รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลและวิพากษ์วิจารณ์การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะการรักษาโรคไตวายเรื้อรังและขอความกรุณาจากการจัดให้เป็นบริการสาธารณะ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายนโยบายของรัฐบาลในหมวดนโยบายสังคม และคุณภาพชีวิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ขอกราบเรียน เปึนเบื้องต้นนะครับว่า หลังจากที่ได้อ่านและได้ฟังการแถลงนโยบาย ก็เห็นว่านโยบาย ในส่วนนี้ดูสั้น กะทัดรัด แต่ว่าเลื่อนลอย ไร้วิธีปฏิบัติแล้วก็เปึนนามธรรมโดยสิ้นเชิงครับ มาดูเนื้อหาก็ไม่ใช่ของใหม่ครับ ก็เปึนเรื่องที่ปกติข้าราชการประจําเขาก็ทําอยู่แล้วทั้งนั้น อาจจะไม่มาเขียนเลยก็ได้ ผมก็เข้าใจครับการจะเขียนวิธีปฏิบัติทั้งหมดลงในนโยบายนั้น ก็เปึนเรื่องที่เปึนไปไม่ได้ แต่ว่าเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องที่สําคัญผมคิดว่าน่าจะบอกให้ทราบ กันบ้างนะครับ บอกให้ชัด ๆ อย่างเรื่องหลัก ๆ อย่างเรื่องหลักประกันสุขภาพซึ่งถือว่า เปึนหัวใจ เดี๋ยวนี้ถือว่าเปึนหัวใจของระบบสาธารณสุขในปัจจุบันนี้ ทําไมไม่เขียนบอก ให้ชัดล่ะครับว่าจะเอาอย่างไร จะ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือว่าจะรักษาฟรี มันไม่เหมือนกันนะครับ สําหรับคนจนแล้วแม้แต่เรื่อง ๓๐ บาทก็เปึนเรื่องสําคัญ เพราะผมก็ได้ข่าวว่าท่านยังเสียดายชื่อ ๓๐ รักษาทุกโรคกันอยู่ ท่านจะทําต่อก็ได้ครับ ไม่ว่าอะไรกัน แต่ไม่ว่าจะ ๓๐ บาทหรือว่ารักษาฟรี ขอเรียนถามท่านอีกนะครับว่า คุณภาพการรักษาจะเปึนอย่างไร จะเหมือนกับในอดีตที่ชาวบ้านเขาพูดกันว่า ๓๐ บาท ตายทุกโรคหรือเปล่า ท่านอาจจะบอกว่าพูดอย่างนั้นมันก็เกินไป แต่จริง ๆ แล้วมันเปึน การสะท้อนจากชาวบ้านว่าชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการของถูกหรือของฟรีแต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาต้องการคุณภาพ เขาต้องการความสะดวกสบายในการรักษาพยาบาลด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะ ๓๐ บาท หรือว่าฟรีก็ขอให้มีคุณภาพครับ ท่านประธานครับ ไม่ว่ารัฐบาลจะเขียนนโยบายอย่างไรก็ตาม แต่กระทรวงสาธารณสุขจะมีปัญหาที่เปึน ปัญหาเรื้อรัง เรียกว่าเปึนปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของกระทรวงสาธารณสุขก็ว่าได้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ท่านจะได้เครดิตความน่าเชื่อถือมากกว่าท่านไปทํา นโยบายใหม่ ๆ ด้วยซ้ํา อย่างเช่นอะไรบ้าง ปัญหาของการรอนานอย่างนี้เปึนต้น ทุกวันนี้ ใครจะไปโรงพยาบาลก็ต้องทําใจนะครับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐบาล อย่างน้อย ครึ่งวันหรือว่า ๑ วัน ท่านต้องใช้เวลาเสียไป บางแห่งก็ต้องไปเข้าคิวตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ แล้ว มันก็ไม่ใช่เปึนเรื่องใหม่ เพราะว่ามันก็รอนานกันมาเปึนร้อยป้แล้วนะครับ แต่นโยบาย ๓๐ บาทของรัฐบาลในอดีตได้ทําให้เรื่องนี้มันเลวร้ายยิ่งขึ้นเพราะว่างานหนัก คนไข้เยอะ ทําไปทํามาแทนที่คนไข้จะกระจายคนไข้กลับมากระจุกอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ คือโรงพยาบาลของจังหวัด ซึ่งทําให้หมอต้องลาออกไปเปึนจํานวนมาก หมอเขาก็ไม่ไหว เพราะว่างานหนักเหลือเกิน พอหมอลาออกคนไข้เท่าเดิมก็ยิ่งต้องรอนาน ก็เปึนกงเกวียน กําเกวียนอย่างนี้ ท่านต้องแก้นะครับเรื่องนี้ และผมขอเรียนตรง ๆ ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แก้ยากทีเดียว ปัญหาความไม่สะดวกสบายอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของห้องคนไข้รวม มีคนเขาเปรียบนะครับว่าถ้าท่านอยากรู้ว่านรกเปึนอย่างไรก็ลองไปแอดมิท (Admit) ในโรงพยาบาลของรัฐแล้วก็นอนห้องนอนรวมดูสัก ๑ วัน ๒ วัน ถึงไม่เหมือนทีเดียว ก็ใกล้เคียงนะครับ เพราะว่ามันทั้งร้อน ทั้งแออัด ทั้งกลิ่นไม่ดี ไม่สะอาด ยั้วเยี้ยไปทั้งญาติ คนไข้ ทั้งคนไข้ ท่านลองไปดูห้องรวมของโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลที่เปึนโรงเรียนแพทย์ แล้วก็พยายาม ยกระดับห้องรวมของโรงพยาบาลของรัฐบาลให้ใกล้เคียงกับของโรงเรียนแพทย์ก็ยังดีครับ ต่อไปครับท่านประธาน โครงการ ๓๐ บาท จนต่อเนื่องมาถึงโครงการรักษาฟรี ได้ส่งผลให้ การพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลของรัฐแทบจะหยุดไปเลยเพราะว่าไม่มีเงิน เอาเงิน ไปทุ่มเทกับการรักษาพยาบาลมากจนเกินไป บางแห่ง บางโรงพยาบาลเครื่องมือชํารุด ยังไม่มีเงินที่จะมาซ่อมเลยครับ หรืออาจจะพูดได้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ โรงพยาบาล ของรัฐบาลทุกระดับมีศักยภาพต่ํากว่าที่ควรจะเปึน อย่างโรงพยาบาลระดับจังหวัด น่าจะมีขีดความสามารถที่จะรักษาโรคได้ทุกโรคแล้ว ควรจะมีหมอเฉพาะทาง ควรจะมี เครื่องมือพร้อมให้หมอได้ใช้ แต่ปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่ครับ โรงพยาบาลศูนย์ตามหัวเมืองต่าง ๆ ควรจะมีศักยภาพเทียบเท่ากับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ได้แล้วปัจจุบันนี้ แต่ก็ไม่ใช่อีกครับ ตามความเห็นของผมในฐานะที่เปึนบุคลากรเปึนบุคคลในวงการแพทย์ ผมว่า โรงพยาบาลศูนย์ในปัจจุบันมันควรจะรักษาโรคยาก ๆ ได้แล้ว อย่างเช่น โรคมะเร็ง ควรจะรักษาได้ครบวงจรแล้วครับ ควรจะมียาดี ๆ ควรจะมีเครื่องฉายแสงได้แล้ว แต่นี่ก็ไม่มีครับ ในเรื่องของการผ่าตัดควรจะผ่าตัดหัวใจได้แล้วก็ไม่มี ไม่เปึนอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นชีวิตคนในต่างจังหวัดก็ยังต้องเสี่ยงอยู่ดี ถ้าเกิดว่าเปึนโรคบางโรคร้ายแรง ฉุกเฉินขึ้นมา มากรุงเทพฯ ไม่ทันก็ต้องตายครับ แล้วเราจะเรียกว่าเรามีระบบประกัน สุขภาพที่ดีได้อย่างไรนะครับ ท่านต้องรีบนะครับ ต้องรีบพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาล เหล่านี้เพื่อชดเชยกับ ๕–๖ ป้ที่แล้วที่เสียโอกาสไป ไม่อย่างนั้นเราจะตามประเทศ เพื่อนบ้านเขาไม่ทัน แต่ผมขอร้องล่วงหน้าสักนิดสําหรับเรื่องนี้ว่าท่านอย่าเลือกปฏิบัติ ผมมีตัวอย่างที่จังหวัดตรังบ้านผม เคยมีผู้ใหญ่ระดับรองนายกรัฐมนตรีได้ไปเรียกประชุม ข้าราชการทั้งภาคใต้เลยที่หาดใหญ่ แล้วก็ไปประกาศว่าจะสร้างโรงพยาบาลขนาด ๑,๐๐๐ เตียง ไม่ใช่เล็กนะครับ ๑,๐๐๐ เตียงที่จังหวัดตรัง เพื่อจะให้เปึนศูนย์กลาง ทางการแพทย์ของฝัืงทะเลอันดามัน เขาบอกว่ารายงานนายกรัฐมนตรีไป นายกรัฐมนตรี ก็เห็นด้วย ชาวบ้านก็ดีอกดีใจกันใหญ่ มีการเตรียมการ หาที่หาทาง ทางจังหวัด ก็ทําหนังสือกันเปึนป๊ก ๆ แต่ปรากฏว่าในที่สุดโครงการก็หยุดไปเฉย ๆ ท่ามกลาง ความงุนงงสงสัยของชาวบ้านว่าท่านเล่นอะไรของท่าน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา ส่วนใหญ่ก็คิดกันว่าอาจจะเปึนเพราะว่าพอถึงการเลือกตั้ง คนของท่านไม่ได้รับ การเลือกตั้ง ท่านก็เลยหยุดทําบังเอิญเขาเกิดไปได้ฟังคําพูดประโยคที่ว่า จังหวัดไหน เลือกพวกเราเราจะพัฒนาก่อน ซึ่งแปลว่าถ้าจังหวัดไหนไม่เลือกก็อีกเรื่องหนึ่ง ชาวบ้าน เขาถึงเข้าใจแล้วก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ผมไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ําอีก โดยเฉพาะ ในรัฐบาลนี้ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเปึนมั่นเปึนเหมาะ ประกาศนโยบายสมานฉันท์ เปึนอันดับต้น ๆ เลยของนโยบายของท่านก็ว่าได้ เพราะว่าการเลือกปฏิบัติเปึนการทําให้ ประชาชนแตกแยกอย่างมากที่สุดทีเดียวนะครับ ถ้ารัฐบาลนี้ยังสนใจที่จะทําโรงพยาบาล ขนาด ๑,๐๐๐ เตียง ที่จังหวัดตรัง เราก็ยินดีครับ กลับมาที่ศักยภาพของโรงพยาบาล อีกสักนิดหนึ่ง ที่จริงแล้วเมื่อกี้ผมพูดถึงโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ยังไม่แย่ เท่าไรนะครับ ที่แย่มากที่สุดในตอนนี้ก็คือโรงพยาบาลอําเภอหรือโรงพยาบาลชุมชน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทําอะไรแทบจะไม่ได้เลย หมอก็แทบจะไม่มี ผมขอฝากไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย ท่านต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ปัจจุบันนี้หมอที่มีอยู่ ก็เปึนหมอใช้ทุน ไม่ค่อยมีประสบการณ์ รักษาโรคอะไรก็ไม่กล้าครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ ถ้าเกิดทําผิดพลาดไปก็ถูกฟัองร้องติดคุกติดตะราง เปึนเรื่องที่เขากลัวกันมาก เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลอําเภอเดี๋ยวนี้มีหน้าที่ก็คือส่งต่ออย่างเดียว พอคนไข้หนัก ๆ มา เอาขึ้นรถส่งต่อให้โรงพยาบาลจังหวัด อันนี้ละครับหมายถึงความล้มเหลวของระบบ กระจายอํานาจทางด้านการสาธารณสุขอย่างรุนแรงเลยครับ ขอให้ท่านรีบแก้ไขเพราะว่า ตอนนี้โรงพยาบาลระดับอําเภอก็เหมือนกับสถานีอนามัยขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่มีศักยภาพ ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย

ผมขอฝากประเด็นสุดท้าย เมื่อกี้ว่าจะพูดถึงเรื่อง อสม. แต่คุณหมอวรงค์ ก็ได้พูดไปแล้ว ประเด็นที่ผมจะฝากก็คือเรื่องของคนไข้โรคไตหรือไตวายเรื้อรัง ซึ่งจะต้อง ล้างไตแล้วก็ใช้จ่ายเงินทองเปึนจํานวนมาก ปัจจุบันนี้ก็ยังยึกยักอยู่ว่าจะให้ฟรีหรือ ไม่ให้ฟรี ผมขอความกรุณาจากรัฐบาลช่วยให้ฟรีเถอะครับ เพราะว่าจะเปึนประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนมากทีเดียว คนไข้พวกนี้ไม่ใช่ตายคนเดียวนะครับท่านประธาน บางคนอาทิตย์หนึ่งตั้ง ๔,๐๐๐ กว่าบาทต้องใช้จ่าย