อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาที่ค้างคามา รวมถึงการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อความเป็นธรรมและความสามัคคีของทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังพูดถึงการบริหารประเทศในระบบรัฐสภาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่เลือกข้างหรือเลือกขั้ว และมุ่งหวังที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ท่านประธานที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับ ที่ได้กรุณาให้ความคิดเห็นในเรื่องของการจัดทํานโยบายของรัฐบาล รวมทั้งสถานการณ์ ของบ้านเมืองครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาให้กระชับที่สุดนะครับ เพื่อที่จะได้กราบเรียนเพื่อชี้แจงในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายถึง
ประการแรก ในเรื่องของนโยบาย ซึ่งมีท่านสมาชิกได้พูดว่าอาจจะ ไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ๆ นัก ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การจัดทํานโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ผมคิดว่ามันมีโจทย์หรือมีตัวตั้งอยู่ ๒ ตัว ที่ไม่ว่า รัฐบาลไหนเข้ามาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ โจทย์ข้อแรกก็คือว่าแนวนโยบายพื้นฐานที่กําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญเหมือนเปึนบทบังคับ ซึ่งทําให้นโยบายส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน รัฐบาลไม่ว่าจะชุดไหนเข้ามาดําเนินการก็คงจะดําเนินการไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แทบจะกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนกับกําหนดสิ่งเหล่านี้ไว้เปึนวาระแห่งชาติ ในตัว
ประการที่ ๒ ก็คือว่า โจทย์ที่สําคัญที่สุดในการกําหนดนโยบายของรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นสภาพปัญหาของประเทศ ปัจจุบันนี้เรามีกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกา ในเรื่องของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ที่กําหนดไว้ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีต้องมีการรายงานสภาพประเทศหรือปัญหาของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง นั่นคือจุดที่เปึนจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลจะต้องมา แก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าตรงนี้อาจจะทําให้ความแตกต่างในเชิงนโยบาย มีไม่มากนัก แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วผมคิดว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็ดี หรือถ้าท่าน จะกรุณาไปดูรายละเอียดของนโยบายในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเปึนการศึกษา ไม่ว่าจะเปึน สาธารณสุข ไม่ว่าจะเปึนเศรษฐกิจ ก็จะมีจุดเน้นที่แตกต่างกันไป สําหรับโครงการ ทั้งหลายซึ่งบังเอิญมีการพูดถึงว่าเปึนโครงการประชานิยม ก็กราบเรียนว่าวันนี้อย่าพูดถึง รัฐบาลไทยในแต่ละชุดเลยครับ ทั่วโลกทุกรัฐบาลต้องทําเหมือนกัน เพราะเวลานี้หลังจาก วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หรือวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในระดับโลกแล้ว ทั่วโลก สหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย ที่เปึนประเทศใหญ่ ๆ ต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไม่แตกต่าง จากกัน และแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดก็คือการเอาเงินไปใส่กระเปิาของประชาชน