รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สมเกียรติ อ่อนวิมล หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย และเสนอแนะว่าควรแก้ไขหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้วิถีชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกชุมชน หมู่บ้าน เปือนเหมือนกับประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา และไม่ได้กําหนดนโยบายเรื่องการศึกษาไว้เป็นเรื่องเร่งด่วน

นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมเกียรติ อ่อนวิมล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสภาครับ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายพาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาลในหน้า ๓ ข้อ ๑.๑ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการในป้แรก คือ ๑.๑ สร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติและฟุ๋นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ประเด็นที่ ผมจะเน้นแล้วคิดว่าอยากจะขอให้รัฐบาลได้ขยายความหรือว่าทํางานในรายละเอียด มากกว่านี้ก็คือ เรื่องการยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข อันนี้คือหมายความว่ารัฐบาลเขียนนโยบายนี้โดยสมมุติฐานว่ามีระบอบ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้วพร้อมที่จะยึดมั่น แต่ในทรรศนะของผม ผมคิดว่าถ้าดู สถานภาพในปัจจุบันของประชาธิปไตยในเชิงปรัชญาและการมีวิวัฒนาการของ ประชาธิปไตย ในประเทศไทยนั้นยังอยู่ในระหว่างที่เพียงอยู่ในจุดเริ่มต้นที่จะต้องค้นหา ความหมายที่แท้จริง และมีความเข้าใจร่วมกัน เพื่อจะได้ช่วยกันสร้างชาติต่อไป ผมจะเริ่ม อย่างนี้ครับว่า ในละตินอเมริกาครั้งหนึ่งเคยมีสงครามกลางเมืองหรือมีข้อขัดแย้ง ในเชิงอุดมการณ์ว่าด้วยเรื่องเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม มีนักเขียนรางวัลโนเบล (Nobel) ชาวโคลัมเบียคนหนึ่งก็ตั้งข้อสงสัยและตั้งข้อสังเกตในงานวรรณกรรมของเขาบอกว่า ผมไม่เข้าใจว่าทําไมมนุษย์จะต้องรุนแรงฆ่าฟันกันเพียงเพื่อที่จะแย่งชิงอํานาจในสิ่งที่ จับต้องไม่ได้ คือหมายความว่าในสังคมประชาธิปไตยนั้นก็มีข้อแตกแยกและถกเถียงกันว่า จะเปึนแบบเสรีนิยมหรือว่าอนุรักษ์นิยม ก็เลยไม่เข้าใจว่าทะเลาะกันไปทําไม เหมือนเมื่อวาน ผมเฝัาสังเกตข้อขัดแย้งซึ่งไม่มากนัก แต่ว่าในเชิงปรัชญาก็น่าสนใจว่า ถกเถียงกันมาก ระหว่าง ๒ ฝ์ายในสภานี้ว่ามีคนตายกันกี่คนในข้อขัดแย้งในกระบวนการวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยของไทย ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ประเด็นใหญ่แม้ว่าจะสําคัญก็ตาม แต่ว่า ประเด็นใหญ่ในการที่รัฐบาลจะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคมของเราก็คือว่า ไม่ใช่ว่าตายกี่คน แต่ว่าทําไมต้องตายด้วย ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเดียวกันที่เรา ต้องการก็คือสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ มันเปึนอุดมการณ์ครับ คือประชาธิปไตยซึ่งเรายัง เถียงกันอยู่ว่ามันอยู่ตรงไหนแน่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ารัฐบาลนั้นก็เริ่มต้นดีแล้ว ที่เขียนเรื่องนี้ไว้ในข้อแรกของนโยบาย เพียงแต่ว่ามันเปึนสมมุติฐานที่สมมุติว่า เปึนประชาธิปไตยแล้วจึงต้องยึดมั่นอย่างที่เปึนอยู่ ผมคิดว่าในขณะนี้ปัญหาของประชาธิปไตยในประเทศไทยคือการเรียนรู้หรือการศึกษา ทําความเข้าใจว่ามันคืออะไร และควรจะนิยามมันว่าอย่างไร ประชาธิปไตยในขณะนี้ เปึนปัญหาของคํานิยามในประเทศไทย คือปัญหาที่ทําให้เกิดความขัดแย้งและเกิด ความชะงักงันในการพัฒนาประชาธิปไตยจนกระทั่งมีการยึดอํานาจบ้าง มีการปกครอง โดยใช้ประชาธิปไตยที่ประชาชนส่วนหนึ่งอึดอัดไม่พอใจจึงมีการประท้วงกันบ้าง สืบเนื่องมาจากว่าเวลาเราคิดว่าเปึนประชาธิปไตยแล้วในบางช่วงเราใช้นโยบาย แบบทุนนิยมเสรี แล้วก็มีนักธุรกิจซึ่งมีเสรีภาพในการที่จะมาประกอบกิจกรรมทางการเมือง เข้ามาทําหน้าที่หลังจากการเลือกตั้ง แล้วเราก็นิยามมันว่าเท่ากับประชาธิปไตย ซึ่งไม่ผิด แต่เปึนเพียง ๑ นิยามเท่านั้น แต่ฝ์ายทหารที่มองเห็นว่าทุนนิยมของนักธุรกิจการเมือง ไม่เท่ากับประชาธิปไตย จึงยึดอํานาจ แล้วก็บอกว่าขอดึงกลับสู่ประชาธิปไตย ก็จะเห็นว่า ทั้ง ๒ ฝ์ายมีเหตุผลในเชิงปรัชญาในความชอบธรรม ทหารก็บอกว่าไม่ใช่เผด็จการ ซึ่งผม ก็คิดว่าไม่ใช่เผด็จการ แต่ว่าเปึนการให้คํานิยามว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่ประชาธิปไตย จึงขอดึงกลับ ตกลงทั้ง ๒ ฝ์ายไม่ผิดเลยถ้าจะนิยามในเชิงปรัชญาว่าตัวเองนั้นเปึน ผู้จรรโลงหรือสร้างสรรค์ประชาธิปไตย แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งว่าต่างฝ์ายต่างบอกว่า ไม่ใช่ ขอดึงกลับ ผมจึงคิดว่าจึงเปึนความชะงักงันในทางประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการ ประชาธิปไตย ผมถึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้ทําเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้ว่ามันจะเปึนสิ่งที่ อาจจะเรียกว่าเปึนนามธรรมจับต้องไม่ได้ วัดไม่ได้ หรือนักวิชาการในครั้งที่ผมเรียนจบ แล้วมารับราชการเปึนอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนวันที่ ๑๔ ตุลาคม ป้ ๒๕๑๖ ไม่กี่เดือนหรอกครับ งานอภิปรายในช่วงนั้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จะพูดว่าประชาธิปไตยกินได้ แปลว่าจับต้องได้ แต่มันเปึนนามธรรมครับ เพราะว่า มันทําให้เกิดความสุขโดยไม่ต้องอิ่มท้อง แต่มันเปึนความสุขใจ ผมอยากให้ทั้ง ๒ ฝ์าย คือนักการเมืองในสภานี้หรือนอกสภา พรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมกับข้าราชการทุกส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้อํานาจหรือมีพลังอยู่ในมือ ร่วมกันนิยามให้มันชัดเจนจะได้เกิดความสุข จึงอยากจะเสนอรัฐบาลว่าวิธีสร้างสังคมประชาธิปไตยให้เปึนรูปธรรม ถึงจับต้องไม่ได้ แต่ก็รู้สึกได้ว่าเรากําลังจะสร้างความสุข ข้อที่ ๑ เพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติของผม อาจจะพูดไปแล้วเมื่อสักพักหนึ่งซึ่งผมก็เห็นด้วย ก็คือการแก้ไขโครงสร้างที่สําคัญในสังคม เราในช่วง ๔ ป้ข้างหน้าของรัฐบาลชุดนี้ โครงสร้างใหญ่ก็คือรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญที่ร่างมาในป้ ๒๕๕๐ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เพราะผมไม่ใช่เปึนคนร่าง จึงไม่อยากเห็นว่าให้มันอยู่ต่อไปนะครับ ผมเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ จะดี จะไม่ดีมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าฐานของการร่างนั้นมาจากประชาชน เหมือนทุกท่าน ที่ไม่ใช่ สนช. ในสภานี้ครับ ท่านย่อมมีความอิ่มเอมใจมากกว่าผม เพราะว่าท่านมีฐาน มาจากประชาชน ไม่ว่าจะมาจากประชาชนอย่างไรก็ตาม จากกลุ่มไหน ด้วยเหตุผล อย่างไร ด้วยนโยบายหรือด้วยความรู้สึก หรือความชื่นชมหรือไม่อย่างไรก็ตาม ฐานของ การเปึนประชาธิปไตยสูงกว่า ผมอยากให้แก้ ไม่รู้จะแก้อย่างไรครับ เพราะว่าฐาน มันแก้ไม่ได้ ถ้าย้อนกลับไปอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ก่อนที่จะมาตั้ง พรรคพลังประชาชน หรือแม้กระทั่งพูดหลังจากพรรคได้รับชัยชนะแล้วในเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรือว่ากลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ป้ ๒๕๔๐ แล้วขัดเกลาสิ่งที่ เห็นว่าสังคมควรจะต้องแก้ ก็ลองดูครับ แต่ว่าต้องแก้โครงสร้างตรงนี้ เพราะเปึนเรื่อง ของความรู้สึกว่าเปึนของประชาชนหรือไม่ สําหรับผมก็เห็นว่ามันเพี้ยนไปจากฐานของ ประชาธิปไตยตั้งหลายข้อ หลายมาตรา ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการจํากัดสิทธิเสรีภาพในการ ประกอบอาชีพอย่างพวกผมที่เปึนสื่อสารมวลชนยังถูกจํากัดมิให้เล่นการเมือง ยกเว้น ถ้าเราจะสละทรัพย์สินหรือว่าหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องในธุรกิจสื่อสารมวลชนแล้วจึงจะมา เล่นการเมืองได้ ก็เปึนอาชีพ ๒ อาชีพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามมิให้เปึนประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือพวกประกอบกิจการโทรคมนาคมกับสื่อสารมวลชน อันนี้เปึนเรื่องน่าเศร้า อีกเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้จํากัดสิทธิของความเปึนผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งเปึนสิทธิพื้นฐานของทุกคนก็คือ ความเปึนเครือญาติเดียวกัน พ่อ แม่ ลูก เมียเล่นได้ คนเดียวในระบบการเมืองที่อยู่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา อันนี้ผมคิดว่าเพี้ยนไปจากฐานของ ความเปึนประชาธิปไตยที่สังคมทั้งโลกเขาให้ทุกคนมีสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะสืบต่อ ทายาท อุดมการณ์ อุดมคติที่ครอบครัวสร้างไว้จนเปึนหลักเปึนฐานน่ายกย่อง แล้วมา ตัดกันอย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ เปึนเรื่องของประชาชนต่างหากที่จะเลือก มีอีกหลายเรื่อง เช่น แนวนโยบายพื้นฐานซึ่งมีมากจนกระทั่งสีสันในการริเริ่มใหม่ ๆ ของนักการเมืองนั้น แทบจะเรียกได้ว่าถูกจํากัดจนเกือบหายไปเลย เมื่อไม่นานที่ผ่านมาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เราได้ผ่านพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองนะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็เปึนจุดเริ่มแม้ว่า ผมเองอาจจะไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกรูปแบบของพระราชบัญญัติฉบับนั้น