พิกุลแก้ว จี้รัฐสภา พิจารณาความตกลงเอเจเซป เสนอรัฐบาลรับข้อสังเกต

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาความตกลงระหว่างประเทศ และเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือสัญญา

นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น รัฐสภาขอนําเสนอรายงาน พิจารณาเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ์นของคณะกรรมาธิการเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาดังต่อไปนี้

คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเอเจเซป (AJCEP) ในประเด็นสําคัญประกอบด้วย

๑. ขั้นตอนการดําเนินงานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐

๒. ผลดี ผลเสียของการเข้าร่วมเปึนภาคีความตกลงในด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศเศรษฐกิจการค้าและสิ่งแวดล้อม

๓. มาตรการเยียวยารองรับผลกระทบจากความตกลงโดยคณะกรรมาธิการ ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วมีความเห็นในแต่ละประเด็นข้างต้นดังนี้

ในประเด็นข้อกฎหมาย มีประเด็นด้านขั้นตอนการจัดทําเอเจเซป คือ การลงนามความตกลงโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญ ไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้ขาดได้ว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ประกอบกับยังไม่มีกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า และไม่มีช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญที่จะหารือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีอํานาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้

ในประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีเหตุผลสมควรอย่างยิ่ง ที่ไทยจะเข้าร่วมเปึนภาคีของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน เนื่องจากเปึนสิ่งที่อาเซียน ตกลงร่วมกันแล้วว่าเปึนประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของอาเซียน

ในประเด็นด้านเศรษฐกิจการค้า สิ่งแวดล้อม และมาตรการเยียวยาผลกระทบ จากเอเจเซปนั้น คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่าการเข้าร่วมเอเจเซปจะเปึนประโยชน์ต่อไทย ในภาพรวม ซึ่งผลการศึกษาวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นในทางสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การเป่ดเสรีทางการค้าย่อมมีผู้ได้รับประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการดําเนินการ ภายในประเทศไทยด้วย ยังขาดความสมบูรณ์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ผลกระทบรายสาขา และมาตรการเยียวยาผลกระทบ ดังนั้น หากรัฐสภาจะให้ความเห็นชอบให้ไทยแสดงเจตนา ให้มีผลผูกพันนั้น ควรเสนอให้รัฐบาลรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ไปปฏิบัติให้เปึนรูปธรรมตามเจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ

ด้านมาตรการเยียวยาอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ

๑. ควรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นต่อกลุ่มสินค้าต่าง ๆ พร้อมเสนอแนะมาตรการรองรับ ในรายละเอียด ก่อนที่ผลการเจรจาจะมีผลใช้บังคับ โดยให้มีรายละเอียดครอบคลุมถึงผู้ที่ได้รับ ผลกระทบว่าเปึนกลุ่มใด จํานวนเท่าไร จะมีวิธีการแก้ไขผลกระทบอย่างไรใช้ระยะเวลาเท่าใด โดยรัฐจําเปึนต้องสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้ได้ดําเนินการตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ

๒. ควรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษาปรับปรุงระบบการบริหาร จัดการกองทุนเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้การใช้งบประมาณของกองทุน ดําเนินไปตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

๓. ควรให้กระทรวงอุตสาหกรรมศึกษาห่วงโซ่มูลค่า หรือแวลู เชน (Value chain) อย่างละเอียด เพื่อกําหนดแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาว่าไทยควรผลิตอะไร ในขั้นตอนใดของกระบวนการผลิต ทั้งนี้ เพื่อรับรองการรวมกลุ่มทั้งของอาเซียนและการจัดทํา เขตการค้าเสรีอื่น ๆ ของไทยด้วย

๔. มีข้อสังเกตว่ากองทุนเพื่อการปรับตัวของกระทรวงพาณิชย์มีคณะกรรมการ ที่ดูแลกองทุนส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ ควรพิจารณาเพิ่มผู้แทนจากภาคเอกชนอีก ๓ ถึง ๕ ราย เนื่องจากผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังไม่ครอบคลุมภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขข้อจํากัด ในการพิจารณาอนุมัติ เห็นควรปรับปรุงระเบียบกองทุนให้ดีขึ้น

๕. ควรให้มีหน่วยงานรับผิดชอบกํากับดูแลการเยียวยาในภาพรวม รวมทั้ง ให้มีการบูรณาการ การบริหารจัดการกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และไม่ซ้ําซ้อน ตลอดจนให้มีคณะทํางานระดับรัฐบาลศึกษาแนวทางและยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ์นในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการค้า เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาความร่วมมือด้านข้อมูลเทคโนโลยีการสื่อสาร พลังงาน การเกษตร ประมงและป์าไม้ เปึนต้น

ด้านการปัองกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

๑. กรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรเปึน หน่วยงานหลักเพิ่มเติมจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการจัดการขยะพิษ ขยะสินค้าใช้แล้ว สารอันตรายต่าง ๆ

๒. ควรเพิ่มการบังคับใช้มาตรการควบคุมการนําเข้าขยะพิษ สินค้าใช้แล้วและ สารอันตราย วัสดุกัมมันตรังสี สารรังสีต่าง ๆ อย่างเข้มงวด เช่น การจําแนกพิกัดอัตราศุลกากร สินค้าใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี การติดตั้งเครื่องตรวจสอบรังสีและด่านศุลกากร เปึนต้น

ด้านโครงสร้างกระบวนการในการจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรี

๑. ควรจัดให้มีหน่วยงาน กลไกดําเนินงานเกี่ยวกับการจัดทําความตกลงเขต การค้าเสรีในภาพรวมทั้งหมด เพื่อกําหนดยุทธศาสตร์ในการเจรจาจัดทําความตกลงทางการค้า และหุ้นส่วนเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยมีเปัาหมายและกรอบเวลาในการดําเนินการที่ชัดเจน

๒. ควรจัดให้มีหน่วยงานหลักในการติดตามตรวจสอบประเมินผลกระทบ ที่สามารถตอบคําถาม รวบรวมข้อมูล ผลดี ผลเสีย ผลกระทบและการแก้ไขเยียวยาทั้งระบบ

๓. ควรกําหนดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกภาคส่วน รวมทั้งขั้นตอนวิธีดําเนินการอย่างชัดเจนในระเบียบทางราชการ

๔. โดยที่จะมีความตกลงภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาอีกหลายฉบับ จึงให้มีคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภาเปึนการประจํา ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณาทุกความตกลงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามผลการดําเนินงานด้วย

๕. รัฐบาลควรเร่งรัดการออกกฎหมายว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาให้มีรายละเอียดอย่างชัดเจน ครอบคลุมการดําเนินการศึกษาผลกระทบ และการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลและมาตรการการเยียวยาเพื่อให้การปฏิบัติตาม มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เปึนไป อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล คณะกรรมาธิการขอเสนอรายงานมาเพื่อประกอบ การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้พิจารณาลงมติต่อไปค่ะ