รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หารือเรื่องการขอความเห็นชอบในเรื่อง เอเจเซป ตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการศึกษาผลกระทบและมาตรการรองรับผลเสีย รวมถึงระบบเยียวยา และความเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนสมาชิกรัฐสภา ผ่านท่านประธานให้ทราบว่า การพิจารณาในวันนี้เปึนการขอความเห็นชอบ ไม่ใช่ให้สัตยาบัน นะครับ เราเข้าใจตรงกันเสียก่อน รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วันนี้เปึนการขอความเห็นชอบกับ รัฐสภา ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ขั้นตอนต่อไปรัฐบาลต้องทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะไปให้สัตยาบันหรือแสดงเจตนาให้ผูกพันกับประเทศของเรา เอาหลักนี้เสียก่อนนะครับ ถ้าเข้าใจไม่ตรงกันมันจะตีกันหมด ทีนี้ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงก็คือว่า การที่กรรมาธิการนี้ได้พิจารณา สภากรุณาให้ใช้เวลา ๑๕ วัน พิจารณาไม่ทันหรอกครับ เรื่องใหญ่อย่างนี้ ๑๕ วัน ก็ไม่ใช่ความผิดของรัฐสภา ความผิดของใครผมไม่รู้ แต่ว่าเรา กรรมาธิการต้องขอขยายเวลาอีก ๑๐ วัน เปึน ๒๕ วัน ประชุมกัน ๗ – ๘ ครั้งถ้าจําไม่ผิด ถ้าเผื่อ สมาชิกรัฐสภาจะมาคาดหวังว่าให้กรรมาธิการชุดนี้พิจารณารายละเอียดถี่ยิบ ต้องทํากันเปึนป้ นะครับ การไปทําข้อตกลงอย่างนี้ซึ่งกระทบกระเทือนหลายภาคของเศรษฐกิจคุณต้องศึกษา เปึนป้ ต้องใช้เงินทุนเยอะ ต้องจ้างนักวิชาการทําการวิเคราะห์ วิจัยมากกว่านี้ ต้องยอมรับ ต้องทํามากกว่านี้ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญก็มาบังคับใช้หลังจากที่เขาเสนอ กรอบมาแล้วเขาเจรจาไปแล้ว เราได้มาพิจารณาปรึกษาตามศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปรึกษา คณะกรรมการกฤษฎีกา โอ.เค. ปรึกษาแล้วก็เห็นว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐๕ เขาก็อนุญาตว่า ที่ทําไปแล้วไม่ต้องทําย้อนหลังถ้ามี ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ ๑ ๒ ทําไปแล้ว ๓ ๔ ไม่ต้องทํา ก็ปล่อยไป มาถึงจุดนี้เปึนจุดที่ว่าเรามานั่งศึกษาว่าก่อนที่เราจะให้ความเห็นชอบ สภาไปช่วยศึกษาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ เรื่องเอเจเซปตามรัฐธรรมนูญในวันนี้ เราก็มาดู ว่ารัฐบาลได้ศึกษาไปถึงไหน ผลกระทบเกิดขึ้นแน่ครับ เราจะบอกว่าไม่เกิดขึ้นไม่ได้ ที่สมาชิก พูดถูกทั้งนั้น แม้ว่าเราเรียกหน่วยราชการมา หน่วยราชการเรียกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าไม่กระทบ กรรมาธิการก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่กระทบ การประมง อยู่ในส่วนของเกษตรใช่ไหม คุณยกเว้นภาษีนั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้ ปลาจากเมืองไทย