สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการเลือกตั้ง และไม่ได้แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลตลอดทั้ง ๑ วันกว่า ๆ ที่ผ่านมา เปึนที่สนใจของพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเปึนอย่างมาก ทีนี้เกิดคําถามหนึ่งขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าเปึนคําถามที่สําคัญ นั่นก็คือคําถามที่ว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ประชาชนหรือสังคมจะได้อะไร ผมคิดว่าคําถามนี้เปึนคําถามที่ท้าทายภารกิจของ นักการเมืองอย่างพวกเราทั้งหลายซึ่งรับอาสาจากประชาชนเข้ามาทําหน้าที่ไม่ว่าจะเปึน ฝ์ายบริหารหรือฝ์ายนิติบัญญัติ ผมปรารถนาที่จะเห็นคณะรัฐมนตรีได้ให้ความใส่ใจ ที่จะรับฟังคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ในฐานะตัวแทนประชาชน มากกว่าที่นั่ง อยู่ในปัจจุบันขณะนี้ซึ่งต้องถือว่าน้อยมาก เพราะถือว่าเปึนเรื่องที่เปึนจุดเริ่มต้นของ การทําหน้าที่ระหว่างพวกเราทั้ง ๒ ฝ์ายในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ความจริงรัฐมนตรี ซึ่งทําหน้าที่ดูแลเรื่องปัญหาปากท้องประชาชนซึ่งเปึนปัญหาใหญ่สุดขณะนี้สมควร จะอยู่ที่นี่ เพราะประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปนี้จะเปึนประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องปัญหาปากท้อง ของประชาชน ต้องยอมรับว่าประชาชนที่เขาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ป้ที่ผ่านมานั้น เขามีความคาดหวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลที่เข้ามาภายหลังการเลือกตั้ง ต้องมี ภารกิจอันสําคัญที่เข้ามาแก้ไขปัญหาซึ่งพวกเขาประสบอยู่ตลอดระยะเวลาช่วงที่ขาดหาย จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกือบ ๒ ป้ ผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ทําหน้าที่ เปึนฝ์ายค้านนั้นเราจะทําหน้าที่ตรวจสอบในนามของพี่น้องประชาชนและจะปกปัองรักษา ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด เราเชื่ออย่างหนึ่งครับว่า นโยบายที่รัฐบาล กําหนดขึ้นนั้นจะต้องกําหนดขึ้นโดยเอาปัญหาของประชาชน เปึนตัวตั้ง ความจริงแล้วสถานการณ์ก่อนหน้าการเลือกตั้งนั้นทุกพรรคการเมืองก็คาดหมาย ไว้ก่อนได้ครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง สิ่งหนึ่งที่คิดตรงกันก็คือว่า เรารู้ว่าวิกฤติ ทางการเมืองมันถูกซ้ําเติมปัญหาทางเศรษฐกิจ แล้วผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้ยากจน ผู้มีรายได้น้อยซึ่งเปึนคนส่วนใหญ่ ของประเทศ การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองหลัก ๆ ที่แข่งกันจึงยกเอาประเด็น เรื่องเศรษฐกิจชาวบ้านขึ้นมาแข่งกัน พรรคหลักในรัฐบาลขณะนี้คือพลังประชาชน ชูนโยบายเรื่องของลดรายจ่าย ๔ เท่า เพิ่มรายได้ ๔ เท่า ทุกคนจําได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้นเราชูประเด็นเรื่องลดรายจ่าย แผนปฏิบัติการเร่งด่วน ๙๙ วัน ทําได้จริง เพราะเรารู้ว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือปัญหาปากท้องประชาชน เราพูดถึงเรียนฟรีจริง อย่างน้อย ๑๒ ป้ ไปถึง ๑๔ ป้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่เกี่ยวกับลูกหลาน ของเขาอันเปึนทุกข์หนักที่สุดของคนเปึนพ่อแม่ เราพูดถึงเรื่องของการลดค่าก๊าซหุงต้ม