ดิเรก เสนอแนวทางปฏิรูปการเมือง โดยเน้นแก้ไขปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความแตกแยกในภาคและถึงครัวเรือน พร้อมเสนอกรุ๊ปการปฏิรูปการเมือง โดยแบ่งหมวดและขยายผลในหัวข้อ 4 ประการ และเรียกร้องให้ความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการออกกฎหมาย รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝัืง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี และสมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมจะขออนุญาตสรุปแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป การเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เราได้ทํางานกันเสร็จสิ้นหลังจาก ที่ท่านประธานรัฐสภาได้ออกคําสั่งมอบภารกิจให้แล้ว เพื่อให้ท่านสมาชิกทุกท่าน ได้กรุณาทราบถึงรายละเอียดที่ไปที่มาในหนังสือรายงานของคณะกรรมการที่อยู่ในมือ ของทุกท่านแล้ว
คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ชุดนี้ได้รับแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประธาน รัฐสภา และประธานวุฒิสภา เพื่อที่จะแก้ปัญหาทางด้านการเมือง ซึ่งในช่วงนั้นพี่น้อง ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคงจะเห็นนะครับว่ามันเปึนวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่เคย เกิดขึ้นก่อนในประเทศไทยขนาดนั้น ที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นก่อนในประเทศไทยขนาดนั้น ก็เพราะว่ามันเกิดความแตกแยกกันไปเปึนภาค และไปถึงครัวเรือน สามี ภรรยา ใส่เสื้อ คนละสีทะเลาะกัน
-๑๓/๑ ลูกเต้าวุ่นวายกันไปหมดในครอบครัว ภาวะนั้นมันเปึนภาวะที่เปึนที่วิตกทุกข์ร้อน ของคนไทยทั้งประเทศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านประธานรัฐสภาและท่านประธาน วุฒิสภา มีความเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าเราไม่รีบแก้ไขวิกฤตินี้ ปัญหาอย่างอื่นก็จะติดตามมา ประเทศไทยเราก็จะประสบปัญหาหลายประการที่พี่น้องคนไทยไม่อยากเห็น ฉะนั้นเมื่อ คณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เลือกให้ผมเปึนประธาน คณะกรรมการ เราประชุมวันแรกได้แบ่งคณะอนุกรรมการออกเปึน ๓ คณะอนุกรรมการ ของคณะกรรมการชุดนี้ คณะอนุกรรมการที่ ๑ ก็คือ คณะอนุกรรมการหาแนวทาง สร้างความสมานฉันท์ คณะอนุกรรมการที่ ๒ ก็คือ แนวทางการปฏิรูปการเมือง คณะอนุกรรมการที่ ๓ ก็คือแนวทางการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ คณะอนุกรรมการนั้น ก่อนที่จะทํางานผมได้ทําความเข้าใจกับคณะกรรมการ ทุกท่านว่า ในการทํางานที่จะนําไปสู่ความสําเร็จแห่งการสมานฉันท์นั้น ทุกคน ต้องเลิกความคิดเก่า ๆ เสีย ความคิดเก่าคืออะไร ความคิดเก่าที่ว่าอ้ายนี่ก็ของเรา อ้ายนี่ ก็ของเรา พรรคพวกเรา พรรคเรา รัฐธรรมนูญของเราใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ความคิดต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องเลิก ถ้าเราจะต้องการสมานฉันท์สร้างบ้านเมืองให้สงบสุข เปลี่ยนความคิดใหม่เสีย ความคิดใหม่ก็คือประเทศไทยเปึนของเรา เราจะต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้ ผมได้ให้ แนวคิดนี้กับคณะกรรมการทุกคน ถ้าเราคิดว่าประเทศเปึนของเรา เราจะต้องช่วยกัน แก้ปัญหาให้ได้ ทุกคนต้องถอยหลังกันคนละก้าวสองก้าว ตั้งสติให้ดี เอาประเทศ เปึนตัวตั้งช่วยกันคิด ช่วยกันพิจารณา เราก็จะสามารถแก้ปัญหาให้ประเทศชาติลุล่วง ไปได้ หลังจากนั้นเราได้มีแนวปฏิบัติร่วมกันว่า ทุกคณะอนุกรรมการจะต้องทํางานด้วย ความเปึนธรรม เปึนกลาง และโปร่งใส ภายใต้ปรัชญาเดียวกันว่า ถ้าความเปึนธรรมไม่มี ความสามัคคีจะเกิดขึ้นในชาติไม่ได้ ผมได้มอบภารกิจให้กับประธานคณะอนุกรรมการทั้ง ๓ ท่านว่า คุณคิดอะไรก็ได้ คุณคิดอะไรออกมา แต่ขอให้คุณยึดหลักแห่งความเปึนธรรม