ให้เร็วที่สุดเพื่อรักษากําลังซื้อไม่ให้เศรษฐกิจถดถอย ไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็กราบเรียนว่าคงไม่ใช่การถกเถียงว่าเปึนประชานิยมหรือไม่ แต่เปึนความจําเปึน เร่งด่วนที่จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการทําให้เงินของภาครัฐและภาคเอกชน กลับไปหมุนเวียนให้มากที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากจะเรียนยืนยันว่าผมได้เพิ่มหลักอีก ๒ หลัก ที่อยากจะให้เปึนแนวปฏิบัติต่อไป นั่นก็คือว่า ประการแรก แม้ว่ามีการเปลี่ยนรัฐบาล หากมีนโยบายหรือโครงการใดที่เปึนประโยชน์กับประชาชนอยู่ ก็ไม่มีความจําเปึน ที่รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ต้องมาลบล้างสิ่งที่รัฐบาลชุดก่อนได้ทําเอาไว้ อะไรที่เปึนประโยชน์ ก็ดําเนินการต่อแต่ปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เปึนจุดอ่อนหรือข้อบกพร่อง ผมยกตัวอย่างเช่น เงินที่จะไปหมุนเวียนในชุมชนต่าง ๆ ในระดับฐานรากนั้น เราก็จะเน้นในเรื่องของ การเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปกํากับ จึงได้มีการพูดถึงเรื่องของการจัดตั้งกองทุน เศรษฐกิจพอเพียง อย่างนี้เปึนต้น ๖ เดือน ๖ มาตรการที่จะเปึนการลดค่าครองชีพของ พี่น้องประชาชนนั้นเราก็ดูตามสถานการณ์ เราก็เห็นว่านโยบายหลายเรื่องประชาชนยังคงมีความต้องการอยู่ในภาวะ ความยากลําบากเช่นนี้ เช่น ค่าน้ํา ค่าไฟ รถเมล์ รถไฟ หรือกรณีของก๊าซหุงต้ม อันนี้โดยหลักการก็ต้องมีการดําเนินการเพื่อลดภาระของประชาชนต่อไป แต่บางมาตรการ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของน้ํามัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราก็ต้องปรับหรือเลิกมาตรการนี้เพื่อที่จะให้โครงสร้างในเรื่องของภาษีไม่ได้รับ ความเสียหาย อย่างนี้เปึนต้น แม้กระทั่งกรณีค่าน้ํา ค่าไฟก็กําลังดูตัวเลขกันครับว่า ที่ผ่านมาที่ได้มีการใช้มาตรการนั้นได้ทําให้พี่น้องประชาชนจํานวนไม่น้อยใช้น้ํา ใช้ไฟเพิ่มขึ้นโดยไม่จําเปึน เพราะฉะนั้นแม้จะมีการดํารงมาตรการนี้ต่อก็อาจจะมีการ ปรับตัวเลขบางประการ เพื่อให้สอดคล้องกับการส่งเสริมในเรื่องของการประหยัดด้วย อันนี้ก็คือกราบเรียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายว่ามันมีส่วนคล้าย ส่วนต่างจาก นโยบายก่อน ๆ อย่างไรนะครับ แล้วแนวคิดของเราคืออะไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ประทานโทษเอ่ยนาม นะครับ ท่าน ส.ว. ตวง ได้พูดไว้หลายประเด็น เช่น เรื่องความเชื่อมั่น เช่น เรื่องการ ปรองดอง แล้วก็ประเด็นปัญหาอื่น ๆ ขอกราบเรียนสั้น ๆ ครับว่า เรื่องความเชื่อมั่นนั้น จริง ๆ แล้วกระผมก็ได้พูดตั้งแต่วันที่ได้รับพระบรมราชโองการ พูดถึงมาตรการในเรื่อง เศรษฐกิจ แล้วก็พูดถึงเรื่องมาตรการของการสร้างความปรองดอง ในส่วนของเศรษฐกิจนั้น ก็ขอเรียนต่อไปเลยว่า ที่ท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่งบอกว่า อย่าปล่อยให้แม้แต่นาทีเดียว ผ่านไป ผมก็กราบเรียนว่าวันนี้เสร็จจากการประชุมรัฐสภา ผมได้นัดประชุมคณะรัฐมนตรี เปึนกรณีพิเศษ เพื่อเร่งแก้ปัญหาบางเรื่องที่มันเปึนปัญหาค้างคากันมา เช่น การจํานํา ข้าวโพด หรือแม้แต่ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรแถวจังหวัดสระบุรีขณะนี้ครับ เรื่องของ น้ํานมดิบ อันนี้ก็จะมีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาให้ทันสถานการณ์ เช่นเดียวกับเรื่องของ มาตรการที่จะช่วยเหลือหรือแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนในช่วงป้ใหม่ ในเรื่องการ คมนาคม เรื่องค่าผ่านทาง