เราพูดถึงเรื่องของการลดค่าไฟฟัาสําหรับผู้ใช้ไฟฟัาน้อย ลดการนําส่งเงินเข้ากองทุน น้ํามัน แต่ในที่สุดผลการเลือกตั้งก็เปึนอย่างที่ทราบ พรรคพลังประชาชนเปึนพรรคหลักนั้น ก็ได้เปึนรัฐบาลไป แต่ประชาชนก็หวังว่าสิ่งที่ท่านหาเสียงเอาไว้ในตอนเลือกตั้ง ท่านจะต้องปฏิบัติได้จริง ถึงขนาดประชาชนเขาก็ฝากถามนะครับ ลดรายจ่าย ๔ เท่า ลดรายได้ ๔ เท่า วันนี้ปุิยกระสอบละ ๑,๐๐๐ บาท จะเหลือ ๖๐๐ บาทเมื่อไรครับ รายได้ที่เพิ่ม ๔ เท่า วันนี้คนเงินเดือน ๕,๐๐๐ บาท จะเปึน ๒๐,๐๐๐ เมื่อไรครับ นี่คือสิ่งที่ สะท้อนให้เห็นว่าคนเขาตามเราครับ จนกระทั่งเมื่อตั้งรัฐบาลกันเสร็จประเด็นที่ผมคาดหวัง จะเห็นจากนโยบายนี้ที่บอกว่าปัญหาวิกฤติของประเทศของประชาชนคนเดินดินหาเช้า กินค่ําเปึนตัวตั้งนี่ดูจากโพล (Poll) โพลเยอะมากที่ออกมาจากสํานักงานสถิติแห่งชาติก็ดี เอแบค โพลล์ (ABAC Poll) ก็ดี พูดชัดบอกว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ยกปัญหา ราคาสินค้าและค่าบริการที่สูงขึ้นเปึนวาระแห่งชาติ นี่เปึนเอแบค โพลล์ที่ออกมา แม้แต่ กระทั่งโพลที่ไปสํารวจในภาวะตอนวันตรุษจีนก็ยังสํารวจออกมาว่าตรุษจีนป้นี้หงอยมาก ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าที่ตรุษจีนป้นี้ไม่คึกคักเพราะสินค้าแพงขึ้นมาก เปึนความคาดหวังว่า รัฐบาลต้องยกเรื่องนี้เปึนเรื่องด่วนแน่ เพราะวิกฤติขนาดนี้คนต้องการให้เปึนวาระแห่งชาติ แม้แต่กระทั่งวันวาเลนไทน์ (Valentine) เขาไปสํารวจกันบอกว่าวาเลนไทน์ป้นี้เปึนอย่างไร เขาบอกว่าปัญหาสินค้าแพงทําความรักเหี่ยว ก็แปลว่าปัญหาสินค้าแพงยุคนายกรัฐมนตรี สมัครนี่ทําเอาความรักก็เหี่ยวไปด้วย อันนี้ก็หวังกันครับจะแก้ พอไปดูของจริงในท้องตลาด ราคาสินค้าเปึนอย่างไร ผมกลับไปดูการสํารวจราคาสินค้าที่เขาจะทําเปึนราคาสินค้า ดัชนีผู้บริโภคตั้งแต่ป้ ๒๕๔๕ จนกระทั่งถึงป้ ๒๕๕๑ น่าตกใจมากครับ ราคาหมูเมื่อป้ ๒๕๔๕ เฉลี่ยกิโลกรัมละ ๗๖.๒๕ บาท วันนี้ป้ ๒๕๕๑ กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท อะไรมันจะแพง มหาโหดไปขนาดนี้ ไก่สดป้ ๒๕๔๕ เฉลี่ยกิโลกรัมละ ๕๒ บาท ๖๐ สตางค์ วันนี้ ๗๐ บาท ปลากระปิอง ป้ ๒๕๔๕ ๑๒ บาท ๑๖ สตางค์ วันนี้ ๑๖ บาท ข้าวราดแกง ป้ ๒๕๔๕ อยู่ที่ ๒๐ บาท ๔๔ สตางค์โดยเฉลี่ย วันนี้ขึ้นไป ๒๕ บาท อันนี้กับอย่างเดียวครับ กับ ๒ อย่าง ขึ้นไป ๓๐ บาท น้ํามันพืชไม่ต้องพูดถึงเลย ป้ ๒๕๔๕ ๒๙ บาท วันนี้ขึ้นไป ๔๗ บาท ถึง ๔๙ บาท จะขยับขึ้นเปึน ๕๐ บาท ผักคะน้าจาก ๑๒ บาท เมื่อป้ ๒๕๔๕ เปึน ๒๕ บาท ณ ป้นี้ ก๊าซหุงต้มจากถัง ๑๕ กิโลกรัม ป้ ๒๕๔๕ ถังหนึ่ง ๒๐๔ บาท วันนี้ ๒๙๐ บาท ผมทดลองดูวันที่เตรียมการอภิปรายโทรศัพท์ไปสอบถามดูราคาในจังหวัดต่าง ๆ เกือบทั่วทั้งประเทศซึ่งคนเดือดร้อนไปหมด ผมลองถาม สินค้า ๓–๔ ตัวดู ราคาหมูจังหวัดตากกิโลกรัมละ ๑๑๐ บาท จังหวัดอุดรธานี ๑๑๐ บาท จังหวัดระยอง ๑๒๐ บาท จังหวัดตรังบ้านผม ๑๒๐ บาท จังหวัดปราจีนบุรี ๑๒๐ บาท จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๒๐ บาท ราคาไก่สด จังหวัดตาก ๗๐ บาท จังหวัดอุดรธานี ๘๐ บาท แพงกว่าเพื่อนเลย บางที่ก็ ๗๐ บาท บางที่ ๖๐ บาท ปลากระปิอง ๑๐ กว่าบาท ๑๕–๑๖ บาท ข้าวราดแกงเฉลี่ยพอกันเลย ๒๕–๓๐ บาท ราคาน้ํามันพืชไม่ต้องพูดถึงครับ วันนี้ทะลุ ๔๙ บาท ๕๐ บาทไปแล้ว นี่คือความจริงที่โหดร้ายของประชาชน คราวนี้มาดู นโยบายท่าน ผมคาดหวังว่าเป่ดนโยบายเล่มนี้ขึ้นมาวาระเร่งด่วน เรื่องที่ ๑ ข้อที่ ๑ เลย ยกปัญหาสินค้าราคาแพงขึ้นมา แสดงถึงความใส่ใจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วได้คะแนนเสียงมาเยอะด้วย มาเปึนรัฐบาลบริหารประเทศ ไม่มีหรอกครับ ท่านอ้อม ๆ แอ้ม ๆ พูดในนโยบายเร่งด่วนอยู่ ๒ ข้อ ข้อ ๑ ท่านพูดในข้อ ๑.