เปึนกลาง แล้วก็โปร่งใส เปึนหลักในการนํามาสู่การพิจารณา ทั้ง ๓ คณะอนุกรรมการ ก็นําไปสู่การพิจารณาตามแนวทางที่เราได้กําหนดให้ ก็คือเรื่องของความเปึนธรรม และคณะกรรมการทั้ง ๓๙ คนนั้น ไม่ได้คิด ไม่ได้ทําเฉพาะ ๓๙ คน หลังจากประชุมวันแรก ผมได้เป่ดเว็บไซต์ให้พี่น้องประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเข้ามา นอกจากเป่ดเว็บไซต์แล้ว ผมกลัวว่าคนจะใช้เว็บไซต์ที่ยังคุ้นเคยกับการใช้เว็บไซต์ จะไม่เข้าใจ จะไม่สามารถจะเป่ด ให้คําแนะนํามาสู่เราได้ ผมก็เป่ดตู้ ปณ. ๗๘๙ ของรัฐสภาให้อีก นอกจากนั้นยังทําหนังสือ ไปถึงพรรคการเมืองทุกพรรค ขอให้แสดงความเห็นว่าเราจะสร้างความสมานฉันท์กัน อย่างไร ทําหนังสือไปถึงมหาวิทยาลัย ๑๐๐ กว่าแห่งที่มีอยู่ในประเทศไทย ให้ช่วยเสนอ แนวทางปฏิบัติว่าเราจะทํากันอย่างไร เราไม่ได้ทําตรงนี้เฉพาะพวกเราคณะกรรมการ ทั้ง ๓๙ คน นอกจากนั้นยังประชุมนักวิชาการอิสระไปสัมมนาเปึนระยะ ๆ และเป่ดสมัชชา ทางอากาศแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้แสดงความ คิดเห็นเข้ามาว่าเราจะมีทางในการแก้ปัญหาประเทศชาติของเราอย่างไร ใน ๓ แนวทางก็ คือการสร้างความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่เราเป่ดเว็บไซต์มาแล้ว ทุกอย่างก็เข้ามา ตู้ ปณ. เข้ามา การแสดงความคิดเห็น เข้ามา เข้ามากันเปึนระยะ ๆ มากมายเหลือเกิน คณะกรรมการทั้ง ๓ คณะอนุกรรมการก็ เอาตรงนี้เข้าไปพิจารณาตามข้อเสนอต่าง ๆ ที่ได้รับคําแนะนํามาจากพี่น้องประชาชน ผลแห่งการสรุปหลังจากที่เราได้ทํางานกันไปแล้วออกมาทั้ง ๓ อนุกรรมการ ดังนี้
อนุกรรมการที่ ๑ แนวทางการสร้างความสมานฉันท์ เราได้แนวทาง
ข้อที่ ๑ ว่าต้องลดวิวาทะ อคติ และการตอบโต้ใส่ร้ายทางการเมือง ซึ่งกันและกัน
ข้อ ๒ ฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้านควรลดเงื่อนไขความขัดแย้งเดิม และไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา
ข้อที่ ๓ เราอาศัยสื่อสารมวลชนกับการสร้างสังคมสมานฉันท์ หมายความว่าเราต้องการให้พี่น้องประชาชนที่เปึนสื่อมวลชนทั้งหลายได้ช่วยกัน ขอความกรุณาสื่อเหล่านี้ช่วยกันสร้างกระแสแห่งความสมานฉันท์ขยายไปถึงพี่น้อง ประชาชนของคนไทยทั้งประเทศ และขอร้องให้ลดพื้นที่ในการใช้สื่อที่เสนอเรื่อง ความขัดแย้งให้น้อยลง เพราะเรามุ่งเรื่องความสมานฉันท์
ข้อที่ ๔ จัดให้มีกระบวนการเจรจาเพื่อสันติ
ข้อที่ ๕ จัดสมัชชาสมานฉันท์ส่วนภูมิภาค จัดสมัชชาสมานฉันท์ ส่วนภูมิภาคหมายถึงว่า เราต้องส่งทีมงานไปสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ให้เข้าใจว่าเวลานี้รัฐบาล ประเทศไทยของเรากําลังจะนําสู่การสมานฉันท์แล้ว ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่เคยมีอยู่นั้น พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันแก้ปัญหา
ข้อที่ ๖ หลังจากที่เราได้ทํากระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เสร็จสิ้นไปแล้ว เราก็ ควรที่จะมีการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์ขึ้นมา
นี่เปึนอนุกรรมการที่ ๑ ที่ได้เสนอแนวทางสรุปนะครับ ส่วนรายละเอียด ต่าง ๆ ทั้ง ๓ อนุกรรมการนั้น อีกสักครู่หนึ่งผมจะให้ประธานอนุกรรมการได้นําเรียนชี้แจง ต่อไป
สําหรับอนุกรรมการที่ ๒ แนวทางการปฏิรูปการเมืองมีบทสรุปอยู่ ๔ หัวข้อ
ข้อที่ ๑ ก็คือปรับปรุงโครงสร้างทางอํานาจการบริหารทางการเมือง เศรษฐกิจใหม่
ข้อที่ ๒ วัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตประชาธิปไตยของคนไทย ทั้งที่เปึนสากล ในระดับประชาชน ชุมชน โดยผ่าน ระบบการศึกษา และระบบอื่น ๆ ของสังคม
ข้อที่ ๓ บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่าง ๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริม การพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เช่น ภาคพลเมือง ภาคการเมือง ภาครัฐ และภาควิชาการ
