จักรภพ เพ็ญแข หารือเรื่องการแทรกแซงสื่อและควบคุมสื่อ โดยเน้นย้ำว่าสื่อมวลชนบางส่วนในอดีตได้ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกในสังคม และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ โดยไม่ให้เกิดบรรยากาศที่สื่อถูกนำมาเป็นข้ออ้างในทางการเมือง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานสื่อสารมวลชนภาครัฐ ซึ่งมีความหมายว่า ไม่ใช่ไปดูสื่อเอกชนหรือสื่อของประชาชน ไม่ได้ดูสื่อทางด้าน หนังสือพิมพ์เพราะว่ารัฐบาลไม่มีหนังสือพิมพ์ เปึนเพียงโทรทัศน์และวิทยุที่ภาครัฐเข้าไป มีส่วนในการลงทุนและเกี่ยวข้องเปึนกรรมสิทธิ์ แล้วก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้มารับหน้าที่นี้เนื่องจากว่าได้เกิดวิกฤติทางด้าน สื่อสารมวลชนขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้แปลว่ากระผมเท่านั้นจะมาทําหน้าที่รับมือกับ วิกฤติดังกล่าวนั้น แต่ก็เปึนคนหนึ่งซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการสื่อสารมวลชนทั้งในแง่ วิชาชีพและการติดตามในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่งแล้วก็เกิดข้อวิตกกังวลเช่นเดียวกับ พี่น้องประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ เพราะเราทราบดีว่าบทบาทของสื่อมวลชนจํานวน ไม่น้อย ได้นําพาประเทศไทยมาสู่วิกฤติการณ์ในครั้งนี้ แล้วเราก็เพิ่งช่วยกันในการนํา ประเทศออกจากปลักโคลนของภาวะที่ไม่มีประชาธิปไตย พอกลับมาสู่จุดนี้เราก็พูดเรื่อง สื่อกันอีก จนดูเหมือนกับว่าเราลืมไปว่าจุดเริ่มต้นของปัญหานี้คืออะไร กระผมจึงขอ ใช้เวลานี้ในการกราบชี้แจงกับท่านสมาชิกรัฐสภาผ่านทางท่านประธานเพื่อจะให้เกิด ความเข้าใจในจุดยืนของรัฐบาลและความตั้งใจที่จะได้แก้ปัญหาอันเปึนต้นตอของ วิกฤติการณ์ดังกล่าวนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ การพูดเรื่องการแทรกแซงสื่อ การพูด เรื่องการควบคุมสื่อนี้ มันน่าเล่นสําหรับคนที่ต้องการจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะคําเหล่านี้ เปึนคําละเอียดอ่อน ทําให้สื่อเกิดความตื่นกลัว ทําให้ประชาชนเกิดความไขว้เขว แล้วทํา ให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย เรื่องนี้กระผมยอมรับครับว่าเปึนเรื่องหนัก ทั้งหนัก ในการบริหารงานและหนักทางใจที่จะต้องฟันฝ์าความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอารมณ์เหล่านี้ ไปสู่การชี้แจงข้อเท็จจริง แต่กระผมก็จะพยายามกระทํา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผล สําคัญอย่างหนึ่งที่เรามาพูดถึงปัญหาสื่อกันในทุกวันนี้ ก็คือการเกิดภาวะ ที่สื่อมวลชนบางส่วนในระยะก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เกิดกระทําตน ไม่เปึนสื่อขึ้นมา สื่อมวลชนที่เปึนสื่อนั้นอย่างไรเสียประชาชนก็อุ้มชู ก็ตามอ่าน ตามฟัง ตามดูกันจนชั่วชีวิต แล้วก็มีความนับถือในส่วนลึกของหัวใจว่าเขาจะขึ้น จะลง จะมี คนอ่าน คนดู คนฟังมากหรือน้อย เขาก็เปึนสื่อในความรู้สึกและเปึนสื่อในดวงใจของคน แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหารนี้เองได้มีการใช้สื่อสารมวลชนเปึนเครื่องมือ ที่สําคัญในการทําให้สังคมเกิดความแตกแยกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และสื่อมวลชน ที่ทําหน้าที่ไม่เปึนสื่อ แต่กลายเปึนการโฆษณาทางการเมืองนี่ละครับที่ทําให้นํามาสู่ นโยบายของรัฐบาลว่าเมื่อประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว จะให้นั่งทําหน้าเฉยเอาอกเอาใจ สื่อต่อไป แล้วก็รอว่าวันหนึ่งจะมีสื่อมวลชนที่ไม่ใช่สื่อตัวจริง แต่เปึนนักการเมืองที่แฝงเร้น ในคราบสื่อลุกขึ้นมาสร้าง ความแตกแยกในสังคมอีก แล้วก็นําเราไปสู่วิกฤติการณ์รอบสอง ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ และในฐานะที่กระผมมารับผิดชอบงานในส่วนนี้เรายอมให้เกิดแบบนั้นขึ้นไม่ได้ ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยได้ก็จริงครับ แต่ความผิดพลาดนั้นไม่ควรจะซ้ํารอยเดิม และกระผม ก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาผ่านทางท่านประธานว่า ในฐานะที่กระผมรับผิดชอบ จะกระทําทุกวิถีทางไม่ให้เกิดบรรยากาศที่สื่อถูกนําเปึนข้ออ้างในทางการเมือง หรือมี นักการเมืองในคราบสื่อมากระทําย่ํายีกับประเทศชาติได้อีกต่อไป ส่วนวิธีการนั้นกระผมก็ จะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปเท่าที่เรามีเวลาอันจํากัดของรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมต้องขอขยายความเรื่องสื่อที่ทําให้เกิดปัญหานั้นสักเล็กน้อย ก็เอ่ยชื่อกัน เลยละครับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ของเครือข่ายสื่อมวลชนผู้จัดการซึ่งมีสื่อในมืออยู่ ๔ ประเภทในขณะนั้นนะครับ นั่นก็คือมีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) มีเว็บไซต์ผู้จัดการ หรือ เมเนเจอร์ (Manager) มีวิทยุชุมชนเอฟเอ็ม ๙๗.๗๕ และมี หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเปึนเครื่องมือที่สําคัญ นายสนธิในครั้งนั้นได้ใช้เครื่องมือทั้ง ๔ สื่อเหล่านี้ในการทําตัวประหนึ่งเปึนศูนย์ผลิตรายการ หรือผลิตเนื้อหาสาระในทางที่ทําให้ เกิดความแตกแยกกับประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดเองก็จะถูกคนค่อนขอดว่า ก็เพราะมีส่วนกับรัฐบาลชุดที่ถูกเขาวิพากษ์วิจารณ์จึงได้มาเดือดร้อน เพราะกระผมเปึน โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และเปึนรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนั้น ซึ่งนําโดย พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กระผมจึงต้องขออ้างสิ่งอื่นซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ และเปึนที่ยอมรับได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และคณะได้สร้างปัญหาอันเปึนจุดเริ่มต้น ของวิกฤติสื่อมวลชนที่เราต้องมาแก้นี้อย่างไร วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ มีคําพิพากษา ของศาลครับท่านประธานครับ คดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เปึนโจทก์ฟัองนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นประมาท ใส่ร้าย ใส่ความเท็จทําให้ถูกเกลียดชัง ซึ่งศาลได้ตัดสินจําคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล เปึนเวลา ๓ ป้ ตรงนั้นยังไม่ใช่ประเด็นที่สําคัญ ที่สุด คําบรรยายของศาลสิครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนสิ่งที่วงการสื่อและพวกเรา ทุกคน รวมทั้งกระผมเองซึ่งเคยทํางานเปึนสื่อต้องสดับตรับฟัง แล้วก็รับไว้ในใจเลย ว่านี่แหละท่านได้ชี้ถึงปัญหาของประเทศอันเนื่องมาจากสื่อไม่เปึนสื่อ ใครที่เปึนสื่อดีแล้วก็ ไม่ต้องเดือดร้อนกับเรื่องนี้ เราพูดถึงสื่อที่ไม่เปึนสื่อ ศาลได้ชี้พฤติกรรมในการกล่าว ปราศรัยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อทั้ง ๔ เหล่านี้ว่าทุกอย่าง ที่ปรากฏไม่ว่าจะเปึนเนื้อหาสาระ การแต่งกายของนายสนธิที่ใช้สีเหลืองอันเปึนสีที่แสดง ถึงสัญลักษณ์อันสูงส่งและความเปึนมงคล ตัวอักษรที่เขียนว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง แล้วก็ เร้ากระแสเกี่ยวกับเรื่องที่เรียกว่า การทําบุญวัดพระแก้ว ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วก็ปรากฏว่า ไม่ได้มีการกระทําผิดหรือละเมิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองแต่อย่างใด กรณีการ ประชาสัมพันธ์และชวนเชื่อเรื่องของการใส่เครื่องหมายคําพูดว่า “ตั้งสังฆราชซ้อน ๒ องค์” ก็เปึนคําพูดของคนอื่น ทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกนํามาเสนออย่างต่อเนื่อง อย่างโหดร้ายทารุณ ผ่านสื่อเหล่านี้อย่างตลอดเวลาเพื่อมีจุดประสงค์ นี่ความเห็นของ ศาลนะครับท่านประธานครับ ว่านายสนธินั้นพยายามที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเปึนที่เคารพเทิดทูนของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเปึนเครื่องมือในการกําจัด พันตํารวจโท ทักษิณ ในทางการเมือง เมื่อกลไกในรัฐธรรมนูญนั้นใช้ไม่ได้แล้ว ท่านประธานเห็นไหมครับว่าสื่อมวลชน ที่ลืมตนเองไปว่าเปึนสื่อมวลชน แต่กลายเปึนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อบรรลุถึง อํานาจทางการเมือง สามารถจะพาคําว่า สื่อมวลชน เข้ารกเข้าพง ลงปลักลงโคลนได้ถึง ขนาดไหน ทั้งหมดนี้ผมต้องขอย้ํา ขอประทานโทษที่ผมอาจจะต้องพูดทวนอยู่บ้างว่าไม่ได้ หมายรวมถึงสื่อมวลชนที่ทําหน้าที่ดีนะครับ สื่อมวลชนที่ทําหน้าที่ดีมีมากมาย ในประเทศไทย และประชาชนก็รู้ดีอยู่ แต่เรากําลังพูดถึงจุดแห่งเปึนปัญหา พฤติการณ์ แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง ศาลต้องการจะมิให้เปึนเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคล อื่น ๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ท่านประธานที่เคารพครับ คดีนี้ อาจจะไม่ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์และปัญหาด้านสื่อสารมวลชนทั้งหมด แต่กระผมนํา เรื่องนี้มาเล่าเพื่อจะเรียนต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาผ่านทางท่านประธานว่า นั่นละ ที่กระผมกําหนดว่าเปึนหน้าที่ของกระผมเอง เพราะฉะนั้นการที่ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณาอภิปรายเกี่ยวมาถึงงานของกระผมในวันแรก ว่าแนวนโยบาย ของรัฐบาลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากคําว่า สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน มาเปึนคํานี้ครับ ท่านประธานครับ ผมยกทั้งประโยคเลย ข้อ ๘.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว ท่านประธานที่เคารพครับ เราต่างเคารพในสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยเฉพาะกระผมเองต้องขออนุญาตพูดถึงตนเองว่าเปึนสื่อมวลชนที่ก็โดนการละเมิดสิทธิ มามากในชีวิต รายการวิทยุและโทรทัศน์ของกระผมถูกยกเลิกโดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับ การเมือง แต่เปึนเรื่องของการเปลี่ยนจังหวะทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง เช่น รายการ เหตุบ้านการเมืองทางช่อง ๓ รายการวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศทางยูบีซี (UBC) เหล่านี้ เปึนตัวอย่างในไม่กี่เรื่องที่กระผมยกขึ้นมาจากตัวอย่างทั้งหมด เพื่อจะเรียนว่ากระผม เข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนโยบายและการปรับเปลี่ยนนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ มันถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องมองทะลุสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชนไปยังสิทธิเสรีภาพของประชาชน เราต้องการให้สื่อมวลชนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีประสิทธิภาพในการทํางาน แต่ต้องอย่าลืมว่าสื่อมวลชนมีเจ้านายเปึนประชาชน เช่นเดียวกันนะครับ สื่อมวลชนไม่มีสิทธิที่จะรักษาแต่สิทธิและเสรีภาพของตน และไป กระทําย่ํายีสิทธิเสรีภาพของประชาชนนะครับ แนวความคิดนี้เองครับจึงได้นํามาสู่คําที่ผม ได้ให้สัมภาษณ์ไปในวันแรกอาจจะออกตัวแรงไปหน่อย ซึ่งต่อไปก็จะระวังโทน (Tone) เสียงมากขึ้นว่าจะมีการจัดระเบียบสื่อ กระผมไม่ได้พูดว่า จัดระเบียบสื่อ กระผมพูดว่า จัดระบบสื่อ นี่ไม่ใช่การเล่นลิ้นดีดดิ้น แต่ ๒ คํานี้มันต่างกันมาก คําว่า จัดระเบียบ นั้นหมายความว่าจัดทุกอย่างให้เข้าที่หมด อาจจะมีการใช้มาตรการกระตุ้นด้านบวก ด้านลบ ลงโทษ ส่งสัญญาณทางตรง ทางอ้อม ซึ่งเขาก็ทํากันมาแทบทุกยุค ทุกสมัย แต่การจัด ระบบนั่นหมายความว่าหลายอย่างมันยังไม่มีสถานะ มันเปึนของเก่าที่ยังไม่ได้ มีการจัด มันเปึนของใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นมา ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ เราพูดถึงเรื่องของสื่อสมัยใหม่หลายอย่าง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียมหรือ ของที่ไม่ใหม่นักแต่ก็ยังไม่ได้จัดระบบกันสักที เช่น เคเบิลท้องถิ่น เหล่านี้ทั้งหมดเปึน ประเด็นที่เกิดขึ้นและหมุนเวียนอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งกระผมได้รับเกียรติให้ดูแล ในตอนนี้ทั้งสิ้น กี่ยุคกี่สมัยแล้วละครับที่ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดระบบ บางคนก็สุดไปด้านหนึ่งจะเอาใจสื่อ บางคนก็สุดไปด้านหนึ่งจะควบคุมสื่อ ซึ่งมันผิดทั้งคู่ ทางที่ควรจะเปึนนั้นก็คือเราจะต้องย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์แรกของการมีสื่อแต่ละประเภท แล้วก็เชิญผู้มีส่วนร่วมในประชาคมสื่อนั้น ๆ มาร่วมคิดว่าเราจะจัดระบบกันอย่างไร จัดระบบครับท่านประธานครับ ไม่ใช่จัดระเบียบ เพราะฉะนั้นกระผมซึ่งเคยกระทําการ ในฐานะสื่อมวลชนแล้วโดนละเมิดสิทธิมา ถ้ากระผมมาถึงก็ละเมิดสิทธิคนอื่นนี่ กระผม ควรถูกประณามเปึนอย่างยิ่ง แล้ววิชาชีพทางการเมืองนั้นกระผมจะไปได้แค่ไหนก็ไม่มี ใครรู้ เพราะเปึนเรื่องของเหตุการณ์ เรื่องของความสามารถ เรื่องของจังหวะ ซึ่งท่าน สมาชิกรัฐสภาและท่านประธานเปึนผู้ที่รู้ดีที่สุดเพราะมีอาวุโสทางการเมืองมากกว่า ผมทุกท่าน เพราะฉะนั้นกระผมจะมายืนอยู่ตรงนี้แล้วทําหน้าที่ละเมิดสิทธิของสื่อเพราะ ลุแก่อํานาจ เพราะอยากจะแก้แค้นเช็คบิล (Check bill) เพราะอยากจะมาทําให้เกิด ความปัืนป์วนในวงการสื่อ เหล่านี้กระผมคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะกระทําการเช่นนั้น แล้วไม่อยู่ในมโนสํานึก ไม่อยู่ในความคิดจิตใจของกระผม เพราะเรามีโลกภายนอกที่ต้อง เดินออกไป มีเพื่อนฝูงพี่น้องที่ต้องคบกันต่อไป กระผมไม่ทําอย่างนั้นเปึนอันขาด แต่ความรัก เพื่อนฝูงพี่น้องในวงการสื่อจะไม่ทําให้ผมไขว้เขวแม้แต่นิดเดียวที่จะจัดระบบสื่อ เพราะฉะนั้น การจัดระบบและการจัดระเบียบไม่เหมือนกัน ขอได้โปรดยุติการบิดเบือน หรือว่าการทําให้ คลาดเคลื่อนเพื่อจะเอาใจสื่อ และทําให้กระผมเปึนผู้ร้ายในสายตาสื่อ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจะเรียนประเด็นสําคัญ ๆ ที่มีเวลา อันจํากัดนี้ให้ท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบ บางเรื่องนั้นก็สามารถตอบได้ โดยตรง บางเรื่องมีรายละเอียดมากกระผมจะได้ตอบตามหลังอย่างเปึนลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ทุกประเด็นที่มีการตั้งขึ้นในสภานี้ได้รับการตอบที่ครบถ้วน คําว่า จัดระบบ ของกระผมนี้จะทําอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่ใช่ผู้วิเศษหรือไม่ใช่ สื่อมวลชนคนแรกของประเทศนี้ที่จะเดินเข้ามาแล้วบอกว่าสื่อที่ดีเปึนอย่างนี้ สื่อที่ไม่ดี เปึนอย่างนี้ กระผมอิงสิ่งที่ประชาคมสื่อมวลชนเขาตั้งกันขึ้นมาเอง ในมือกระผมนั้นคือ ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ โดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๑ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเสนอเนื้อความบางส่วน เพราะทั้งหมดคงจะยาวเกินเวลา ให้ได้รู้ว่าสื่อมวลชนเองท่านก็พยายามจะจัดระบบของ ท่านเองอย่างไร แต่เมื่อท่านฟังความจํานวนนี้แล้วท่านกรุณาไปนึกย้อนที่ผมได้กราบเรียน ผ่านท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ในหมวด ๒ จริยธรรมของหนังสือพิมพ์นั้น ในข้อ ๔ เขียนว่า หนังสือพิมพ์ต้องยึดถือ ข้อเท็จจริง ความถูกต้องแม่นยําและความครบถ้วน ข้ามไปข้อ ๖ หนังสือพิมพ์ต้องแสดง ความพยายามในการให้ความเปึนธรรมแก่ทุกฝ์าย ข้อ ๗ หนังสือพิมพ์ต้องไม่แต่งเติม เนื้อหาสาระของข่าวจนคลาดเคลื่อนหรือเกินจากความเปึนจริง ข้อ ๘ หนังสือพิมพ์ต้อง ละเว้นการเสนอข่าวเพราะความลําเอียง หรือมีอคติจนเปึนเหตุให้ข่าวนั้นคลาดเคลื่อน หรือเกินจากความเปึนจริง ข้อ ๙ หนังสือพิมพ์ต้องไม่สอดแทรกความคิดเห็นลงในข่าว ข้ามไปข้อ ๑๑ การเสนอข่าวที่มีการพาดพิงอันอาจเกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือองค์กรใด ๆ ต้องแสดงถึงความพยายามในการเป่ดโอกาสให้ฝ์ายที่ถูกกล่าวหาแสดง