จะส่งไปญี่ปุ์นมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกหลายประเทศที่เปึนสมาชิกของอาเซียนและพวกนั้นอาจจะ มีต้นทุนการผลิตการจับปลาถูกกว่าประเทศไทย เราอาจจะถูกแย่งมาร์เกตแชร์ (Market share) ในญี่ปุ์นก็ได้ ศึกษาไหม ไม่ได้ศึกษา เมื่อไม่ได้ศึกษาก็ไม่มีมาตรการในการรองรับผลเสีย ที่จะเกิดขึ้น นี่ยกตัวอย่าง เราถึงเขียนข้อสังเกตเอาไว้ว่าจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ว่าดูรวม ๆ นะครับ ดูการเกษตรรวม ๆ ว่าไม่น่าจะกระทบมากทางด้านการเกษตร เสียดายว่า เราน่าจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ อย่างที่ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม เราน่าจะได้ประโยชน์ถ้าเผื่อเราเจรจาสามารถส่งข้าวไปได้ แต่เขาไม่ยอมเพราะเปึนปัญหา การเมืองภายในญี่ปุ์นของเขา เขาก็พูดแล้ว เราก็รู้เขาไม่ยอม แต่ว่าดูแล้วไม่น่าจะเดือดร้อนมาก ตัวผมเองผมเกรงถึงขนาดว่าเราให้ภาษีเปึนเท่ากับศูนย์ แล้วสตอร์เบอรี่ (Strawberry) ที่มาจากญี่ปุ์นจะเข้ามาแย่งตลาดของพี่น้องชาวเขาทางอีสานหรือไม่ ศึกษากันถึงขนาดนี้ ความเปึนห่วง ความเปึนทุกข์ แต่ว่ายังไม่มีมาตรการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกองทุนจริง แต่ว่าไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้เลย นี่คือสิ่งที่จะต้องทําของพวกนี้ก่อนที่ไปให้สัตยาบัน ท่านจําเอาไว้ ก่อนให้สัตยาบันต้องทําของพวกนี้ตามรัฐธรรมนูญ ระบบเยียวยา อุตสาหกรรมกระทบไหม กระทบแน่นอนครับ ที่ท่านพูดนี่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ยานยนต์กระทบแน่นอน เพราะอุตสาหกรรมบ้านเราอาจจะขนาดเล็ก ๆ ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า สเกล ออฟ โปรดักชั่น (Scale of production) เราเล็ก เพราะฉะนั้นต้นทุนต่อหน่วยก็อาจจะสูงกว่าของญี่ปุ์น เราอาจจะเสียตลาดให้เขา หรือว่าเขามาลงทุนแล้วก็อาจจะมาฮุบกิจการเรา ศึกษาไหมล่ะครับ ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ศึกษาจริง ๆ มีกองทุนไหม มี กองทุนกระทรวงมี แต่เอาไว้สําหรับว่า จะมาอบรมอุตสาหกรรมของเรา ในการผลิตชิ้นส่วนว่าจะเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้กับเขา ในอนาคตได้อย่างไร นั่นไม่ใช่ระบบเยียวยา เพราะเราไม่ได้ศึกษาระบบเยียวยา ไม่เหมือน ต่างประเทศเขาศึกษา เขาตั้งงบไว้เลยว่าอันนี้จะเกิดอย่างนี้ แล้วต้องตั้งงบประมาณอย่างนี้ ช่วยอย่างนั้น เขาทํากันอย่างนั้น เราไม่ได้ทํา ก็ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ทํา ต่อไป เราก็เปึนห่วงกันเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็ได้พูดแล้ว ปัญหาขยะ พิษต่าง ๆ กรรมาธิการก็เปึนห่วงเปึนใยเหมือนกับสมาชิกรัฐสภา แต่ต้องกราบเรียนท่านที่เคารพทั้งหลาย ว่าขยะพิษตามข้อตกลงอันนี้มันมีระบุอยู่แล้วว่าเราสามารถจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ภายใต้ข้อตกลงของบาเซิล คอนเวนชั่น (Basel convention) ๖๒ ชนิด กระทรวงอุตสาหกรรม ออกประกาศไปแล้ว ใครจะนําใน ๖๒ ชนิดนี้เข้าประเทศไทยต้องขออนุญาตรัฐบาล ต้องขออนุญาตหน่วยราชการ หน่วยราชการก็จะต้องให้ระบุว่าคุณจะขอมาทําอะไร เราจะ อนุญาตเฉพาะที่เอามาใช้เปึนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ใช่เอามาทิ้ง หรือเอามาฝังกลบไม่ได้ มันมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่ เขาจะให้จํานวนเท่าที่จําเปึน เขาก็มีระเบียบ ก็มีวิธีอยู่ เพียงแต่ว่าการประสานงานของหน่วยราชการยังไม่น่าไว้วางใจ เราถึงเขียนข้อสังเกต เอาไว้ว่ากรมควบคุมมลพิษก็ตาม กระทรวงก็ตาม กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ตาม ต้องมาร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่อุตสาหกรรมทําคนเดียว มีสิทธิเจ๊งได้ เพราะไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม เราก็เขียนเอาไว้ในนี้ครับ แต่ผมต้องกราบเรียนท่านทั้งหลายว่า ท่านต้องพิจารณาให้ดี ท่านอย่ามาเอาปนกัน การค้าขายขยะซึ่งเปึนการค้าระหว่างประเทศ มันก็จะมีอัตราภาษีของมัน เขาจะแยกโค้ด (Code) ไว้ว่ามันเปึนสินค้าประเภทอะไร ต้องเสียภาษีเท่าไร เปึนการค้ากันทั้งโลก มันไม่ได้เกี่ยวข้อตกลงนี้ครับ ข้อตกลงนี้หมายความว่า ใน ๖๒ ชนิดนี้เราจะปฏิบัติตามบาเซิล คอนเวนชั่น ถ้านอกเหนือจาก ๖๒ ชนิดนี้ถ้าเผื่อท่าน ไม่พอใจ ท่านเปึนห่วงมันเปึนอีกฟอรั่ม (Forum) หนึ่ง ท่านต้องไปพูดกันอีกอย่างหนึ่ง อาจจะต้องไปพูดดับเบิ้ลยูทีโอเปึนกฎเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง อย่ามาพันกัน เปึนปัญหาแน่ครับ การค้า การที่จะเอาการค้าตามปกติที่เขาทํากันปัจจุบันนี้ ที่เอาขยะเข้ามา หรือเอาสารมีพิษ เข้ามา หรือเอาวัสดุเหลือใช้เข้ามา เอาของที่ไม่มีคุณภาพเข้ามา แม้แต่ของที่ค้ากับจีนแดง แบตเตอรี่ใช้ ๓ ชั่วโมงหมดแล้ว กองพะเนินเทินทึกในประเทศ เอามาทิ้งในเมืองไทยเรามีระบบ ควบคุมไหม ไม่มี ในประเทศไทย จีนก็ส่งเข้ามา แบตเตอรี่ไฟฉายดี ด้ามหนึ่งกี่บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท คุณใช้ ๓ วันเสร็จแล้ว เรามีวิธีควบคุมไหม ไม่มี เยอะแยะเลยครับปัญหาของพวกนี้ ที่เราต้องปัองกันแต่ว่าไม่ใช่อยู่ในกรอบสัญญานี้ เปึนเรื่องที่เราต้องมาพิจารณาแล้ว ต้องจัดกลไกภายในประเทศของเราว่าเราจะปัองกันของพวกนี้อย่างไร ก็จะต้องไปเจรจากับ ดับเบิ้ลยูทีโอหรือที่อื่นถ้ากฎเกณฑ์เปึนอุปสรรคก็ต้องพูดกันอีกฟอรัมหนึ่ง ผมถึงต้อง กราบเรียนให้ท่านที่เคารพทั้งหลายได้ทราบ เพราะฉะนั้นที่ผมต้องการจะกราบเรียนท่าน ทั้งหลายสั้น ๆ นี้ ก็คือว่ากรรมาธิการไม่ได้สบายใจเหมือนพวกท่านทั้งหลาย แต่ว่าจากผลงาน ที่เขาจ้างไปทําวิจัยมานะครับ เราจะมาดูว่าการค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าเราจะเสียดุล