ข้อที่ ๔ หลักนิติธรรม หลักนิติธรรมและระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ส่งเสริม ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยตามหลักแห่งการเปึนสังคมนิติรัฐ
คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมืองนั้น แม้ว่าจะเสนอหัวข้อเพียง ๔ หัวข้อก็ ตาม แต่รายละเอียดใน ๔ หัวข้อนั้น เราได้จัดกรุ๊ป (Group) แบ่งหมวดเอาไว้มากมาย และสามารถที่จะขยายผลใน ๔ ข้อนี้ได้อย่างชัดเจน
พอมาถึงอนุกรรมการที่ ๓ อนุกรรมการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผม ได้กราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า เรายึดหลักของความเปึนธรรม ความเปึนกลาง และโปร่งใส พอมาเอาหลักของความเปึนธรรมเข้าไปจับในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ เราจะเห็นว่ามันมีหลายมาตราที่ไม่เปึนธรรมต่อสังคม ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๒๓๗ ซึ่งเรายกอยู่ประเด็นข้อที่ ๑ เรื่องของการยุบพรรค เรื่องของการตัดสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการพรรค เราวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าทําไมคนที่ไม่ทําความผิดจึงต้อง ไปถูกลงโทษด้วย พอเอาความเปึนธรรมเข้าจับ เราจะเห็นชัดเจนเลยว่าคณะกรรมการพรรคบางคน นั่งทํางานอยู่ตามปกติ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวเรื่องความเสียหายทั้งหลายทั้งปวงเลย วันดีคืนดี ถูกตัดสิทธิ ถูกลงโทษไปแล้ว ตรงนี้เองที่ความเปึนธรรมไม่เกิดขึ้นในมาตรา ๒๓๗ ประกอบกับการยุบพรรคนั้นโดยหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สถาบัน ทางการเมืองซึ่งมีอยู่ ๙ สถาบันนั้น พรรคการเมืองเปึนสถาบันทางการเมืองที่สําคัญที่สุด ในจํานวน ๙ สถาบันทางการเมืองโดยหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาจะต้องสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งเพื่อให้ดํารงไว้ซึ่งแนวทางในการสร้างอุดมการณ์ ของคนทั้งประเทศที่มีอุดมการณ์เดียวกัน แล้วก็เข้ามารวมกลุ่มเพื่อดําเนินการทาง การเมืองให้ได้มาซึ่งอํานาจรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นหัวใจของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยก็คือพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกสร้างให้เข้มแข็ง ไม่ใช่สลายง่ายและยุบแล้วยุบอีก นั่นหมายถึงว่าเปึนการสลายขั้วของความเปึน ประชาธิปไตยในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเกิดประเด็นที่เราเสนอให้แก้ มาตรา ๒๓๗ หลักของการออกกฎหมายทุกประเภทนั้น ออกกฎหมายมาเพื่อปัองกัน ไม่ให้คนกระทําความผิด เปึนการปัองกัน และเมื่อคนกระทําความผิดแล้วก็จะต้อง ถูกลงโทษตามตัวบทกฎหมายที่กําหนดไว้ นี่คือหลักหนึ่งของการออกกฎหมาย แต่ทําไม ในมาตรา ๒๓๗ คนที่เขาไม่ได้ทําความผิดมันจึงถูกลงโทษด้วย ตรงนี้เองที่คณะกรรมการ ได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้ว จึงได้เสนอในมาตรา ๒๓๗ และมันก็สอดคล้องกับที่เรา ได้จากเว็บไซต์ เราได้จากตู้ ปณ. เราได้จากการไปสัมมนา แล้วเราได้จากสมัชชา ทางอากาศ ซึ่งเราปล่อยให้คนได้เสนอแนวทางมาแล้วเราก็จดประเด็น จับประเด็นเหล่านี้ เอาไว้
เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ แนวทางของ ๓ คณะอนุกรรมการนั้น เมื่อเราได้กระทํา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยความตั้งใจท่ามกลางกระแสความคิดที่ แตกแยก ความคิดที่ไปคนละทิศคนละทาง แต่ทุกคนมีความคิดเดียวกันว่าแม้ว่าจะ แตกแยกทางความคิดเรื่องแนวทาง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคน คณะกรรมการทุกคนมีความเห็น พ้องต้องกันก็คือว่าอยากเห็นบ้านเมืองสมานฉันท์ เพราะฉะนั้นความคิดที่แตกแยกเราจึง เอาความเปึนธรรมเข้าจับ เราสามารถเอาความคิดที่แตกแยกนั้น ค่อย ๆ สรุปประเด็นมา เปึนกลาง ๆ แล้วสรุปมาเปึนเอกสารฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วนในแนวทางที่เราจะช่วยกัน สร้างความสมานฉันท์ให้กับบ้านเมืองนี้ ผมได้นําเสนอรายงานฉบับนี้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมที่ผ่านมา ถึงวันนี้วันที่ ๑๖ ครบพอดี ๒ เดือน ในขณะเดียวกัน ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ ได้มีกระแสพุ่งไปที่รัฐบาล ได้มีกระแสพุ่งมาที่ตัวผมเองว่าเราจะเริ่มสมานฉันท์ เราจะเริ่ม ทํางานกันเมื่อไร ผมเองก็ได้แต่ตอบแทนรัฐบาลไปบ้าง ตอบแทนตัวเองที่ถูกกระแส พุ่งเข้ามาบ้างว่าขอให้ใจเย็นไว้ เพราะเจตนาเดิมเราต้องการที่จะสร้างความสมานฉันท์ ช้าหรือเร็วนั้นเปึนส่วนหนึ่งที่รัฐบาลกับท่านประธานรัฐสภาจะต้องช่วยกันพิจารณาว่า จะดําเนินการแค่ไหนอย่างไร วันนี้เราได้เป่ดอภิปรายร่วม ได้นําเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม ในรัฐสภาแล้ว ถือว่าเปึนการเริ่มต้นที่ดี ผมได้ให้คําแนะนํากับวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ์าย ให้คําแนะนํากับรัฐบาลผ่านทางสื่อว่าผมอยากให้รัฐบาลได้ทําพร้อมกันไป ทั้ง ๓ คณะอนุกรรมการ โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการที่ ๑ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีท่านเริ่ม แสดงออกซึ่งต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ตามแนวทางคณะอนุกรรมการที่ ๑ แล้ว ผมเชื่อว่ามันจะลดกระแสกดดันต่าง ๆ ลงไปได้ เป่ดการคุยกัน เจรจากัน เอาคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ ขึ้นมา คณะอนุกรรมการชุดที่ ๒ ขึ้นมา และในที่สุดมาถึงคณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ มันก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ ทําให้เรา จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในบทสรุปเราได้เสนอไว้ชัดเจนว่าในเบื้องต้นเราแก้เพียง ๖ ประเด็น แต่ในระยะยาวเราเสนอให้ตั้ง สสร. ๓ เพื่อศึกษารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ใหม่ ทั้งฉบับ ซึ่งผมคงไม่ต้องพูดที่ไปที่มาและความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงที่มีต่อพี่น้องคนไทย และนักการเมืองในสภาแห่งนี้ว่ามีความรู้สึกอย่างไร แต่ขอยืนยันว่า ถ้าประเทศเรา ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจะต้องมาในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ มาด้วยคนหนึ่งคนใด กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเปึนคนสร้างเปึนคนทํา แล้วนั่นละเราจะจรรโลง ระบอบประชาธิปไตยของเราได้ บทสรุปเราได้เสนอเอาไว้ชัดเจน แม้ว่าจะไม่ใช่เขียนแบบ เชิงวิชาการที่สวยงาม แต่เราก็เขียนขึ้นจากทุกคนที่ยอมรับในบทสรุปแห่งนี้แล้ว จึงขอฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า วันนี้เราต้องเริ่มต้นสมานฉันท์กันแล้ว ถ้าเราไม่เริ่มต้น สมานฉันท์ ผมทายไว้ได้เลยว่าประเทศชาติเราจะประสบปัญหาอย่างรุนแรง อย่างที่ ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ฝากถึงท่านประธาน ฝากถึงรัฐบาลผ่านท่านประธานรัฐสภา ด้วย
ผมจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ เพียงแค่นี้ และขออนุญาตให้ประธาน อนุกรรมการทั้ง ๓ อนุกรรมการ เริ่มตั้งแต่อนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางสร้าง ความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ท่านตวง ได้นําเสนอรายละเอียดต่อ ตามด้วย อนุกรรมการที่ ๒ ท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ และอนุกรรมการที่ ๓ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กราบขอบพระคุณครับ