ข้อเท็จจริงด้วย ข้อ ๑๒ ในกรณีที่มีการเสนอข่าวผิดพลาดหนังสือพิมพ์ต้องลงพิมพ์แก้ไข ข้อผิดพลาดดังกล่าวโดยไม่ชักช้า เอาอีกสักข้อก็ได้ครับ ข้อ ๑๖ การพาดหัวข่าวและความนํา ของหนังสือพิมพ์ต้องไม่เกินไปจากข้อเท็จจริงในข่าว แล้วต้องสะท้อนใจความสําคัญ หรือเนื้อหาหลักของข่าว ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือส่วนหนึ่งของข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรม แห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้ออกมาในป้พุทธศักราช ๒๕๔๑ ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑ ลงชื่อ นายมานิต สุขสมจิตร ประธานสภา การหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ท่านประธานครับขณะนี้สื่อมวลชนทั้งประชาคมเขาใช้จริยธรรมนี้ล่ะเปึนฐานในการประยุกต์ กับโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์และสื่อสมัยใหม่อื่น ๆ ด้วย แล้วท่านจะเห็นได้เองครับ ท่านประธานที่เคารพครับว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ตรงกับพฤติกรรมของเอเอสทีวี ของวิทยุ ๙๗.๗๕ ของผู้จัดการรายวัน หรือของเว็บไซต์ แมนนิจเจอะเลย แล้วตอนหลังก็มี การเลียนแบบดาราได้นําเอาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นมาขยายความจนเกิดปัญหาขึ้นอย่างมาก เพราะฉะนั้นกระผมจึงมีความประสงค์ที่จะได้รับใช้ประเทศชาติด้วยการสร้างสมดุล ของข้อมูลข่าวสารให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยกระผมจะไม่ได้ตั้งหลักการใหม่ จะไปดูว่ากรม ประชาสัมพันธ์หน้าที่คืออะไร อสมท ที่เปึนบริษัทมหาชนก็จะไปคุยผ่านคณะกรรมการ คือบอร์ดว่าจะทําหน้าที่อะไร และแม้กระทั่งประเด็นใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างกรณีทีพีบีเอส ซึ่งความจริงเปึนเรื่องใหญ่ที่กระผมนั้นจะต้องชี้แจงออกมาต่างหากว่านั่นก็เปึนสิ่งที่ เกิดขึ้นในจังหวะที่บ้านเมืองไม่เปึนประชาธิปไตยทั้งสิ้นนับตั้งแต่ไอทีวีกลายเปึนทีพีบีเอส ในหลายประเทศครับถ้าหากมันมีความพยายามใด ๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปึนเผด็จการ หรือไม่เปึนประชาธิปไตยนี่เขารื้อทิ้งทั้งระบบ แต่กระผมได้รับนโยบายมาต่างจากนั้น ทีพีบี เอสเปึนทีวีสาธารณะที่มีกฎหมายคุ้มครองเปึนองค์กรอิสระ แต่นั่นแหละครับสังคมก็ต้อง มีสิทธิประเมินผลว่าทีพีบีเอสนั้นได้ทําหน้าที่เต็มที่ของตนเองหรือไม่ หรือจะกลายเปึนเพียง การเล่นเกมอาฆาตแค้นของคุณมีของฉันต้องมี แล้วก็ป่ดประตูหน้าต่างไม่ให้ใครเข้าไปได้ กระผมได้พูดให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ไปว่ากระผมไม่ได้เตือนทีพีบีเอสในแง่ที่จะ ส่งสัญญาณใด ๆ แต่เตือนด้วยความปรารถนาดีว่าอย่าป่ดประตูหน้าต่างจนกระทั่งตัวเอง ก็ออกไม่ได้ เพราะคําว่า องค์กรอิสระ นั้นไม่ใช่ลอยอยู่ในระบบสุริยะจักรวาลนะครับ ยังต้องเปึนของคนไทยอยู่ แล้วในเมื่อคนไทยให้อํานาจชั่วคราวผ่านรัฐบาลประชาธิปไตย มาดูแลทรัพย์สินของเขา สิ่งเหล่านี้รัฐบาลก็ต้องเข้าไปพูดคุยเข้าไปดูแลได้
(นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบสัดส่วน) ได้ยืนและยกมือขึ้น)