รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

ถวิล ไพรสณฑ์ แถลงว่านโยบายของรัฐบาลบางส่วนไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะข้อกำหนดเวลาที่ไม่ชัดเจน และวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่เน้นการเพิ่มอำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่นและความไม่เท่าเทียมกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานในการควบคุมดูแลท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้และเลี้ยงตัวเองได้

นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๐ พรรคประชาธิปัตย์ นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลง ไปแล้วนั้น กระผมได้ตรวจสอบทั้งหมดแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายในข้อ ๘ ว่าด้วย การบริหารจัดการที่ดีนั้น ผมยังมองเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีท่านสมาชิกบางท่านก็ได้เรียนท่านประธานไปแล้วว่าไม่สอดคล้อง กับมาตรา ๗๕ ในประเด็นที่ไม่กําหนดระยะเวลาที่แน่ชัดเอาไว้ในตัวนโยบายของรัฐบาล ซึ่งถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้ประกาศเปึนนโยบายเร่งด่วนภายใน ๑ ป้ก็จริง และได้ประกาศ เปึนนโยบายทั่วไปจะทําให้แล้วเสร็จภายใน ๔ ป้ก็จริง แต่ในตัวรัฐธรรมนูญนั้นได้ระบุไว้ ชัดเจนว่าจะต้องกําหนดเวลาที่แน่ชัด

ในประการที่ ๒ ที่กระผมเห็นว่ายังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญก็คือ ในมาตรา ๗๘ (๒) ของรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนั้น จะต้องกําหนดนโยบายจัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการ ส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อํานาจหน้าที่อย่างชัดเจน ซึ่งในคําแถลงนโยบายนั้นไม่ได้เขียน ไว้ในประเด็นเหล่านี้ และที่สําคัญกระผมคิดว่าการกําหนดอํานาจหน้าที่ระหว่าง ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ควรกําหนด ระยะเวลาใช้เวลาถึง ๔ ป้ เพราะเรื่องเหล่านี้ได้มีขอบเขตอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ต่าง ๆ ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว รัฐบาลจึงน่าที่จะต้องกําหนดอํานาจหน้าที่เหล่านี้ไว้ให้ ชัดเจน ในมาตรา ๗๘ (๓) ในตอนท้ายได้เขียนไว้ชัดเจนในแนวนโยบายของรัฐว่า จังหวัดใดที่มีความพร้อมที่จะให้เปึนรูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั้งจังหวัด ก็ให้ยกฐานะ เปึนราชการส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด ประเด็นนี้ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย กระผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเสียดายที่รัฐบาลตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาจนกระทั่งปัจจุบันนั้นไม่ได้เน้นหนักในเรื่อง การส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็คือการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่น กระผมเห็นว่าในยุคโลกาภิวัตน์เช่นนี้ความต้องการของประชาชนนั้นมีความหลากหลาย รัฐบาลกลางเองไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้นเองที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ได้อย่างแท้จริง ประเด็นเหล่านี้กระผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องจริงจังกับเรื่อง ของการกระจายอํานาจ ผมอยากเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เปึนรัฐธรรมนูญที่ให้ความสําคัญต่อการปกครองส่วนท้องถิ่นค่อนข้างมาก และผมเชื่อว่าไม่มีประเทศไหนในโลกนี้จะพัฒนาให้ก้าวหน้าไปได้ ถ้ารวบอํานาจไว้ที่ ส่วนกลาง นับตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึนต้นมา ท่านจะเห็นได้ชัดเจนว่า หลังจากมี อบต. มีเทศบาล มี อบจ. ที่เต็มรูปแบบแล้ว การพัฒนาพื้นที่ในชนบทนั้นได้มีความก้าวหน้าไปค่อนข้างมาก มีถนนหนทางไปทั่วถึง มีหน่วยงานที่ดูแลความเดือดร้อนของประชาชนอย่างใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้เปึนพยานหลักฐานที่ประจักษ์แน่ชัดว่า การกระจายอํานาจไปสู่ส่วนท้องถิ่นนั้น เปึนการสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเราไปเน้นหนักในเรื่อง ของราชการส่วนภูมิภาค ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าตัวแทนของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ผมไม่คิดว่าข้าราชการประจําซึ่งย้ายมาจากที่อื่นจะรู้ปัญหาในท้องถิ่นดีกว่าคนในท้องถิ่น ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครรักท้องถิ่นเท่ากับคนในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาของ ประชาชนในท้องถิ่นที่ได้ผลที่สุดก็คือการให้ประชาชนในท้องถิ่น ตัวแทนของประชาชน ในท้องถิ่นเปึนผู้แก้ปัญหา อีกมาตราหนึ่งที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เขียนเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่เปึน บทบัญญัติว่าด้วยพื้นฐานแนวนโยบายของรัฐก็คือในมาตรา ๘๗ ที่พูดถึงการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในทุกระดับ ในรอบ ๓–๔ ป้ที่ผ่านมา เปึนที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่ารัฐบาลในยุคนั้นได้เน้นหนักไปในเรื่องของการเพิ่มอํานาจ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งในส่วนนั้นผมไม่ติดใจ แต่ส่วนที่ผมติดใจก็คือว่าท่านเพิ่ม อํานาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด พยายามที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเปึนผู้ว่าราชการ จังหวัดในระบบซีอีโอ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านลืมไปก็คือว่าท่านไม่ก่อตั้งให้มีองค์กรตรวจสอบ ผู้ว่าราชการจังหวัด นี่เปึนจุดที่อันตรายเปึนอย่างยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีอํานาจ มากมาย และสิ่งสําคัญก็คือว่า ในงบประมาณแต่ละป้นั้นรัฐบาลกลางเองได้จัดสรร งบประมาณไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดป้หนึ่งนับเปึน ๑๐๐ ล้านบาท แล้วเปึนการส่ง งบประมาณไปในช่วงเวลาที่งบประมาณใช้ไปแล้วมา ๔–๕ เดือน ผมเองในช่วงที่เปึน สมาชิกวุฒิสภาได้รับหนังสือเชิญจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ไปร่วมประชุมพิจารณาจัดสรร งบประมาณ นั่นก็หมายถึงว่างบประมาณเหล่านี้ที่รัฐบาลจัดสรรไปให้นั้น ทางจังหวัดเอง ไม่ได้เตรียมการมาก่อน ไม่มีโครงการมาก่อนเลย มานั่งประชุมแล้วก็แบ่งกันทํา นั่นก็หมายถึงว่างบประมาณส่วนนี้ไม่เกิดผลไปตามเปัาหมายที่ควรจะต้องทํา ทั้ง ๆ ที่ สิ่งเหล่านี้ถ้าจัดสรรไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว กระผมคิดว่าจะมีประโยชน์ มากกว่าที่จะให้จังหวัด และที่สําคัญก็คือว่ามีจุดรั่วไหลค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผมจึง เปึนห่วงว่าถ้าเราเน้นหนักให้กับบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้มีอํานาจทั้งด้านการเงินและ มีอํานาจทางด้านบุคลากรและส่วนอื่น ๆ โดยไม่มีองค์กรตรวจสอบแล้วปัญหาจะต้อง เกิดขึ้น ราชการส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะมี อบจ. ก็มีสภา อบจ. เทศบาลก็มี สภาเทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบลก็มีสภาตําบล กทม. ก็มีสภากรุงเทพมหานคร

