รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปทางการเมืองและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิถีประชาธิปไตยของไทย

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ก็ได้นําเข้าสู่เวทีของการถกเถียงในรัฐสภา แล้วก็มี บทสรุปรวบยอดที่สําคัญก็คือข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นสําคัญ ซึ่งก็ มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง แล้วผมก็เชื่อว่าจะนําไปสู่ข้อสรุปที่มีผลในทางปฏิบัติ ในที่สุด แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมในวันนี้ สังคมไทยกําลังรอคอยความปกติ ของการเมือง การปกครอง ให้กลับสู่ประเทศอีกครั้งหนึ่ง มีข้อสังเกตว่า เมื่อคณะกรรมการ สมานฉันท์หยิบยื่นแนวทางที่จะไปสู่ความปกตินั้นด้วยข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น คําถามก็คือว่า สิ่งนี้เปึนคําตอบสําหรับประเทศไทยใช่หรือไม่ ดังเมื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นนี้แล้ว จะมีหลักประกันอะไรว่าประเทศจะกลับไปสู่ความปกติ อย่างที่ทุกคนมุ่งหวัง แก้รัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นนั้นแล้วจะมีหลักประกันอะไรว่า สังคมไทยจะหลุดพ้นจากวังวนของความขัดแย้งเดิม ๆ จากความไร้สมานฉันท์ ที่เราเผชิญกัน แก้รัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็นแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ กลับไปสู่วังวนของการซื้อเสียง แบบใหม่ มีนักการเมืองหน้าเก่า ๆ อยู่ภายใต้กรอบวิธีคิด วิธีการทํางานทางการเมือง แบบเก่า ๆ แบบนั้นจะทําให้เราหลุดพ้นจากภาวะที่เราหวาดวิตก แล้วก็วิกฤติอย่างที่เรา เผชิญกันอยู่หรือไม่ แท้จริงแล้วการที่จะนําความปกติกลับสู่สังคมของเราได้น่าที่จะมี ทางออกที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือการปฏิรูปทางการเมือง ในรายงานของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้เสนอกรอบความคิด เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองไว้หลายมิตินะครับ ทั้งเรื่องของโครงสร้างอํานาจทางการเมือง การบริหารและเศรษฐกิจ เรื่องของวัฒนธรรมทางการเมือง เรื่องของบทบาทการเมือง ของภาคส่วนต่าง ๆ และเรื่องของหลักนิติธรรมที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งต้องขอชื่นชมในที่นี้ไว้ด้วยว่าคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แตกประเด็นเหล่านี้และนําเสนอไว้อย่างเปึนระบบ แม้ว่าประเด็นเหล่านั้นจะดูเปึนนามธรรมก็ตาม แต่ว่าตรงนี้ละคือหัวใจสําคัญของการนํา ความปกติกลับสู่การเมืองไทยมากกว่าข้อเสนอว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๖ ประเด็น ในรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญได้พูดถึงและให้ความสําคัญเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคมและวิถีประชาธิปไตยของไทยและที่เปึนสากล ทั้งในระดับปัจเจกชนและชุมชน พร้อมเสนอปัญหาและแนวทางเปึนสังเขปไว้ ผมให้ความ สนใจกับเรื่องบทบาทการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชนกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บอกว่าแนวทางที่ถูกต้องก็คือต้องมีการปฏิรูปสื่อ แต่ในรายงานของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบอกว่าการปฏิรูปสื่อ เขียนไว้บอกว่า ให้เปึนช่องทางสะท้อนปัญหาและเสนอทางออกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทางสังคมและการเมืองอย่างแท้จริงนะครับ โดยให้รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง หรือดําเนินงานของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ โดยให้จัดสรรงบประมาณประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของรัฐผ่านสื่อต่าง ๆ และต้องเปึนไปอย่างเปึนธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ รัฐต้องให้ การคุ้มครองสวัสดิภาพของการประกอบวิชาชีพ ซึ่งอ่านแล้วก็มีส่วนที่เห็นด้วยและมีส่วนที่ ขัดใจอยู่มากพอสมควร เพราะนั่นมันไม่ใช่แนวทางของการปฏิรูปสื่อที่แท้จริง การปฏิรูปสื่อ เพื่อให้ทําหน้าที่เพียงแค่นั้นมันไม่เพียงพอครับ มันเปึนเพียงแค่การไปแตะ ๆ แล้วก็เห็นว่า นี่คือสภาพที่เราจะใช้สื่ออย่างไรในการที่จะใช้ในการพัฒนาประชาธิปไตย แท้จริงแล้ว การปฏิรูปสื่อนั้นก็คือการที่ทําให้สื่อมีสํานึกในการพัฒนาประชาธิปไตยด้วยตัวเอง ไม่ใช่การไปซื้อเครื่องมือมาใช้ในการไปพัฒนาประชาธิปไตยอย่างที่คณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นําเสนอมา ความจริงแล้วการปฏิรูปทางการเมืองไม่อาจที่จะสําเร็จได้ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มีการปฏิรูป สื่อสารมวลชน เราละเลยบทบาทของสื่อสารมวลชนไปไม่ได้ เพราะนี่เปึนโรงเรียน ที่ใหญ่ที่สุด เปึนครูที่สอนประชาธิปไตยกับคนทั้งประเทศ ถ้าบทบาทของสื่อมวลชน ถูกละเลยและบทบาทของสื่อมวลชนอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ไม่สามารถเปึนครูในการ พัฒนาประชาธิปไตยได้ การปฏิรูปการเมืองก็ไม่มีความหมาย วันนี้ต้องยอมรับว่าบทบาท ของสื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤติและก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่ามีความอ่อนแอ ในระบบ ของสื่อสารมวลชนของเราทั้งระบบ ผมยืนยันและอยากจะย้ําว่าสภาพของสื่อสารมวลชน ในประเทศไทยอยู่ในภาวะที่อ่อนแอและน่าเปึนห่วงอย่างยิ่ง และเปึนอุปสรรคสําคัญ ที่จะนําไปสู่การปฏิรูปการเมืองในอนาคต นับตั้งแต่วงการสื่อเราต้องเผชิญกับปัญหา วิกฤติทางเศรษฐกิจ ต้องเผชิญกับปัญหาอํานาจทุนทางธุรกิจ ทางการเมืองที่จ้องที่จะใช้ สื่อเปึนเครื่องมือในการไปบรรลุเปัาหมายทางการเมือง รวมทั้งสภาพปัญหาที่สลับซับซ้อน ของสังคม ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องการเมืองต่าง ๆ ทําให้สื่อพัฒนาไป อย่างเชื่องช้าและถูกทําให้อ่อนแอ ง่อยเปลี้ยเสียขาและมีสภาพที่ตกต่ําในเรื่องของ มาตรฐานทางวิชาชีพอย่างมาก สังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องปัญหาจริยธรรม คุณธรรม ของสื่อสารมวลชนในสถานการณ์วิกฤติหลายสถานการณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการศึกษาและเฝัาระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือว่ามีเดีย มอนิเตอร์ (Media Monitor) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. ได้ทํางานวิจัยอย่างละเอียดเกี่ยวกับการทํา หน้าที่ของสื่อประเภทโทรทัศน์หรือฟรีทีวี (Free TV) ในช่วงสถานการณ์ที่มีการชุมนุมทางการเมืองหลายเหตุการณ์ แล้วก็นําเสนอเปึนบทสรุปมา ที่น่าสนใจก็คือ คือเขาทําบทสรุปนี่มาหลายครั้งประมาณ ๔๐-๕๐ ครั้ง ที่เกี่ยวกับ การทําหน้าที่ของสื่อ มีบทสรุปที่น่าสนใจ ซึ่งเขายกมา ๓ เหตุการณ์ก็คือระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ถึง ๑ มิถุนายน ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๑ แล้วก็วันที่ ๘-๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ มีบทสรุปและข้อเรียกร้องที่ตรงกัน น่าสนใจก็คือว่ามีข้อเสนอแนะ ต่อการรายงานของสื่อมวลชน บอกว่าสื่อมวลชนฟรีทีวีควรลดการนําเสนอข่าวที่เน้น ประเด็นความรุนแรงของเหตุการณ์ ซึ่งอาจนําเสนอผ่านภาพข่าวภาษาพูดที่ส่งสัญญาณ ความรุนแรงในลักษณะซ้ําไปซ้ํามา หรือเน้นให้เห็นภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ นี่ก็คือการชี้ให้เห็นว่ามีความบกพร่องในเรื่องมาตรฐานวิชาชีพในการเลือกการนําเสนอ สื่อควรนําเสนอข้อมูลอย่างรัดกุม ไม่ควรนําเสนอข้อมูลที่สร้างความตระหนก แก่สาธารณชน การตั้งคําถามของสื่อมวลชนควรเปึนไปในลักษณะที่ไม่สร้างแตกแยก