ก็จะได้มีการประชุมกันในช่วงบ่ายหรือค่ําวันนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติ นะครับ ความเชื่อมั่นที่เราถือเปึนเรื่องสําคัญที่สุดก็คือว่า ในสายตาของชาวโลกถ้าเรา สามารถเปึนเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนได้ โดยขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะ เลื่อนมาเร็วขึ้นเปึนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราก็จะมีการประชุมบ่ายวันนี้เช่นเดียวกัน เพื่อในขั้นตอนของรัฐบาลได้อนุมัติหนังสือสัญญาต่าง ๆ พร้อมที่จะให้เพื่อนสมาชิก รัฐสภาได้พิจารณาเมื่อเราเป่ดทําการหลังป้ใหม่ ก่อนที่จะมีการป่ดสมัยประชุมวิสามัญ อันนี้ก็เปึนสิ่งที่จะดําเนินการในแง่ของต่างประเทศ
สําหรับในประเทศในแง่ของความปรองดอง กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ว่า ผมใช้เรื่องของความยุติธรรมเปึนตัวหลัก และความยุติธรรมนั้นมี ๓ ส่วนที่เราจะต้อง ดําเนินการ
ส่วนแรกก็คือว่า ความยุติธรรมในเรื่องของคดีความต่าง ๆ ที่ค้างคามา ไม่เฉพาะที่ท่าน ส.ว. รสนา ได้เอ่ยขึ้นเท่านั้น ประทานโทษเอ่ยนามท่าน มันมีคดีความ อื่น ๆ ที่หลายฝ์ายติดใจ ตรงนี้ครับ หลักก็ชัดเจนก็คือว่า รัฐบาลถือว่าเรื่องเหล่านี้ ความจริงไม่ควรจะต้องเปึนนโยบาย เปึนหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้อง ดําเนินการอย่างตรงไปตรงมา แต่เพื่อช่วยเหลือให้เกิดความยุติธรรมในภาพกว้าง ก็ต้อง ยอมรับว่าหลายคดีความที่จะมีการฟัองร้องกัน จะเปึนการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ หรือฟัองร้องในลักษณะที่เปึนกรณี ๆ ไป โดยอาจจะมองไม่เห็นบริบทหรือสถานการณ์ หรือสภาวะแวดล้อมเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น เราก็มีแนวความคิดครับว่าในส่วนของ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการ แผ่นดิน หรือแม้กระทั่งถ้ามีกรณีที่ขึ้นไปถึงศาลปกครอง องค์กรเหล่านี้ควรจะได้มีบทบาท ในการช่วยทางเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ชั้นสืบสวน สอบสวน เพื่อให้เกิดความเปึนธรรม ในภาพกว้างด้วย และถ้าหากองค์กรเหล่านี้เมื่อผมได้ปรึกษาหารือแล้ว ไม่สามารถทํา ตรงนี้ได้อย่างเต็มที่ ก็อาจจะมีความจําเปึนที่จะต้องตั้งกลไกพิเศษขึ้นมาอีกสักกลไกหนึ่ง เพื่อดูแลความยุติธรรมในด้านนี้
ส่วนที่ ๒ ที่เปึนความยุติธรรมที่สําคัญก็คือ ความยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความคิดเห็นทางด้านการเมือง ถูกต้องครับที่ในนโยบายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรครับ ถ้าจะมีความกลัวคือกลัวเกิด ความเข้าใจผิด ไม่มีเรื่องอื่นครับ สิ่งที่ผมคิดว่าเปึนความต้องการของทุกฝ์ายก็คือ การปฏิรูปทางการเมือง คือกลัวเกิดความเข้าใจผิด ไม่มีเรื่องอื่นครับ สิ่งที่ผมคิดว่าเปึนความต้องการของทุกฝ์าย ก็คือการปฏิรูปทางการเมือง และผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีว่าการปฏิรูปการเมืองคงเกิดขึ้น ไม่ได้ถ้าเราไม่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ที่ไม่เขียนแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่เขียน เรื่องการปฏิรูปการเมืองเพราะว่าในเมื่อนั่นคือเปัาหมายสุดท้าย และน่าจะเปึนเปัาหมาย ที่เราแสวงหาจุดร่วมได้เราก็เขียนตรงนี้ ในทางกลับกันถ้าเราเริ่มต้นเขียนว่ารัฐบาลนี้ จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่านั่นจะเปึนจุดเริ่มของความขัดแย้งครั้งใหม่ วิธีการที่จะดําเนินการต่อไปในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองซึ่งก็คงจะนําไปสู่การแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่รัฐบาลมองในขณะนี้ก็คือการมีองค์กรเฉพาะขึ้นมา มีประธานหรือมีบุคลากรที่เปึนที่ยอมรับของทุกฝ์าย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในเบื้องต้นที่จะ แสวงหา แต่เมื่อได้กลไกนั้นแล้วก็เปึนกระบวนการที่จะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมมากที่สุด แล้วก็จึงจะเปึนการนําไปสู่การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่มีความขัดแย้ง หรืออย่างน้อยก็คือมีความขัดแย้งที่น้อยอยู่ ในระดับที่เราจะบริหารจัดการได้
ความยุติธรรมในส่วนที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลโดยเฉพาะ ตัวผมเองมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหยิบยื่นให้กับพี่น้องประชาชน ก็อาจจะ เกี่ยวพันกับสิ่งที่ท่านได้พูดถึงที่มาของรัฐบาลชุดนี้ ที่จริงอยากจะกราบเรียนว่าที่มาของ รัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งผู้แทนของต่างประเทศที่เขาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและก็ เข้าใจระบบรัฐสภามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ ในระบบรัฐสภานี่ถ้าพรรคการเมืองหนึ่ง มีเสียงข้างมากเด็ดขาด อย่างนั้นก็คงชัดเจนครับว่าพรรคการเมืองนั้นก็คงสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินในฐานะรัฐบาลพรรคเดียวได้ ผมต้องเท้าความว่าเลือกตั้งป้ที่แล้ว วันที่ ๒๓ ธันวาคมไม่มีใครได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ที่จริงถ้าจะวัดเสียงในระบบสัดส่วน แล้วความแตกต่างระหว่าง ๒ พรรคการเมืองแรกต่างกันเพียงแค่ ๑ แสนคะแนน จาก ๓๐ กว่าล้านคะแนน แล้วก็เราต้องไม่ลืมด้วยว่าหลังจากนั้นก็มีคําวินิจฉัยจาก คณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งอยู่หลายพื้นที่ ฉะนั้นจริง ๆ แล้ว คะแนนเสียงแทบจะกล่าวได้ว่าคะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนลงให้นี่ ถ้านับรวมคะแนน ของพรรคประชาธิปัตย์กับคะแนนของพรรคการเมืองอื่นที่มาจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ไม่ต้อง นับคะแนนเสียงของพรรคพลังประชาชนเลยก็ถือว่าเปึนเสียงข้างมากและในระบบรัฐสภา เมื่อรัฐบาลผสมชุดหนึ่งบริหารไป ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือมีปัญหาขึ้นมา เปลี่ยนเปึน รัฐบาลชุดเดิม ชุดที่ ๒ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีก รัฐสภาทั่วโลกมักจะเป่ดโอกาสให้ พรรคการเมืองอันดับที่ ๒ หรือผู้นําฝ์ายค้านจัดตั้งรัฐบาล อันนี้เปึนไปตามแนวทางของ สากล เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนครับว่าผมยืนยันว่าผมมายืนอยู่ตรงนี้ก็ด้วยมติ ของสภาผู้แทนราษฎรที่มีการลงมติกันอย่างเป่ดเผย และสมาชิกได้รับการคุ้มครองจาก รัฐธรรมนูญให้มีความเปึนอิสระในการลงมติตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมเข้าใจคนที่ ไม่เห็นด้วยเปึนอย่างดี รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ไปชุมนุมที่สภาหรือมาอยู่ที่บริเวณ กระทรวงในขณะนี้ ผมเข้าใจครับ และผมก็ยืนยันว่าผมให้ความเปึนธรรมกับทุกฝ์าย ถ้าท่านกังวลว่าการมาเข้าสู่อํานาจเปึนการสลับขั้วแล้วจะมีการเลือกปฏิบัติ ดําเนินการ กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในทางลบ ละเว้นไม่ปฏิบัติ ดําเนินการกับอีกกลุ่มหนึ่งเปึนเพราะ ผู้สนับสนุนรัฐบาลนี้ ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ทําอย่างนั้น ผมไม่ทําอย่างนั้นครับ ให้ความมั่นใจว่าท่านต้องได้รับความเปึนธรรมทั้งในเรื่องที่เปึนการเคลื่อนไหวของท่าน และในเรื่องที่ท่านมองว่ากลุ่มอื่นเคลื่อนไหวแล้วไม่ถูกต้อง อันนี้ก็ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผม ได้กราบเรียนไปแล้วในเรื่องความยุติธรรม ในเรื่องของคดีความ และความคิดเห็น ทางการเมือง ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าผมจะยุติการเมืองที่ให้รัฐบาลเลือกข้าง เลือกขั้ว ผมพูดมาตลอดในชีวิตนักการเมืองผมว่าคนเปึนนายกรัฐมนตรีต้องเปึนนายกรัฐมนตรี ของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเลือกสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใคร ไม่ว่าจะ มีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่บางฝ์ายเกรงกลัวขณะนี้ เพราะไปคิดว่ามันมีการแบ่งในสังคมของเราว่ามีกลุ่มการเมืองที่เปึนตัวแทนคนเมือง มีกลุ่มการเมืองที่เปึนตัวแทนคนชนบท มีกลุ่มการเมืองที่เปึนตัวแทนคนกรุงเทพมหานคร กับภาคใต้ มีกลุ่มการเมืองที่แทนคนภาคอีสานกับภาคเหนือ ผมอยากจะบอกว่ารัฐบาลนี้ ไม่เปึนกลุ่มการเมืองที่เปึนตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่จะทําหน้าที่ เปึนตัวแทนและเปึนผู้รับใช้คนทั้งประเทศ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะยืนยันตั้งแต่นาทีนี้ และจะต้องดูแลให้การทํางานของรัฐบาลเปึนไปตามแนวทางนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ความเชื่อมั่นที่มีการพูดถึงอีกส่วนหนึ่ง ก็คือ ในเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและมาตรฐานทางการเมือง ผมได้มอบแนวทาง ให้กับคณะรัฐมนตรีชัดเจน ๙ ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความรับผิดชอบทางการเมือง สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย ผมรับข้อสังเกตของท่าน ส.ว. ว่าทําอย่างไร เราจะ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการตรวจสอบมากขึ้น ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ การมีโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารครบถ้วนทุกด้าน การมีช่องทางในการแสดงออก ผมยกตัวอย่างว่า เรื่องการใช้สื่อของรัฐ ผมก็กราบเรียนครับว่าถ้ารัฐบาลจะมีรายการ พบประชาชน ผมยืนยันจะให้มีเวลาสําหรับฝ์ายค้านที่จะพบประชาชน และจะดียิ่งขึ้น ถ้าหากว่าสื่อของเราให้ความสําคัญกับการประชุมวาระสําคัญ ๆ ของรัฐสภา เช่น กระทู้ถามสดและกระทู้ถาม ถ้าสามารถถ่ายทอดสดได้เหมือนมีการถ่ายทอดสด การประชุมครั้งสําคัญ ผมคิดว่านี่คือการนําเอาการเมืองกลับมาสู่ระบบ กลับมาสู่สภา ออกจากท้องถนน ออกจากใต้ดิน อันนี้คือแนวทางที่ตั้งใจที่จะดําเนินการ
ผมกราบเรียนว่ามีรายละเอียดนโยบายอีกเยอะนะครับ ถ้าจะให้พูดกัน ก็อาจจะใช้เวลามาก ขอพยายามไปให้เร็วที่สุดนะครับ เรื่องปัญหา ๓ จังหวัดนั้น ก็กราบเรียนว่าในเรื่องโครงสร้างนั้นเราจะดูแลแน่นอน ไม่ให้กระทบกระเทือนการปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน เพียงแต่แนวคิดที่สําคัญที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้ก็คือว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมา เน้นที่มิติความมั่นคงด้านเดียว และเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ เหน็ดเหนื่อยมาก ใช้กําลังพลมาก เสียสละมาก แต่ทําได้เพียงแค่ตรึงสถานการณ์ วันนี้ ที่เราต้องมีองค์กรใหม่ขึ้นมาเพราะว่าการแก้ปัญหานี้จะสามารถไปเดินหน้าในมิติทาง ด้านเศรษฐกิจ ในมิติทางด้านวัฒนธรรมได้ ซึ่งก็จะเปึนคําตอบที่มีความยั่งยืนมากกว่า เรื่องของการศึกษา บังเอิญท่านถามว่า ๑๕ ป้ จะทําได้อย่างไร ๙ ป้ก็เรียกว่าเต็มกลืนแล้ว ที่จริงตามรัฐธรรมนูญเราบังคับไว้ ๑๒ ป้เปึนอย่างน้อย แต่เราไม่เคยทําจริง ผมเชื่อมั่นว่า ทําได้เพราะว่าในท้องถิ่น อย่างเช่น กรุงเทพมหานครได้ทําไปแล้ว ประเด็นมีอยู่เพียงว่า รัฐบาลพร้อมที่จะทุ่มเททรัพยากรหรืองบประมาณ โดยจัดลําดับความสําคัญเปึน ลําดับแรกหรือไม่ ขณะนี้ได้ศึกษาตัวเลขไว้แล้วก็เชื่อว่าจะเริ่มต้นได้ตั้งแต่งบประมาณ กลางป้ที่จะเกิดขึ้น มีประเด็นที่สอบถามในเชิงโครงการมานะครับ เดี๋ยวจะข้ามไปก็คือ กรณีของรถเมล์ เดิม ๖,๐๐๐ คัน ตอนนี้ ๔,๐๐๐ คัน ผมกราบเรียนว่าแนวคิดของเรานี้ ในโครงการนี้มันมีหลักการหลายหลักการ บางหลักการผมถือว่าเปึนเรื่องที่ดี เช่น จะมี การคิดค่าโดยสารที่จะเปึนการลดภาระประชาชน เช่น เปึนการคิดค่าโดยสารอัตราเดียว ตลอดสาย อย่างนี้เปึนต้น ๒. ใช้พลังงานทดแทน ๓. พยายามเอาระบบเรื่องของ ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเรื่องตั๋วเพื่อปัองกัน การทุจริตรั่วไหล เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าไม่ใช่หลักการที่จะต้องเปลี่ยนไป แต่ข้อครหา ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีอยู่เรื่องของการได้มาหรือการจัดซื้อจัดหารถ เหล่านี้ที่จะมีการเช่า โดยเฉพาะการนําเข้าจากต่างประเทศ ตรงนี้เราจะไปตรวจสอบ ทบทวน แต่หลักการของโครงการใหญ่ไม่ผิดและผมยังอยากจะขยายเพื่อที่จะไปเจรจากับ ทางรถร่วมบริการด้วย ให้เกิดความเปึนเอกภาพในโครงการนี้ทั้งหมดนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาในเรื่องของพลังงาน สุดท้ายที่ผม จดมาแล้วก็คิดว่ายังไม่ได้ตอบ นอกจากเรื่องรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งจะขอรับไป คือมีการตั้ง ข้อสังเกตว่าถ้าราคาน้ํามันลดลงมาเหลือเท่านี้ รัฐบาลจะมองข้ามเรื่องพลังงานทดแทน หรือไม่ ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลมีความเชื่อว่าราคาของน้ํามันในขณะนี้เปึนเพียงภาวะ ชั่วคราว เพราะฉะนั้นไม่ช้าไม่นานโดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟุ๋นตัว อย่างไรเสียราคาน้ํามันน่าจะไปยืนอยู่ในระดับ อย่างน้อย ๆ ก็ ๗๐ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเพียงพอที่จะทําให้พลังงานทดแทนคุ้มทุน ที่สําคัญกว่านั้นก็คือว่าเรามองยุทธศาสตร์ พลังงานทดแทนเปึนโอกาสของพี่น้องที่ปลูกมันสําปะหลัง ที่ปลูกอ้อย ที่ปลูกปาล์ม เพราะฉะนั้นในเชิงยุทธศาสตร์เราจะเดินหน้าเลยครับ ไม่จําเปึนต้องรอว่าพอน้ํามันขึ้นสูง ก็ทํา พอน้ํามันลดต่ําลงก็เลิกทํา ไม่ทําอย่างนั้น เราจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ก็ขอยืนยัน ว่านอกจากนโนบายเร่งด่วนแล้วก็ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เราตั้งใจที่จะวางรากฐานที่ดี สําหรับสังคมและประเทศชาติจริง ๆ สุดท้ายท่านประธานครับ จริง ๆ ก็คือเรื่องของ การทํางาน ทําหน้าที่ของรัฐบาล ผมยืนยันว่าจะเดินหน้าทําหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความทุ่มเท และด้วยความรับผิดชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมาชิกรัฐสภา ผมถือว่า รัฐบาลนี้มาโดยวิถีทางรัฐสภา ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อรัฐสภาได้ แม้ว่าวันนี้เราอาจจะมาประชุมในสถานการณ์ที่ไม่ปกติแต่ผมขอยืนยันว่าเราจะเดินหน้า ทําทุกวิถีทางให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าต่อไปได้ และขอยืนยันอย่างที่ ท่าน ส.ว. ได้ร้องขอไว้ว่าเราจะต้องทําให้เกิดชัยชนะสําหรับประเทศชาติและประชาชน คนไทยทุกคนครับ กราบขอบพระคุณครับ