รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

ประสงค์ สุ่นศิริ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องผลกระทบจากการค้าเสรี การช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลเสียหาย หนี้นอกระบบ และความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ และเรียกร้องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องการไม่แทรกแซงและคุกคามสื่อ

นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ เพราะผมเกรงว่ากองทัพเรือจะประท้วง ท่านประธานครับ ในวันนี้เปึนวันที่จะได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่แถลงต่อรัฐสภา ไปเมื่อ ๒–๓ วันที่ผ่านมา ก่อนที่จะพูดถึงนโยบายผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในนโยบายของรัฐบาล หน้าที่ ๓ ได้เขียนไว้นะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันได้ให้ความสําคัญแก่บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ และกลไกการตรวจสอบการดําเนินงานของภาครัฐเพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทางของการ บริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักถึงความสําคัญดังกล่าวและจะยึด เปึนแนวทางในการดําเนินงานของรัฐบาล ที่ผมต้องอ่านอย่างนี้ก็เพื่อจะขอบคุณที่รัฐบาล เข้าใจแล้วก็จะตระหนักในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ และจะยึดเปึนแนวทางในการ ดําเนินงานของรัฐบาล ผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งเปึนผู้ที่จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็ อยากจะขอบคุณว่ารัฐบาลเข้าใจในเรื่องที่ผมอ่านนี้ให้ทราบ เมื่อเรื่องนี้ได้เรียนให้ ท่านประธานทราบแล้ว ก่อนจะถึงนโยบายผมอ่านนโยบายของรัฐบาลทุกหัวข้อทําให้ผม ต้องเป่ดรัฐธรรมนูญอีก รัฐธรรมนูญที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่านโยบายที่ รัฐบาลจัดทํานี้มันจะถูกต้องกับรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลบอกว่าจะตระหนักและยึดเปึน แนวทางปฏิบัติหรือไม่ โดยเฉพาะในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๕ บอกไว้อย่างนี้นะครับ ผมขออ่านนะครับ มาตรา ๗๕ บทบัญญัติในหมวดนี้เปึนเจตจํานง ให้รัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการ แผ่นดินนี้ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการเรื่องใด ในระยะเวลาเท่าใด คือกําหนดระยะเวลาสิ้นสุดต้องชัดเจน เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เปึนไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการ รวมทั้ง ปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภาป้ละหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้มาตรา ๗๖ บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีต้องทําแผนการบริหาร ราชการแผ่นดิน เพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการ ในแต่ละป้ของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ ๒ มาตรานี้กระผมก็มาดูนโยบายที่รัฐบาลจัดทําขึ้น อ่านตั้งแต่หน้าแรกถึง หน้าสุดท้ายก็ได้พบเห็นว่านโยบายที่รัฐบาลจัดทํานี้ยังไม่น่าที่จะเปึนไปตามเจตจํานง ในมาตรา ๗๖ มาตรา ๗๕ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไปเปรียบเทียบตารางไว้ในตอนท้าย ของคําแถลงนโยบาย เพื่อเปรียบเทียบกับแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มาตรา ๗๕ ก็ดี มาตรา ๗๖ ก็ดีที่รัฐบาลจะต้องให้รัฐสภานี้เข้าใจว่าหนทางปฏิบัติ ตามนโยบายแต่ละเรื่องมีเนื้อหา มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อไร เจตนารมณ์หรือ เจตจํานงของรัฐธรรมนูญต้องการที่จะให้รัฐบาลนั้นคํานึงถึงสิ่งที่รัฐบาลได้แถลง นโยบายต่อรัฐสภาเพื่อประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลจะทําอะไร แล้วทําให้เสร็จเมื่อไร ถึงได้เขียนเอาไว้ แต่ในคําแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นหาเรื่องนี้ยังไม่ได้ พูดในลักษณะ กว้าง ๆ ถึงแม้จะมีบอกว่าใน ๑ ป้แรกมีเรื่องเร่งด่วนอย่างนี้ แต่เรื่องเร่งด่วนแต่ละเรื่องนั้น รัฐบาลไม่ได้บอกว่าจะเริ่มต้นเมื่อไรในป้นี้ แล้วเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้นเมื่อไร เพียงแต่บอก กว้าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมจําเปึนที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาเพื่อชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่า นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภานั้นยังไม่เปึนไปตามเจตจํานงหรือเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลได้พูดไว้ในหน้า ๓ ของคําแถลงนโยบายว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ดี ประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลตระหนักถึงความสําคัญในเรื่องนี้และจะยึดถือเปึนแนวทาง ปฏิบัติในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป นี่ก็เปึนเรื่องแรกที่กระผมต้องทําความเข้าใจ ต่อสภาแห่งนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายที่รัฐบาลแถลง เมื่อมองลึกเข้าไปในนโยบายด้านต่าง ๆ ที่รัฐบาลแถลงไว้หรือจัดทําไว้ ผมก็นําคําให้สัมภาษณ์ในระหว่างการหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้ามาเปึนรัฐบาลชุดนี้หลายต่อหลายท่านได้หาเสียงเอาไว้ บอกกับประชาชนไว้ บอกว่าเมื่อเข้าไปเปึนรัฐบาลแล้วจะเพิ่มรายได้ ๔ เท่า จะลดรายจ่าย ๔ เท่า ผมก็ค้นหา ดูว่านโยบายกับการหาเสียงที่บอกกับประชาชนไว้มีอยู่ตรงไหน มีอะไรบ้างที่จะเพิ่มรายได้ ๔ เท่า มีอะไรบ้างที่จะลดรายได้ ๔ เท่า เมื่อไปดูถึงปัญหาในนโยบายของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนในป้แรก ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ผมก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าในรัฐธรรมนูญอีกเช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องตระหนักนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้กําหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้านเศรษฐกิจเอาไว้ในมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๓ กระผมขออ่าน รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่ารัฐต้องทําอย่างนี้ แล้วก็มาตรา ๘๔ เปึนรายละเอียด ๑๔ หัวข้อด้วยกันเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานด้านเศรษฐกิจที่ รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าแต่ละเรื่องนั้นมีอะไรที่รัฐบาลจะต้องทํา เพราะฉะนั้นมาตรา ๘๓ เมื่อนําเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาดูในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ผมก็ยัง รู้สึกว่านโยบายของรัฐบาลนั้นยังไม่เปึนไปตามมาตรา ๘๓ ที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนในการ บริหารนโยบายทางเศรษฐกิจนั้นให้เปึนไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านประธานครับ ในรัฐสภาแห่งนี้และประชาชนข้างนอกทุกคนทราบดีว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวนั้นได้ทรงดํารัสไว้เกี่ยวกับแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้เมื่อ ป้ ๒๕๑๗ พระองค์ท่านได้ดํารัสเอาไว้ กระผมขออ่านนะครับว่า การพัฒนาประเทศ จําเปึนต้องทําตามลําดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชน ส่วนใหญ่เปึนเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา นี่เปึนพระราชดํารัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านได้ทรงให้ไว้เมื่อป้ ๒๕๑๗ ต่อมาในป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนป้ที่เกิดฟองสบู่แตกนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับทราบถึงวิกฤติชาติ วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้น และในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ก็ได้มีพระราชดํารัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเอาไว้ มีหลักใหญ่ ใจความว่า การจะเปึนเสือนั้นไม่สําคัญ สําคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมี พอกิน แบบพอมี พอกิน นั้นหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง ท่านประธานครับ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเปึนเรื่องใหญ่ แต่เมื่อมาดูถึงนโยบายของรัฐบาล ในการที่จะบริหารโดยเฉพาะในวาระเร่งด่วนป้แรกนี่ไม่ได้อยู่แนวทางอย่างนี้เลย คําว่า พอเพียง ก็หมายความว่า พอประมาณ พอมีพอใช้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ฟุ์มเฟ๋อย ไม่ทํา อะไรเกินตัว ความพอเพียงกับความพอดีความหมายอย่างเดียวกัน เปึนความพอดีในชีวิต เปึนความพอดีในการใช้จ่าย เปึนความพอดีในความเปึนอยู่ เปึนความพอดีในการ ประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงทั้งสิ้น แต่นโยบายของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ ทุกท่านคงเห็นแล้วว่านโยบาย ประชานิยมที่ผ่านมาเมื่อ ๖–๗ ป้ ถามว่านโยบายประชานิยมเลวไหม ไม่เลว ถามว่า ดีไหม ไม่ดี ที่ไม่ดีก็เพราะว่าไม่เข้าใจในเรื่องของการสร้างความนิยมให้เกิดกับประชาชน โดยถ้านําเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากํากับ แนวทางแล้ว นโยบายจะไม่ออกมาอย่างนี้ เรื่องสําคัญในนโยบายที่กระผมจะชี้ให้เห็น นะครับว่า ทําไมเรื่องเร่งด่วนอ่านดูหลายข้อ มันเหมือนเรื่องเก่า ๆ ย้อนกลับมาอีกหนหนึ่ง ไม่ว่าจะเปึนเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน เอสเอ็มแอล (SML) สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลตระหนักหรือเปล่า หรือคิดบ้างไหมว่าสิ่งที่ผ่านมาจากการที่ไปใช้นโยบาย อย่างที่ผ่านมานั้น มันทําให้ชาวบ้านหรือประชาชนเปึนหนี้เปึนสินเพิ่มขึ้น ในช่วง ๕–๖ ป้ เปึนหนี้เปึนสินเมื่อเริ่มต้นนโยบายครัวเรือนละประมาณ ๖๓,๐๐๐ บาท แต่พอมาเปึน ป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ หรือปัจจุบัน มันเพิ่มขึ้นมาถึงครัวเรือนละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๓๐,๐๐๐ บาท เท่าตัว ก่อนที่จะกําหนดนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ได้หันกลับไปดู ไหมว่าหนี้สินเหล่านั้น ปัญหาเหล่านั้นมันเปึนเรื่องเร่งด่วนไหมที่จะต้องแก้ไขให้ชาวบ้าน ให้ประชาชน แต่ดูจากนโยบายที่จะเปึนหนทางปัจจุบัน กลับเปึนว่าเอาของที่ประชาชน เคยเปึนปัญหาเรื่องหนี้สิน ยิ่งมาทําต่อก็เท่ากับมาเพิ่มหนี้ต่อ ไม่ได้มีเรื่องนโยบายรวมทั้ง ทางปฏิบัติในการที่จะไปขจัดหนี้สินอะไรต่าง ๆ ให้เขา แม้บอกว่าพักหนี้ แต่การพักหนี้นั้น ความหมายก็คือการลากหนี้ให้ยาวออกไป ไม่ได้แก้ไขนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ ชี้ให้เห็นในเบื้องต้นว่าเรื่องเร่งด่วน ๆ จริง ๆ ชาวบ้านเปึนหนี้เปึนสิน ไม่มีนโยบายอะไร นอกจากเปึนนโยบายลากหนี้หรือจะเพิ่มหนี้ให้เขาอีก