มากขึ้นกับญี่ปุ์น ข้อตกลงนี้มันก็เสียดุลทุกประเทศในอาเซียน โดยรวมแล้วเราเสียดุลการค้า มากกว่าญี่ปุ์น แต่ว่าในทางเศรษฐศาสตร์ เวลาเขาจะทําสัญญาอะไรก็ไม่ได้ดู ดูเฉพาะมูลค่าการซื้อ การขาย อันนั้นมันชั้นต้น เปัาหมายของการทําข้อตกลง เปัาหมายของการดําเนินนโยบาย เศรษฐกิจ มันต้องดู เขาเรียกว่า อีคอนอมิก เวลแฟร์ (Economic Welfare) คือสวัสดิการของ ประชาชน เช่นว่า เราลดภาษีได้มันจะทําให้สินค้าต่าง ๆ ต้นทุนการผลิตต่ําลงเพราะวัตถุดิบ ที่เอาเข้ามาจากญี่ปุ์นต่ําลง สินค้าหลายอย่างมันก็จะราคาต่ําลงทั้งประเทศ คนทั้งประเทศ จะบริโภคสินค้าที่ต่ําลง ผลประโยชน์อันนั้นเปึนเปัาหมายในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเขาศึกษาแล้ว ปรากฏว่าเขาศึกษาทั้ง ๒ สถาบัน ทั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันอะไรนี้ ในนั้นท่านอ่านดู มันเปึนบวกเยอะ หมายความว่าเวลแฟร์ ที่เรียกว่าสวัสดิการ ก็แปลว่า สวัสดิการ ซึ่งผมเห็น แปลไม่ค่อยถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอย่างไร อีคอนอมิก เวลแฟร์ ซึ่งเปึนเปัาหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด มันเปึนบวก โดยรวมแล้วประเทศได้ประโยชน์ จากการเซ็นสัญญาข้อตกลงอันนี้ แต่ว่าจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อว่าการจัดการหลังจาก ถ้าเผื่อเราให้ความเห็นชอบนี้ การจัดการของรัฐบาลต่อไป นัยว่าด้วยการเยียวยาสิ่งที่จะถูก กระทบกระเทือน รัฐบาลจะจัดระบบอย่างไรในการปัองกัน สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จะทําอย่างไร กฎหมายรัฐบาลก็ไม่ได้ออกมาทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกําหนดว่าต้องออกมาภายใน ๑ ป้หลังจาก แถลงนโยบาย มันก็ยังไม่มี แล้วกรรมาธิการจะไปเล่นงานหน่วยราชการได้อย่างไร เพราะเขา บอกว่าเขาก็มีมาตรฐานว่าต้องเยียวยาแค่ไหน ต้องทําอะไรแค่ไหน เพราะไม่มีมาตรฐาน กฎหมายไม่มี นี่ล่ะครับ นี่คือความเปึนจริงที่กรรมาธิการต้องพิจารณา แล้วถ้าเผื่อเราไม่ให้ ความเห็นชอบ เรากรรมาธิการก็มาพิจารณาว่าถ้าเราไม่ให้ความเห็นชอบก็ได้ แต่ประเทศอื่น เขาให้ความเห็นชอบ เขาก็จะได้ประโยชน์จากการลดภาษีไป เขาก็ไปแย่งตลาดสินค้าเรา ที่พอจะขายได้ เขาก็แย่งหมดก็ได้ ถูกแย่งแล้ว กว่าจะได้คืนมายากนะครับผมจะบอกให้ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องคิด กรรมาธิการต้องคิด สมมุติเราไม่ให้ความเห็นชอบอยู่คนเดียว คนอื่นเขาให้ ความเห็นชอบหมด มันเสียหายไหม มองในแง่นี้แล้วเสียหาย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราให้ ความเห็นชอบ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกคนเห็นว่าน่าจะเปึนประโยชน์กับประเทศไทย ผลเสียมีไหม ผลเสียจะต้องมีบ้าง ต้องมีแน่นอน