แต่ก็เปึนจุดเริ่มที่ประชาชนจะมามีส่วนร่วมได้มากขึ้นในสภาพัฒนาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งรัฐสภาใหม่ชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานรัฐสภาได้พูดในวันที่ รับตําแหน่งนะครับ ตําแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาว่าจะต้องเปึน การเมืองของการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าถ้าพูดในเชิงวิชาการ และประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยถือว่าเปึนประชาธิปไตยแบบใหม่ล่าสุดที่โลกตะวันตก วิจัยค้นคว้ามาในรอบประมาณสัก ๒๐ ป้ที่ผ่านมา ถือว่าถ้าจะถึงขั้นสมบูรณ์ต้องมี ส่วนร่วมมากขึ้นจะได้เปึนประชาธิปไตยที่เรียกว่าเข้มแข็งนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในเชิงของโครงสร้าง ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องแก้ปัญหา เรื่องการศึกษาพื้นฐานว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย และการศึกษาพื้นฐานว่าด้วยทุกเรื่อง ที่ทําให้คนไทยทุกคนเปึนมนุษย์ที่สมบูรณ์เท่ากันสมมุติว่าใช้คําว่า พวกเรา ซึ่งเปึนผู้นํา ทางการเมืองในชุมชนที่ถือว่าเปึนผู้นํานะครับ คือพวกผู้แทนราษฎร รัฐบาล รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี แล้วก็ผู้นําขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เปึนประชาธิปไตยทั้งหลาย อบต. อบจ. นี่ถือว่าเปึนผู้นําในเชิงปรัชญาทางการเมือง ประชาชนต้องมีการศึกษา พื้นฐานสูงพอที่จะเท่ากันกับผู้นําทางการเมือง แล้วต้องมีการศึกษาพื้นฐานในด้าน ประชาธิปไตยอย่างเปึนวิชาการจริง ๆ ตั้งแต่เข้าโรงเรียนป้แรก จนกระทั่งสิ้นชีวิต เมื่อป้สุดท้ายของการเปึนคนไทยอยู่ ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็ตาม เพราะว่า ประชาธิปไตยมันเรียนรู้ได้ทั้งในโรงเรียนซึ่งต้องเรียน ถ้าไม่เรียน ผมคิดว่าไม่ได้เพราะว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ปรัชญาของไทยหรือชาวตะวันออก ประชาธิปไตยเปึนปรัชญา ตะวันตกแท้ ๆ เปึนของฝรั่ง ไม่ใช่ของเราเลย มันยากมากที่วัฒนธรรมตะวันออก อย่างพวกเราจะเข้าถึงมันได้ภายในเวลา ๗๕–๗๖ ป้ ถ้าผมวัดประชาธิปไตยของ ประเทศไทยในประวัติศาสตร์ ๗๕ ป้ที่ผ่าน มานี้เท่ากับสหรัฐอเมริกาเมื่อ ๑๗๐ กว่าป้ ที่แล้วเท่านั้นเองครับ เพราะว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่เริ่ม ของเขาเริ่มโดย การมีส่วนร่วมของประชาชนเมื่อประมาณสัก ๑๕๐ ป้ที่แล้ว เขามีรัฐธรรมนูญ แล้วเขาก็มี ความขัดแย้งรุนแรง มีสงครามกลางเมืองแต่เรายังไม่มีสงครามกลางเมือง ไม่ได้อยากให้มี แต่ว่าบางครั้งประวัติศาสตร์ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าของเรานั้นอาจจะอาศัยความเปึน ชาวตะวันออก และปรัชญาของเรานี้ทําให้หลีกเลี่ยงความรุนแรง ซึ่งเราก็หลีกเลี่ยง ความรุนแรงได้มากพอใน ๒–๓ ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะดูเหมือนมากสําหรับเราที่เคยมีมา แต่ว่าถ้าเทียบกับโลกแล้วเรายังน้อยมากที่จะเผชิญกับความรุนแรงในความขัดแย้ง ในประชาธิปไตยหรือเพื่อค้นหาประชาธิปไตย พูดถึงเรื่องการศึกษาพื้นฐานนี้ผมคิดว่า รัฐบาลต้องแก้ไขหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น ก็เปึนการศึกษานอกโรงเรียน ก็คือว่าให้วิถีชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกชุมชน หมู่บ้าน ให้เปึนเหมือนกับ ขอประทานโทษที่ต้องอ้างโลกตะวันตก แต่ว่ามันเปึนหน้าที่จริง ๆ ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว ก็คือว่าให้ประชาธิปไตยนี่เริ่มที่หมู่บ้าน มันเหมือนกับ ตอนที่อเมริกาเปึนอาณานิคมแล้วเขาเริ่มธรรมนูญหมู่บ้านหรือว่าชุมชนหมู่บ้านก่อน แล้วจึงค่อยเกิดรัฐบาลกลาง พูดง่าย ๆ คือประชาชนสั่งให้พวกเรามาอยู่ที่สภา ไม่ใช่เรา ไปขอร้องประชาชนให้เลือกให้เรามาอยู่ที่สภา หรือถ้าจะใช้คําไม่สุภาพก็คือว่าสั่ง หรือจัดการให้มีการเลือกเรามาอยู่ที่สภา อย่างนี้มันก็เปึนประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เริ่มจาก ประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าวิถีชีวิตของหมู่บ้านเปึนประชาธิปไตย พวกเราจะเกรงใจ กลัว แล้วก็จะต้องพะวงอยู่เสมอว่าการดําเนินชีวิตของผู้นําทางการเมือง ของพวกเราในสภานี้หรือในรัฐบาล จะถูกประชาชนตรวจสอบและถอดถอนได้ทุกเมื่อ เมื่อเราลืมไปว่าเราคือผู้ตามประชาชนนะครับ ไม่ใช่ผู้นํา ผมอยากเห็นว่าเราไม่เคอะเขิน จะเรียนรู้ประชาธิปไตยจากโลกตะวันตกเพราะว่าเราต้องยอมรับตั้งแต่แรกว่ามันเปึนของ นครรัฐเอเธนส์ของกรีซตั้งแต่ต้น เราก็เรียนรู้แบบอังกฤษ เรียนรู้แบบอเมริกามา เพราะฉะนั้นผมฝันว่าสักวันหนึ่งชาวนา ชาวไร่จะรู้จักชื่อนักปราชญ์ นักปรัชญาตะวันตก ที่เปึนนักปรัชญาทางการเมืองหลาย ๆ คน เหมือนกับที่เราเรียกชื่อปุิย ยาฆ่าแมลง เปึนภาษาอังกฤษได้ ไม่ว่าจะเปึนฟูราดาน (Furadan) หรือว่าพาราไธออน (Parathion) ถ้าเกิดชาวบ้านที่จังหวัดสุพรรณบุรีของผมพูดถึงเพลโต (Plato) โสกราตีส (Socrates) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) ปรีดี พนมยงค์ ชวน หลีกภัย สมัคร สุนทรเวช อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราค้นหาปรัชญาทางการเมือง ของผู้นําเหล่านี้ออกมาให้เปึนส่วนหนึ่งของวิชาความรู้ที่เรียนกัน ผมคิดว่าประชาชนเขาก็ จะเท่าเรา แต่จะเหนือกว่าเราเล็กน้อยเพราะเขาส่งให้เรามาอยู่ที่นี่เพื่อมาดูแลบ้านเมือง ของเขา อันนี้เปึนหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้จะต้องรีบทํา เพราะว่ามันเปึนโอกาสอันดีมาก ๆ ที่ท่านกลับมาเชื่อมประวัติศาสตร์ที่หยุดไปประมาณเกือบ ๒ ป้ ซึ่งผมก็มาอยู่ตรงช่วง เชื่อมต่อนั้นในสภาแห่งนี้ บางทีก็รู้สึกเคอะเขิน แต่บางทีก็มีคํานิยามเรื่องประชาธิปไตยว่า มันคงเปึนนิยามของเรากระมังที่เรามาแล้วเราชี้แจงได้ว่าเราเปึนส่วนหนึ่งของขบวนการ ผมอยากเห็นว่าโครงสร้างต่อไปคือว่าผู้นําทางการเมืองของเราที่พูดเมื่อกี้นี้ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกคน สมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ สภา ไปจนกระทั่งถึงสภาตําบลแล้วก็ จังหวัด คือผู้นําทางการเมืองทุกระดับ ขอให้เราดําเนินชีวิตเปึนแบบอย่างของปรัชญา ประชาธิปไตยที่โลกวิวัฒนาการมา ๒,๕๐๐ ป้จริง ๆ แล้วก็ยังไม่มีใครค้นพบจุดสมบูรณ์ ที่สุดของประชาธิปไตย ต้องใช้ชีวิต ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องเดิน นั่ง นอนและฝันให้เปึน ประชาธิปไตย ต้องทําสงครามและสร้างสันติภาพด้วยหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ถ้าต้องทําสงครามแล้วต้องมีจิตสํานึกจากหัวใจว่าการกระทําอะไรที่ผิดเพี้ยนไปจาก จริยธรรมที่ไม่ต้องเขียนไว้ในข้อบังคับจริยธรรมของสภาแห่งนี้ ซึ่งมักจะต้องเขียนใหม่ ทุกครั้งเมื่อมีสภาใหม่ ไม่ต้องเขียนก็ได้ ไม่ต้องอ่านกฎหมายก็ได้ครับ อะไรก็ตามที่รู้สึกว่า ไม่ดีผิดไปจากจริยธรรมเชิงประชาธิปไตยไม่ต้องมีกฎหมาย ก็ตัดสินใจได้ว่าตัวเองจะต้อง ปฏิบัติตัวหรือถอยออกไปเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่อย่างไร อันนี้จะเปึนตัวอย่าง แล้วก็ขอให้มี ความทุกข์เพื่อจะได้ให้สังคมเข้าใจว่าความทุกข์นั้นเพื่อให้เกิดความสุขในเชิงปรัชญา แล้วกินได้ ประชาธิปไตยจริง ๆ

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องการสื่อสารมวลชน ซึ่งจริง ๆ เปึนเรื่องใหญ่ถ้าพูดถึงว่า เปึนอาชีพของผม แล้วก็รัฐบาลชุดนี้ก็ดูจะพะวงอยู่ในเรื่องการสื่อสารมวลชน แต่ว่ารัฐบาล ชุดนี้ไม่ได้เขียนนโยบายด้านการสื่อสารมวลชนไว้มากพอที่จะให้อภิปรายได้ หรือการที่ ไม่เขียนมากพออาจจะเปึนจุดทําให้ต้องอภิปรายเยอะก็ได้ ข้อ ๘ .๓ ส่งเสริมให้ประชาชน มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว เปึนหัวข้อใหญ่ข้อเดียวและไม่มีรายละเอียด ซึ่งจาก ประสบการณ์ในการที่อยู่ในสภามาตั้งแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาตอนที่ผมเปึน ตัวแทนจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วก็มาอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพียงไม่ถึง ๑๐ ป้ แต่ว่า การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผมมีโอกาสทําที่ผ่านมา ผมคิดว่าส่วนใหญ่ จะเปึนพิธีกรรม คือหมายความว่าเราอภิปรายไปตามความรู้ที่เรามี ส่วนรัฐบาลนั้นอาจจะ เขียนขาด เขียนหล่น เขียนเกิน หรือเขียนไม่เปึนระบบ จัดหัวข้อไม่ถูกใจ รัฐบาลชี้แจง ได้เสมอว่าเดี๋ยวทําให้ บังเอิญเรื่องนี้มันไม่จําเปึน แล้วก็ถึงแม้จะสําคัญแต่ก็เปึนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ขอตําหนิว่าอะไรหายไป หรืออะไรสั้นไป แต่ว่าเรื่องสื่อสารมวลชน หรือการปฏิรูปสื่อนั้นผมคิดว่ารัฐบาลไม่เขียนก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าจริง ๆ ไม่ต้องเขียนก็ได้ เพราะว่าสื่อสารมวลชนมันเปึนวิวัฒนาการที่ปฏิรูปตัวเองไปตลอดเวลา แล้วรัฐบาลชุดนี้ หรือชุดไหนอยากจะจัดกระบวนการสื่อสารมวลชนใหม่ หรือไม่อยากจัดก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าถึงท่านไม่จัดคนอื่นก็จัดได้ และถึงท่านไม่คุมสื่อสารมวลชนก็คุมได้ หรือถ้า สื่อสารมวลชนไม่คุมตัวเองประชาชนก็คุมได้ แต่มันค่อยเปึนค่อยไปนะครับ รัฐบาล ซึ่งกระผมอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงในสภาและได้ ติดตามฟังคําให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมอภิปราย คือประเด็น ในเรื่องของการศึกษาทั้ง ๓ ท่านแล้ว กระผมมีข้อสังเกตและข้อวิพากษ์นโยบายของ รัฐบาล ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ประเด็นทางด้านการศึกษานั้นจริง ๆ ทางหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณาอภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อสภานี้ไปเมื่อวานนี้ ในเรื่องของโอกาสทางการศึกษาและในเรื่องคุณภาพของการศึกษาไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหลังจากนี้เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของเราจะได้ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายของรัฐบาลในประเด็นที่เปึนเรื่องของสังคมและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะ เรื่องการศึกษา ซึ่งผมถือว่าเปึนเรื่องที่มีความสําคัญที่สุด และเมื่อกี้ถ้าเพื่อนสมาชิก ในสภานี้ได้ฟังเพื่อนสมาชิกที่พูดก่อนหน้าผมจะเห็นว่าการพัฒนาคนนั้นเปึนเรื่องสําคัญ ในกระบวนการประชาธิปไตยและผมคิดว่าการพัฒนาคนนั้นเปึนเรื่องสําคัญของ กระบวนการในการพัฒนาประเทศครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมได้ดูเอกสาร ในการแถลงนโยบายและได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงก็จะพบความเปึนจริงที่ผม อยากจะเรียนเปึนข้อสังเกตก่อนในเบื้องต้นก็คือว่า

ประการแรก รัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษาและเรื่อง การพัฒนาคน เพราะไม่ได้กําหนดนโยบายเรื่องการศึกษาไว้เปึนเรื่องเร่งด่วน ผมอยากจะ กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ววันนี้พี่น้องประชาชนค่อนข้างจะมีความคาดหวังต่อเรื่องโอกาส ทางการศึกษาสูงมากครับ และคิดว่ารัฐบาลนี้น่าที่จะกําหนดไว้เปึนเรื่องเร่งด่วน ทั้งนี้ ก็เพราะว่าอะไรครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็ได้กําหนดไว้ชัดเจน ที่จะให้รัฐนั้นต้องจัดการศึกษาฟรี ๑๒ ป้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ได้มามีบทบัญญัติในทํานองเดียวกันที่จะต้องให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับสิทธิในทาง การศึกษาอย่างน้อยไม่ต่ํากว่า ๑๒ ป้ พี่น้องประชาชนก็คาดหวังว่าเป่ดภาคเรียนนี้คงจะ ได้รับการศึกษาฟรีและไม่คิดค่าใช้จ่าย และผมเชื่อว่าพรรคการเมืองหลายพรรคในช่วงหาเสียงก็ได้มีนโยบายที่ตรงกันว่า เราจะจัดการศึกษาฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่นี่ข้อสังเกตผมประการแรกก็คือว่า แสดงว่า เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ ที่จะถึงนี้คงจะไม่มีการที่จะจัดการศึกษาฟรีจริง นักเรียน ๑๖.๓ ล้านคนก็ต้องรอความหวังนี้ พี่น้องผู้ปกครองก็ต้องรอรับภาระนี้กันต่อไป และผมคิดว่ารัฐมนตรีต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจน และอย่าเอาประเด็นเรื่องว่า ๑๒ ป้ จะเริ่มต้นจากไหนไปถึงไหน เรื่องนี้เปึนข้อยุติไปแล้วตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

ประการที่ ๒ เมื่อผมฟังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบทั้ง ๓ ท่านได้อภิปราย หรือได้ให้สัมภาษณ์แล้ว ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย ความปรารถนาดีว่าไปคนละทิศละทาง ผมเรียนว่าจริง ๆ แล้วการเปลี่ยนแปลง ทางการศึกษานั้นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ถ้าวันนี้รัฐมนตรียังไม่ยอมรับความเปึนจริงว่า การที่เราจะนําพาการศึกษาไปสู่การพัฒนาคุณภาพในการพัฒนาคน แล้วเราไม่กล้า เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ หรือท่านรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านยังไม่มีกรอบความคิดเหมือนกันว่า การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษานั้น ในการปฏิรูปทางการศึกษานั้นต้องเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบและต้องเข้าใจการศึกษาเปึนองค์รวมแล้ว ผมคิดว่ายากที่จะนําการพัฒนา การศึกษาไปสู่ความสําเร็จได้ครับ

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ผมคิดว่าการปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาตินั้น ผู้บริหารกระทรวงต้องเปึนผู้นําในการ เปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้จริง ๆ ถ้าเราไปอ่านหนังสือของสํานักงานสภาการศึกษาแห่งชาติ เราจะพบความเปึนจริงว่าเงื่อนไขแห่งความสําเร็จของการปฏิรูปทางการศึกษานั้นก็คือว่า นักการเมืองหรือว่ารัฐมนตรีที่รับผิดชอบต้องเปึนผู้นําในการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องกล้า ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เปึนไปตามเงื่อนไขของความสําเร็จที่แท้จริง นั่นคือการพัฒนาคน ให้เปึนคนดีมีคุณธรรม เปึนคนเก่ง เปึนคนคิดดีทําดี มีความเปึนไทยและมีความสามารถ ที่จะปรับตัวได้ในโลกโลกาภิวัตน์นี้ หรือพูดสั้น ๆ ก็คือว่าต้องทําให้คนเปึนคนเก่ง คนดี และมีความสุขจริง ๆ แต่ที่ผ่านมานั้นเราละเลยครับ ผมอยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ซึ่งจริง ๆ ท่านก็เปึนคนบ้านเดียวกับกระผมนะครับ แต่ผมเรียนว่า ๕ ป้ที่ผ่านมานั้น เรายอมรับว่าการศึกษาของเรา สังคมของเรานั้นตกต่ําไปมาก ทั้งนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าการบริหารกระทรวงศึกษาธิการในช่วงที่ผ่านมานั้นได้ขาดความเชื่อมั่น และทําลายระบบความเชื่อมั่นทั้งหมดลงไป สิ่งที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตและไม่อยากให้ เกิดขึ้นในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ในรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวงชุดนี้ก็คือว่า ท่านต้องสร้าง ความเชื่อมั่นในกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดมา ให้เกิดขึ้น และท่านต้องเปึนผู้นําในการ เปลี่ยนแปลง ๕ ป้ที่ผ่านมานั้นได้ทําลายความเชื่อมั่น ความศรัทธาในกระทรวงศึกษาธิการ ลงอย่างย่อยยับและพังทลายลงอย่างน่าเสียใจเปึนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่ผมอยากจะ กราบเรียนและฝากท่านรัฐมนตรีว่าอย่าให้เกิดขึ้นเปึนอันขาด นั่นก็คือว่าการที่ไปใช้ ข้าราชการผู้ใหญ่เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่อภิปรายในสภา ท่านประธานคงจําได้ มีการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในยุคนั้นไปใช้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพื่อให้มีการทุจริต การสอบเข้ามหาวิทยาลัย นําข้อสอบไปให้กับลูกของนักการเมือง เราสั่งสมความเชื่อมั่นนี้ มาหลายสิบป้ในกระทรวงศึกษาธิการ จนระบบสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ของเราเปึนที่ ยอมรับว่าให้ความเปึนธรรม แต่ท่านประธานครับในยุคนั้นนักการเมืองไปใช้ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่มาดําเนินการเพื่อที่จะลอกข้อสอบจนเปึนข่าวที่อื้อฉาว และเปึนข่าวที่นํามาสู่ การอภิปรายในสภา ซึ่งผมคิดว่าการเปลี่ยนระบบเอนทรานซ์มาเปึนระบบแอดมิชชัน (Admission) ก็เปึนเรื่องที่เปึนจุดวิกฤติจากความเชื่อมั่น ความศรัทธานี้ และผมคิดว่า คงเปึนบทพิสูจน์ได้ชัดเจนนะครับว่า บุคคลที่เปึนข้าราชการผู้ใหญ่ดังกล่าวนั้นช่วงหลัง ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เปึนผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งเปึนเรื่องที่เรียกว่าฟัอง และเปึนที่ไม่สามารถ ยอมรับได้ ผมเคารพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยการส่วนตัว แต่ผมคิดว่า ท่านคงไม่ทําสิ่งอัปยศเหล่านี้ให้เกิดขึ้นกับในวงการศึกษาของเรา ผมฝากกราบเรียน ท่านไว้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของสาระที่ผมอยากจะวิพากษ์ในช่วงเวลา ที่จํากัดนี้มีอยู่ ๓–๔ เรื่องครับ

เรื่องแรก ที่จะย้ําคือเรื่องโอกาสทางการศึกษา ๑๒ ป้ ขอให้ฟรีจริงครับ เครื่องแบบนักเรียน หนังสือเรียน รองเท้า อาหารกลางวัน สิ่งที่เปึนความจําเปึนพื้นฐาน ทั้งหมดขอให้ท่านได้จัดการให้ฟรีจริง และวันนี้ต้องไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ เพราะผมคิดว่า ข้อยุตินั้นเกิดความชัดเจนแล้ว ก็คือว่านักเรียนควรจะได้รับฟรีจริงตั้งแต่ระดับประถม ป้ที่ ๑ ถึงมัธยมปลายและควรจะให้ฟรีจนไปถึงระดับปฐมวัย ซึ่งอยู่ในนโยบายที่ท่าน เขียนไว้ด้วย แต่ท่านไม่ได้กําหนดไว้ให้ชัดเจนว่าเราจะดําเนินการในสิ่งเหล่านี้ให้มี คุณภาพได้อย่างไร ผมอยากจะเรียนว่าจริง ๆ เรื่องฟรีนี้ ท่านรองเลขาธิการ สพฐ. ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ดอกเตอร์สมเกียรติ ชอบผล ได้ให้สัมภาษณ์ เมื่อวานนี้ว่า ถ้าจะให้ฟรีตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแล้วต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ๒๐,๑๓๒ ล้านบาท ผมไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีจะรับทราบเรื่องนี้หรือไม่ และมีความจริงใจ ที่จะให้พี่น้องประชาชนได้รับการฟรีจริงหรือไม่ หรือเพียงแต่ว่าจะคิดในเรื่องของ การประชานิยม ไม่คิดในเรื่องของการที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาคน อย่างแท้จริง ผมอยากจะกราบเรียนว่านี่คือตัวเลขเพียงค่าใช้จ่ายที่ให้โรงเรียนดํารงอยู่ได้ แค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าท่านต้องการที่จะให้ฟรีจริงและพัฒนาการศึกษาไปสู่ ความสําเร็จจริง ผมอยากเห็นรัฐบาลนี้ได้จัดตั้งงบประมาณและนํานโยบายไปสู่ การปฏิบัติอย่างแท้จริงนะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่เปึนห่วงกันมากคือเรื่องคุณภาพการศึกษาครับ ผมอยากจะ เรียนว่าจริง ๆ แล้วเราต้องยอมรับความเปึนจริงเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบาย เมื่อวานว่าจะยกระดับคุณภาพการศึกษาของคนไทยอย่างมีบูรณาการและสอดคล้องกัน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษาซึ่งก็สวยหรูนะครับ แต่ท่านทราบไหมครับว่า ในช่วง ๕ ป้ที่ผ่านมานั้น