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผลกระทบจากเกษตรกรหรือประชาชนที่ทําการเพาะปลูก พืชไร่ ผลกระทบจากการค้าเสรีที่รัฐบาลไปทํากันไว้ ในรัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าผลกระทบ เกิดขึ้นจากโครงการของรัฐบาลหรือทําข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องหาทางช่วยเหลือ ชดเชยผู้ได้รับผลเสียหายหรือผลกระทบนั้น แต่ในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ พูดถึงเรื่องอย่างนี้ ก็ขอเรียนให้ทราบนะครับ กฎหมายค้าปลีก ชาวบ้าน โชห่วย การค้าปลีกต่าง ๆ นั้นขณะนี้อ่อนแอลงไปทุกวัน เพราะว่ามาตรการต่าง ๆ ภาครัฐไม่ได้ จริงจังอะไรในการที่จะเข้าไปดูแล ไปสร้างความเข้มแข็งให้เขา แต่ว่าบริษัทร้านค้าใหญ่ ๆ โต ๆ ของต่างประเทศก็ดีของอะไรก็ดี ผุดขึ้นมาแทบทุกถนนหนทาง เพราะฉะนั้นเรื่อง อย่างนี้นะครับมันเปึนเรื่องที่นโยบายด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เขียน ไม่ได้กําหนดในการแก้ไข เอาไว้ แล้วเรื่องเศรษฐกิจอีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญ คือหนี้นอกระบบระบาดหนักมาก ท่านประธาน ท่านอยู่จังหวัดเชียงรายผมทราบดี หนี้นอกระบบนี่ชาวบ้านเดือดร้อน กันทั้งนั้น แต่เรื่องการแก้ไขการดําเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องเปึนเรื่องเร่งด่วน รัฐบาล ควรจะเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านที่มาจากเจ้าหนี้นะครับ นอกจากนี้สิ่งที่ ผมอยากจะเรียนอีก ๒ เรื่องก็คือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เขียนไว้สวย โดยเฉพาะความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่รูปธรรมจับต้องไม่ได้ว่าท่านจะแก้ไข อะไรในภาวะวิกฤติทางจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนี้ รากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นจาก การอุ้มฆ่า ฆ่าตัดตอนมาจากยาเสพติดอะไรต่าง ๆ ก็ดี คนตายไป คนหายไป มีไหม ในนโยบายว่าท่านจะดําเนินการอย่างเฉียบขาดที่จะเอาตัวผู้กระทําผิดมาลงโทษ และคืน ความเปึนธรรมให้เขา ไปมัวแต่คิดกันถึงเรื่องจะปราบปรามท่าเดียว แต่บาดแผลที่ลึก อยู่ในหัวใจของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือเขาไม่ได้รับความเปึนธรรม ไม่ได้รับ ความยุติธรรม ผมฝากไว้ด้วยเวลาที่จํากัดอย่างนี้นะครับ

นโยบายของรัฐบาลที่แถลง ผมก็พยายามเป่ดดูเรื่องเกี่ยวข้องกับสิทธิ เสรีภาพของสื่อไม่มีนะครับ ท่านจะหลงลืมหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่สิทธิเสรีภาพของสื่อ เปึนสิ่งสําคัญอย่างยิ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย กรณีที่เกิดขึ้นในการแทรกแซง ป่ดกั้นสื่อ คุกคามสื่อเริ่มให้เห็นก็จําเปึนต้องฝากไว้ต้องพูดไว้ว่าท่านต้องตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ พูดถึง เรื่องนี้ไว้ชัดเจนจะทําอะไรต้องคํานึงถึงรัฐธรรมนูญ เพราะท่านได้บอกกับสภาแห่งนี้ว่า ท่านจะตระหนักและปฏิบัติตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในตอนสุดท้ายนี้ กระผมก็อยากจะขอฝากว่ารัฐบาลเมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ประชาชนนั้นเขา ต้องการอยู่ประมาณ ๔–๕ อย่างเท่านั้นในขณะนี้ เขาต้องการ

ข้อที่ ๑ ต้องการให้วิกฤติประเทศคลี่คลาย โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจต้อง ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความคาดหวัง

ความต้องการของประชาชนในข้อที่ ๒ ต้องการรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรมและความสามารถในการบริหารประเทศ เขาต้องการอย่างนั้น

ข้อที่ ๓ นําประเทศสู่ความเปึนประชาธิปไตย ได้นักการเมือง พรรคการเมือง ที่ดีมาปกครองบ้านเมือง ประชาชนคาดหวังอย่างนั้น

ข้อที่ ๔ ปัญหาปากท้องความเปึนอยู่ การครองชีพของประชาชน เศรษฐกิจ ของประเทศ รวมทั้งความไม่สงบ ความไม่มั่นคงต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างรีบด่วน

และสิ่งสุดท้ายที่ประชาชนคาดหวังเปึนข้อที่ ๕ คือประชาชนต้องการ ความสามัคคี ไม่แตกแยก รัฐบาลใช้คําว่า สมานฉันท์ ก็ขอให้สมานฉันท์ในทางปฏิบัติ อย่าสมานฉันท์เฉพาะคําพูด กระผมขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