แต่ผลเสียเหล่านั้นสามารถจะระงับ สามารถ จะให้ลดน้อยถอยลงได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะต้องไปจัดการอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ด้วยระบบเยียวยาต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีเลย ยังไม่มีการศึกษาด้วยซ้ําไป เพราะเปึนเรื่องที่ท่านจะเชื่อ รัฐบาลไหมว่ารัฐบาลชุดที่กําลังจะมีนี้มีฝ้มือที่ทําเรื่องนี้ ท่านเชื่อไหม เปึนเรื่องของท่าน ท่านต้อง ตัดสินใจ คือรัฐบาลต้องทําตามที่กรรมาธิการเสนอ ก่อนจะไปให้สัตยาบัน ทีนี้ใครตรวจสอบ ผมพูดอย่างนี้ พรุ่งนี้รัฐบาลก็อาจจะไปให้สัตยาบันก็ได้ ยังไม่ได้ทําอะไรเลยที่พูดนี้ ก็ได้ รัฐบาล จะทําอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเผื่อไม่นําพาต่อความรู้สึกของประชาชน รัฐบาลก็ทําได้ แล้วทําอย่างไร ใครตรวจสอบ ประเทศไทยจะต้องเจอปัญหาอย่างนี้อีกกี่ครั้งจนกว่าเราจะตาย เพราะจะต้อง เซ็นสัญญาอีกเยอะมาก กรรมาธิการจึงเห็นว่าควรจะมีองค์กรทางรัฐสภา เช่น กรรมาธิการ ร่วมกันระหว่างวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบเรื่องนี้ ก่อนให้สัตยาบัน เรียกมา แต่ละกรม แต่ละกระทรวง ทําอะไรแค่ไหน เยียวยาแค่ไหน มาพิสูจน์ให้ดูก่อนจะไปเซ็น สภาต้องศึกษา ถ้าพูดกันวันนี้แล้วเราก็กลับ แล้วเราก็ลืมกัน แล้วรัฐบาลพรุ่งนี้ก็ไปให้สัตยาบัน ไม่ได้ทําอะไรเลย คนที่เดือดร้อนก็เดือดร้อนไป ตะเกียงก็ขายไม่ได้ อย่าให้พูดเลย มันเรื่องยาว เดี๋ยวก็รื้อฟุ๋นอีกใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธาน จะเห็นว่าต้องช่วยกัน แล้วว่าช่วยกันใช้ดุลพินิจว่าถ้าเผื่อเราไม่ให้ความเห็นชอบนี้ ประเทศมันจะเสียไหม แล้วถ้าเผื่อ เราให้ความเห็นชอบไป ไม่ใช่ว่าผูกพันประเทศไทยให้ความเห็นชอบ วันนี้รัฐธรรมนูญกําหนดว่า รัฐบาลต้องทําอีกเยอะ เราต้องตรวจสอบรัฐบาล ต้องทําสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะไปแสดงเจตนา เพื่อให้ผูกพันกับประเทศที่เรียกว่า สัตยาบัน แล้วข้อตกลงนี้ถ้าเผื่อเราเสียหาย มีอะไรที่เสียหาย ที่ผมเคยศึกษากฎหมายระหว่างประเทศมา เรามีสิทธิที่จะยกเลิกกฎข้อนั้นได้ ถ้าเผื่อมันเสียหาย กับประเทศของเราจริง ๆ มีสิทธิครับ กฎหมายระหว่างประเทศเขาคุ้มครอง เพราะมีสนธิสัญญา อยู่ เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนท่านทั้งหลายว่านี่ล่ะครับความเห็นของกรรมาธิการ จะบอกว่า กรรมาธิการไม่รอบคอบ อย่างท่านไกรศักดิ์ว่าก็ ๒๕ วัน ก็ทําได้แค่นี้ ให้รอบคอบ ควรต้องให้ รอบคอบคือรัฐบาล ทีหลังต้องจําเอาไว้ถ้าเผื่อจะไปทําสัญญาอย่างนี้ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ แล้วมีข้อมูล ไม่ใช่มาอย่างนี้แล้วมาให้สภาพิจารณา ตั้งกรรมาธิการ เราก็ทําได้แค่นี้ ก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ใช้ดุลยพินิจ ขอบพระคุณครับ