ในประเด็นสําคัญที่ผมจะพูดอีกประการหนึ่งก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติให้มีการกําหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยมาตรฐานในการกํากับดูแล ปัจจุบันการกํากับ ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณี เทศบาลเมือง เทศบาลนคร และองค์การบริหารส่วนจังหวัด การกํากับดูแลเทศบาลตําบล องค์การบริหารส่วนตําบลนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของนายอําเภอ เพราะฉะนั้นมาตรฐาน ในการกํากับดูแลข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงไม่มีมาตรฐาน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงได้ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะต้องออกเปึนกฎหมาย เพื่อกําหนดมาตรฐานในการกํากับ ดูแลราชการส่วนท้องถิ่น ผมเปึนห่วงเหลือเกินว่า ถ้ามาตรฐานการกํากับดูแลราชการ ส่วนท้องถิ่นไม่มีมาตรฐานแล้ว จะเกิดปัญหาเหมือนที่ กทม. เคยเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล ชุดก่อนหน้านี้ ท่านประธานคงทราบว่ากรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาจราจร มีนโยบายที่จะ ขยายเส้นทางรถไฟฟัาบีทีเอส (BTS) ไปสู่ฝัืงธนบุรี และบางนา สําโรง แต่ปรากฏว่าการขอ อนุมัติอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ถูกระงับไว้หมดเลย ซึ่งผมไม่ทราบว่าเหตุผลอะไรที่ต้องไประงับในเมื่อกรุงเทพมหานคร นั้นต้องการแก้ปัญหาจราจรให้กับพี่น้องประชาชน แต่ปรากฏว่าพอส่ง เนื่องจากเปึน อํานาจที่เกินอํานาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จําเปึนจะต้องขออนุมัติ ครม.ผ่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ไม่ได้รับอนุมัติ ผมคิดว่ามาตรฐานอย่างนี้ไม่ถือว่า เปึนมาตรฐาน แต่เปึนการใช้อํานาจที่เหนือกว่าไม่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้บริหารนั้นอยู่คนละพรรคทํางานให้เข้าตาประชาชนเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญได้ประกาศไว้ชัดเจน ได้บัญญัติไว้ ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะต้องออกมาเปึนกฎหมาย กําหนดมาตรฐานในการกํากับดูแล ให้ชัดเจนว่าอันไหนที่เปึนความเปึนอิสระของท้องถิ่น รัฐบาลเองก็ดี ข้าราชการประจําซึ่งมี หน้าที่กํากับดูแลก็ดีจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเปึนพื้นฐานของรัฐ เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึง รัฐบาลว่า ราชการส่วนท้องถิ่นนั้นมีความสําคัญสําหรับประเทศชาติเปึนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่จําเปึนจะต้องเร่งทําเพื่อส่งเสริมการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรายได้ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลต้องรีบออก กฎหมายรายได้ให้ท้องถิ่นเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งกระผม คิดว่ารัฐบาลกลางเองนั้นควรจะทํารับผิดชอบเฉพาะกิจการที่เปึนงานใหญ่ ๆ โดยสรุป กระผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรจะมองประเด็นถึงเรื่องการกระจายอํานาจไปสู่ ท้องถิ่น เพราะนั่นหมายถึงว่าเปึนการให้ประชาชนนั้นเขาเรียนรู้ประชาธิปไตยจากท้องถิ่น เปึนการฝ๊กสร้างผู้นําให้เกิดขึ้นตั้งแต่ท้องถิ่นมาถึงระดับชาติ และที่ต้องการที่สุดคือว่าให้ พี่น้องประชาชนเขาได้มีโอกาสแก้ปัญหาของเขาเองในท้องถิ่น มีนักปรัชญาทางรัฐศาสตร์ ได้พูดมา ๓๐๐–๔๐๐ ป้แล้วว่า มนุษย์เราเกิดมานั้นเขาไม่ต้องการแต่เพียงรัฐบาลที่ดี เท่านั้น แต่เขาต้องการเปึนผู้มีส่วนร่วมในการปกครองตัวเขาเองด้วย ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