จากการประเมินของหน่วยงานระดับสากลที่เราเรียกว่า ไอเอ็มดี (IMD) มีการประเมินการศึกษาไทยในเวทีโลกเมื่อป้ ๒๕๔๙ ครอบคลุม ๕๓ ประเทศ ซึ่งจัดทําโดยสภาการศึกษา ท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยากเรียนว่าวันนี้เราพบความเปึนจริงว่า คุณภาพของการศึกษาไทยนั้นน่าเปึนห่วงมากครับ เพราะอยู่ในลําดับที่ ๔๘ ในจํานวน ๖๑ ประเทศ ถ้ามาดูในการประเมินวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แล้วเราได้คะแนนเพียง ๔๑๗ คะแนน ซึ่งต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของโออีซีดี (OECD) ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่อง คุณภาพนั้นจริง ๆ นอกจากตัวเลขแล้วยังมีปัญหาเชิงพฤติกรรมมากเลยทีเดียวครับ เด็กจบการศึกษาระดับประถมศึกษาอ่านหนังสือไม่ออก เด็กจบระดับมัธยมศึกษา ไม่สามารถค้นพบตัวเองได้ คนที่จบระดับอุดมศึกษาไม่มีงานทํา เด็กติดเกม ติดคอมพิวเตอร์ ติดเพื่อน เด็กชอบความสะดวก ความง่าย ๆ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยที่สมควร นี่ท้าทาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ ผมอยากจะฝากคําถามสิ่งเหล่านี้ไว้ว่าท่านจะ ปรับปรุงอย่างไร การสอนคณิตศาสตร์ ปรับปรุงอย่างไรเรื่องการสอนภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ จะให้นักเรียนทุกคนได้รับการสอนจากครูที่มีคุณภาพได้อย่างไร จะมี เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร และจะปรับปรุงหลักสูตรเพื่อปฏิรูป การเรียนรู้เพื่อสร้างสังคมแห่งความเปึนไทย เพื่อสร้างคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม นี่ท้าทายมากครับ ยิ่งในระดับอาชีวศึกษานั้นผมอยากฝากเปึนคําถามผ่านท่านประธานว่า ท่านต้องยกระดับทักษะฝ้มือระดับอาชีวศึกษาอย่างเปึนจริง ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า อีก ๓ เดือนคอยดูผลงานจะไม่มีการเรียนพิเศษแล้วหลังจากเวลาเรียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเปึนเรื่องที่ท้าทายว่าท่านจะทําได้จริงหรือเปล่า ท่านอย่าเอางบประมาณ รายหัวของอาชีวะมาจัดกิจกรรมเพื่อสร้างภาพให้สํานักงานเลขาธิการเลยครับ ท่านเอา ทุนเหล่านี้ไปฝ๊กทักษะจริง ๆ ให้นักเรียนและมีหน่วยวัดมาตรฐาน แล้วให้ค่าตอบแทน ตามฝ้มือในระดับมหาวิทยาลัยครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเปึนเรื่อง ที่น่าเปึนห่วงเรื่องคุณภาพค่อนข้างมากทีเดียวว่าเราควรเน้นบทบาทมหาวิทยาลัย ในเชิงคุณภาพในการเปึนแหล่งความรู้ใหม่ได้อย่างไรครับ สร้างคนที่มีความสามารถ ในการแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างไร แล้วก็ตลอดถึงการพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย ที่เกิดใหม่ นี่ผมโดนฝากมามากเลยครับ มหาวิทยาลัยราชภัฏในต่างจังหวัด มหาวิทยาลัย ราชมงคลหรือแม้แต่วิทยาลัยอาชีวศึกษา ท่านอย่าพูดเพียงแต่ว่าหาเสียงแล้วก็ ตั้งเปัาหมายเพื่อใช้ครูเปึนฐานทางการเมือง ผมคิดว่านั่นคือการพูดที่คนที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนั้นจะต้องมองโดยภาพรวมมากยิ่งขึ้นครับ

เรื่องที่ ๓ คือคุณภาพครู ผมขออนุญาตที่จะย้ําว่าไม่มีทางที่เราจะปฏิรูป การศึกษาได้สําเร็จ ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปครูได้สําเร็จ ผมไม่มีเวลาที่จะอภิปรายในเรื่องครู แต่ว่าผมฝากท่านรัฐมนตรีสั้น ๆ ว่า ๑. อย่าเอาครูมาเปึนฐานทางการเมืองครับ ๒. ก็คือว่าอย่าทําตนเองเปึนครู เหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วไปสอนผิด ๆ ถูก ๆ เปึนบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ท่านไม่ต้อง เปึนครู ท่านเปึนอดีตปลัด ท่านพูดผมชอบใจว่าท่านไม่เข้าใจในเรื่องการศึกษา แต่ผมคิดว่า ท่านสามารถบริหารกระทรวงศึกษาธิการได้โดยความคิดของผม แต่ผมย้ําว่าอย่าไปเอาครู มาเปึนฐานทางการเมือง สิ่งที่ต้องทําทันทีก็คือว่า สิทธิประโยชน์ของครูตามกฎหมาย ท่านเร่งรัดให้เขาเถอะครับ วิทยฐานะท่านรีบประเมินผล โดยระบบประจักษ์ โดยระบบ คุณธรรม ไปวัดที่ตัวนักเรียน การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู รัฐมนตรีช่วยว่าการออกมา สัมภาษณ์แบบทุกคนก็รู้กัน ครูมีหนี้สิน ๑.๕ แสนราย มีหนี้สิน ๕ แสนล้านบาท แต่สิ่งที่ ผมคิดว่าครูอยากจะทราบคือท่านจะเข้าไปสู่การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรครับ และที่สําคัญที่สุดคือท่านจะต้องแก้ปัญหาการกระจายอัตรากําลังครู การแก้ปัญหา การขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูที่ไม่ตรงกับสาขาวิชาที่ไปสอนต้องทําทันที และต้องเริ่ม ทุนวิจัยให้กับเพื่อนครูเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงนะครับ

เรื่องสุดท้าย ที่อยากจะเรียนผ่านท่านรัฐมนตรีก็คือว่า เรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวานนี้ว่า จะเพิ่มโอกาสให้เยาวชนในการศึกษาต่อผ่านกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพัน กับรายได้ในอนาคต ผมอยากจะเรียนท่านประธานนะครับว่า จริง ๆ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่ รัฐมนตรีว่าการเองก็ออกมาพูดว่า ท่านจะต้องผลักดันเรื่องให้มีทุนสําหรับกองทุนกู้ยืม ให้นักเรียนได้กู้ยืมโดยใช้กองทุน กรอ. เรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องทําความเข้าใจ ให้ตรงกันก่อนก็คือว่าทุกฝ์ายทุกคน ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านไม่ต้องมาพูดหรือไม่ต้อง แถลงข่าว ผมว่าตรงกันก็คือว่า ทุกคนต้องการให้นักเรียนนั้นมีทุนเพื่อเป่ดโอกาสให้แก่ เยาวชนได้ศึกษาต่อ ตรงนี้ไม่มีใครขัดข้องครับ แต่ท่านอย่าลืมสิครับว่าเงินกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาที่เพื่อนสมาชิกพูดเมื่อวานนี้ว่า กศย. ความจริง กศย. ไม่ใช่นะครับ กยศ. คือเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ดําเนินการจัดตั้งเมื่อป้ ๒๕๓๘ โดย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีขณะนั้น แล้วก็ได้มีการจัดตั้งงบประมาณ ป้ ๒๕๓๙ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมเปึนกรรมาธิการร่างกฎหมายเงินกองทุนกู้ยืม ในขณะนี้นายแพทย์ธาดา มาร์ติน ได้แถลงเมื่อวันที่ ๑๓ ว่า ได้มีเงินกองทุนกู้ยืมที่นักเรียนได้ผลประโยชน์ไปแล้วตอนนี้ ๒.๗ ล้านราย เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา มีกฎหมายรองรับเปึนที่เรียบร้อย และกองทุนนี้ ได้ดําเนินการมาแล้ว ๑๒ ป้ ตอนเราร่างเราคิดว่าถ้ากองทุนนี้ดําเนินการครบ ๑๓ ป้ จะเปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชนลูกคนยากคนจนได้มีเงินกองทุนที่จะกู้ยืมเรียนได้ครับ แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาไปเปลี่ยนให้ลูกคนรวยหรือให้คนที่มีโอกาส ไม่ใช่ลูกคนจน กู้ยืมเรียนได้ด้วย เปลี่ยนมาเปึน กรอ. ซึ่งผมก็จริง ๆ ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าเรามี งบประมาณที่จะเพียงพอ แต่วันนี้เราไม่น่ามาถกเถียงกันว่าเราจะใช้ชื่ออย่างไร สิ่งที่อยากจะทําผมเรียนว่าเงินกองทุน กยศ. นั้นมีกฎหมายรองรับ มีกฎหมายรองรับแล้ว ท่านจะปรับปรุงเพื่อจะให้ลูกคนที่รวยกว่าได้กู้ไปด้วยโดยกู้เฉพาะค่าเล่าเรียน ตรงนี้ ผมคิดว่าไม่มีใครขัดข้อง แต่ผมขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีครับ ลูกคนจนต้องได้รับเงินกองทุนกู้ยืมและมีเงินที่เกี่ยวเนื่องกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน ด้วยครับ เพราะคนยากคนจนนั้นเขาไม่สามารถพอที่จะมีเงินอุดหนุนไปใช้ในการให้ ศึกษาต่อ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้ดูแลตรงนี้ และผมคิดว่าในขณะนี้เรามีเงินก้อนนี้ อยู่แล้ว ๓ แสนกว่าล้านบาท จากการเริ่มต้นที่ผมคิดว่าทุกคนก็รู้ว่าเปึนอย่างไร ผมไม่อยากจะให้รัฐมนตรีต้องมาพูดถึงว่าสิ่งเหล่านี้ก่อเกิดมาจากพรรคผมนะครับ แต่ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่เราสามารถร่วมกันเดินหน้าได้ ถ้าเราหวัง ผลประโยชน์ของลูกหลานของเราในอนาคต และเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนนั้น เปึนเครื่องมือที่สําคัญ ท่านประธานครับ ลูกคนยากคนจนอย่างพวกผมนั้นกว่าจะเดิน ขึ้นมาสู่บนจุดที่ได้รับการศึกษาถึงปริญญาตรี ปริญญาโทเปึนเรื่องยาก ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านเปึนคนบ้านเดียวกับผม กว่าท่านจะเดิน มาถึงจุดนี้ ผมคิดว่าท่านก็คงตระหนักในเรื่องนี้ แต่ว่าท่านอย่าให้การเมืองมาครอบ และที่สําคัญที่สุดผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ หลายท่านนั้นเปึนคนดี แต่ช่วงที่ผ่านมานั้นถูกการเมืองนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง และที่สําคัญ ที่สุดก็คือว่าบางช่วงถูกการเมืองล้วงลูก กระทําสิ่งที่เปึนอัปยศตามที่ผมได้กราบเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีแล้ว ผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับว่า วันนี้หลังจากเรา แถลงนโยบายตรงนี้ ก็จะเปึนจุดร่วมกันที่ผมอยากเห็นว่าเดือนพฤษภาคมนี้ ลูกหลาน ของเราจะได้รับการศึกษาที่ฟรีจริง และที่สําคัญที่สุดเราได้มาร่วมกันในการที่จะพัฒนา การศึกษาของชาติ ซึ่งไม่มีหนทางใดที่เราจะพัฒนาคนของเราเพื่อให้เปึนเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ หนทางเดียวเท่านั้นคือทางฝ์ายรัฐบาลหรือฝ์ายค้านเราต้องทําเรื่องนี้ให้เปึนวาระแห่งชาติ และต้องผลักดันไปร่วมกันโดยไม่คิดว่าครูและการศึกษานั้นเปึนฐานทางการเมือง แต่ครูและการศึกษานั้นเปึนปัญญา เปึนปัญญานิยมที่จะช่วยสร้างชาติในอนาคตร่วมกัน ขอบคุณครับ