกัน บางคนบอกว่ามี ๒ มาตรฐานบ้าง บางคน บอกว่ากติกามันไม่เปึนธรรมบ้าง แล้วบางคนก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมุ่งที่จะไป ทําลายล้างอีกฝ์ายหนึ่งบ้าง ฉะนั้นแล้วผมถือว่าวันนี้ที่ประชุมแห่งนี้ในรัฐสภาจําเปึนอย่างยิ่ง ที่จะหาทางออกให้กับประเทศชาติโดยการที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่เกิด ผมเชื่อมั่นว่าความสมานฉันท์นั้นคงจะไม่กลับมาอย่างแน่นอน เนื่องจากว่าเปึนความเชื่อในระดับลึก ๆ ของชาวบ้านไปแล้วว่าฉบับที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้มาจากหลักประชาธิปไตย ขัดหลักต่อความรู้สึกของชาวบ้านนะครับ และในที่ประชุมของพรรคเพื่อแผ่นดินของกระผมได้มีการประชุมหารือกันหลายรอบ สิ่งหนึ่งที่ในที่ประชุมได้สรุปเปึนมติของพรรคอยากจะให้แก้ ๒ ประเด็นที่มีความเห็น ตรงกัน ก็คือในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ กับที่มาของ ส.ส. ซึ่งก็สอดคล้องกับในพื้นที่ ของจังหวัดนครพนมและหลายจังหวัดของอีสานที่เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เสนอกันในที่ประชุมว่าอยากจะได้กลับไปใช้เขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนแต่ก่อน สืบเนื่องจากว่าเขตกว้างใหญ่มาก พี่น้องประชาชนแทบจะไม่ได้พบ ส.ส. ได้พบแค่ ผู้แทนของผู้แทน ผู้แทนของผู้แทนก็คือตัวแทนของ ส.ส. นั่นเอง ส.ส. ตัวจริงแทบจะ ไม่ได้พบนะครับ การที่จะไปสัมผัสความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมันลงไปไม่ครบ ทุกพื้นที่ ผมเปรียบเสมือนกับพี่น้องประชาชนไปใช้บริการที่โรงพยาบาลครับ เขตใหญ่ เหมือนกับโรงพยาบาลทั้งจังหวัดมีอยู่โรงพยาบาลเดียว การที่ชาวบ้านจะไปใช้บริการมัน ยากลําบากเหลือเกิน แต่ถ้าเขตเล็กเปรียบเสมือนกับกระจายโรงพยาบาลไปยังอําเภอต่าง ๆ มีโรงพยาบาลชุมชน ชาวบ้านก็สามารถเข้าถึงง่าย สามารถไปใช้บริการได้ง่ายแล้วก็สะดวก ทาง ส.ส. หรือทาง ผู้แทนราษฎรก็สามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างใกล้ชิดและมีความผูกพัน สามารถ ทราบถึงปัญหา ทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
อีกเรื่องหนึ่งก็อย่างที่หลายท่านได้กราบเรียนว่า การที่เขตเดียวเบอร์เดียวนั้น มันถูกกับหลักสากลหรือหลักประชาธิปไตยที่ว่า ๑ คนสามารถเลือกได้เท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดเล็กหรือว่าจังหวัดใหญ่ ส่วนในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ เมื่อกี้ ท่านไชยยศก็ได้อภิปรายไปแล้วก็ขอไม่อภิปรายตรงนี้นะครับ ในส่วนของรายงานเกี่ยวกับ กระบวนการสมานฉันท์ทั้งหมดมีข้อเสนอดี ๆ หลายต่อหลายอย่าง ซึ่งการที่จะเดินทาง ไปสู่หนทางแห่งสมานฉันท์นั้นคงจะต้องให้รัฐบาลเปึนเจ้าภาพใหญ่ ซึ่งตามจริงแล้วพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนคงต้องมีส่วนร่วมในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศชาติตรงนี้ด้วย แต่ถ้าขาดเจ้าภาพใหญ่ก็คงจะงานไม่ต่อเนื่องแล้วก็จะไม่ยั่งยืน ส่วนในเรื่องของ แนวทางการปฏิรูปการเมืองนั้นผมก็ยังเชื่อว่ารัฐบาลก็คงจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการ พัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนได้มีการพัฒนาในเรื่องของการเมือง ได้มี ส่วนร่วมกับการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเรื่องของ เงินไม่มากาไม่เปึน ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ อย่างบางพื้นที่ยังมีอยู่แม้กระทั่งเลือก อบต. ที่ผ่านมาก็ตาม หรือในเรื่อง ของค่านิยมที่ผิด ๆ ของหลาย ๆ สถาบัน นักเรียน นักศึกษา หรือแม้กระทั่งชาวบ้าน ระดับรากหญ้าก็ยังมองเห็นว่าคนรวยหรือคนที่ได้เงินมาจากการทุจริตนั้นถือว่าเปึนเรื่องที่ สังคมให้อภัยได้ ซึ่งผมคิดว่าเปึนผลเสียระยะยาวอย่างยิ่งสําหรับการพัฒนาการเมือง ในประเทศไทย ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชุดนี้เพื่อจะได้ หาทางออกให้กับประเทศชาติ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ที่ให้โอกาสผมอภิปรายในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