เน้นคําถามที่หาทางออกของสถานการณ์ ถามเพื่อหาคําตอบ เพื่อลดความรุนแรง ของเหตุการณ์ สื่อควรจะเน้นการรายงานข่าวเชิงตีความวิเคราะห์ที่จะให้ข้อมูลอธิบาย สาระสําคัญของเหตุการณ์ที่เน้นการตอบคําถามว่า ทําไมมากกว่าที่จะอธิบายว่า ใครทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร นี่คือบทบาทของสื่อที่คิดว่ามีปัญหาในสถานการณ์ ที่เกิดวิกฤติทางการเมือง ท่านประธานครับวันนี้น่าสนใจก็คือเรื่องของการเลือกใช้ แหล่งข่าวที่นํามาประกอบในการรายงานข่าว เราพบว่ามีการพูดกันบอกว่า ในประเทศนี้ ใครก็มีโอกาสเปึนข่าวได้ถ้ารู้จักสร้างข่าว นี่ถือว่าเปึนการตบหน้าคนในวงการ สื่อสารมวลชนอย่างรุนแรงที่สุด เพราะอะไรครับ เพราะว่าพูดกันได้อย่างเสรี แล้วก็ ถูกนําเสนอกันในสื่ออย่างที่ไม่มีการกลั่นกรอง ในทางวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน บทบาทของสื่อสารมวลชน การกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารก่อนออกไปสู่สาธารณะ เปึนบทบาทที่มีความสําคัญมาก เรียกว่าเปึนบทบาทของนายทวารข่าวสาร แต่ปัจจุบันนี้ บทบาทนี้หายไป ใครที่คิดจะมีชื่อ มีเสียงอยู่ในสื่อก็สามารถที่จะสร้างเหตุการณ์ แล้วสามารถที่จะเปึนข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ บนจอโทรทัศน์หรือบนคลื่นวิทยุได้ นี่เปึนเรื่องที่อันตรายมาก ท่านประธานครับ การอ้างเพียงว่าเสรีภาพ โดยปฏิเสธ ความรับผิดชอบต่อสังคมก็เปึนประเด็นที่เปึนปัญหาสําหรับสื่อมวลชน ในวันนี้เราเห็น นักจัดรายการวิทยุอิสระบางรายที่ต่อสายที่จะโทรศัพท์คุยกับใคร มาออกรายการสด เมื่อไรก็ได้ พูดในประเด็นอะไรก็ได้ สร้างความเสียหายอย่างไรก็ได้ อ้างเพียงว่า นี่คือเสรีภาพ ความเปึนนักสื่อสารมวลชน แต่ไม่ตระหนักว่าสิ่งที่ได้นําเสนอออกไปสู่ สาธารณชนนั้นมันได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมมากแค่ไหน ท่านประธานครับ สถานการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้ในองค์กรสื่อเองก็ถูกความคิด ๒ ฝ์ายเข้าไป ครอบงํา เกิดปรากฎการณ์ที่มีนักข่าวเสื้อแดงอยู่ในองค์กรสื่อโทรทัศน์บางแห่ง และออกมาไชโยโห่ร้องเมื่อมีการล้มการประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนที่พัทยา มีปรากฏการณ์นักข่าวเสื้อเหลือง เสื้อแดงประจันหน้ากันในกองบรรณาธิการหรือในกองข่าว ซึ่งเปึนเรื่องที่เสียหายมาก เพราะฉะนั้นแนวทางที่จะก่อให้เกิดการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ทั้งระบบได้ ผมคิดว่ามีข้อเสนอสั้น ๆ นิดเดียวสมาคมวิชาชีพสื่อเองจะต้องกลับไปทบทวน ผู้คนในแวดวงนี้เพื่อที่จะฟุ๋นหลักจรรยาบรรณ จรรยาวิชาชีพขึ้นมา องค์กรสื่อแต่ละองค์กร ต้องย้อนถามตัวเอง ต้องเข้มข้นในมาตรฐานทางวิชาชีพของตัวเองในเรื่องความถูกต้อง ความเที่ยงธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝ์ายการเมือง หรือนักการเมืองที่จะมุ่งหาผลประโยชน์จากการใช้สื่อ ผู้ปฏิบัติงานสื่อเองต้องเข้มแข็ง ต้องยืนหยัดความเปึนอิสระในจิตวิญญาณของความเปึนนักวิชาชีพสื่อสารมวลชน สิ่งนี้จะต้องตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลา สําคัญที่สุดก็คือ พี่น้องประชาชนผู้บริโภค สื่อจะต้องก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง และต้องก้าวให้ทันกับความรู้ทัน สื่อสารมวลชนที่จะนําเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อไม่ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นถูกชักจูง ถูกบิดเบือน ไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ ผมก็ขอนําเสนอประเด็นไว้สําหรับคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้โปรดนําเรื่องนี้ไปพิจารณา ทบทวนเพื่อให้การปฏิรูปการเมืองเปึนไปอย่างสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