๔ ดําเนินมาตรการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนและผู้ประกอบการ เขียนว่า ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปึนธรรม แก่ผู้บริโภค จะเกิดคําถามเหมือนกันว่าจะทําอย่างไรครับ เขียนอ้อม ๆ เขียนกว้าง ๆ เขียนไม่มีรูปธรรมอย่างนี้ อ่านไม่เข้าใจ เราเปึนนักการเมืองจะกลับไปบอกชาวบ้าน ที่บ้านเราได้อย่างไร จะเปึนรัฐบาล ฝ์ายค้าน คนบ่นของแพงทั้งนั้น กลับบ้านจะตอบเขาว่า อย่างไรครับ ผมก็ตอบเขาไม่ได้ พอไปดูข้อหลังท่านเขียนไว้ในข้อ ๑.๕ เพิ่มศักยภาพ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง บอกเปึนแหล่งเงินหมุนเวียนเพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ก็ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะไปทําอย่างไร ไปดูเรื่องให้เกิดการแข่งขันในการค้าที่ เปึนธรรมกับผู้บริโภค ไปเขียนเอาไว้ในนโยบายตลาดการค้า การลงทุน ก็บอกส่งเสริม นโยบายแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรม ปัองกันการผูกขาดตัดตอน แต่ไม่มีรายละเอียด ในเชิงรูปธรรม วันสองวันที่ผ่านมาคําแถลงก็มีเท่านี้ ผมก็เลยหยิบเรื่องนโยบายของท่าน มาวิเคราะห์ดูใน ๒ ประเด็น ก็คือว่า ๑. รัฐบาลหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเปึนวาระเร่งด่วน มากน้อยแค่ไหน กับ ๒. มีความเปึนรูปธรรมชัดเจนหรือไม่ คําตอบก็คือ ๑. ไม่ได้เห็นว่า เร่งด่วนเพราะให้เวลาตั้งป้หนึ่ง ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร ในเวลาที่คนตื่นขึ้นมาก็ต้องกินต้องอยู่ ทุกวัน ลูกต้องไปโรงเรียน จะพ่อค้าแม่ขาย จะเศรษฐีทุกคนต้องกินต้องอยู่ทั้งนั้น จะรอป้หนึ่งหรือครับ อย่างนี้ชาวบ้านก็ตายก่อน อันที่ ๒ ก็คือบางเรื่องที่สมควรจะพูดถึง เรื่องที่ชาวบ้านหนักใจที่สุดการแข่งขันทางการค้าที่เปึนธรรม เปึนกฎหมายยุคพรรคประชาธิปัตย์ เขาร่างเอาไว้ เปึนรัฐบาลครั้งหลังสุดมีประกาศออกไปแล้ว ๖ ป้ ของรัฐบาลชุด พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มีการแก้ไขประกาศระเบียบของกระทรวงพาณิชย์แล้ว ไม่มีการไปควบคุมการผูกขาดครอบงําสินค้าในท้องตลาดซึ่งมีการผูกขาดในขณะนั้น นัยว่าเกรงใจกิจการโทรคมนาคมขนาดใหญ่กับเกษตรขนาดใหญ่ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทํา ผมก็รอดูอยู่ว่ามันจะชัดเจนวันไหน ปรากฏว่าไม่กี่วันที่ผ่านมานี้มี ๒ เรื่อง ซึ่งวันนี้ ต้องถามกันให้ชัด ที่ได้ยินชัด ๆ ก็คือว่า ๑. ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งตอนนี้ ไม่อยู่หรอกครับ ไม่ทราบไปไหน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่อยู่สักคน ท่านไปพูดว่าต่อไปนี้จะนัดกรมการค้ากับผู้ผลิตหารือเรื่องสินค้าราคาแพงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์นี้ นัยว่าจะคุยกันเรื่องสินค้า ๓๐ รายการ จะลดราคา จะตรึงราคา จริง ๆ ผมก็ว่ามันเปึนเจตนาดี แต่เจตนาดี ข้าวปลาเปึนของจริง เจตนากินไม่ได้ ประเด็นของวันนี้ ที่ผมจะถามก็คือว่า เกิดปัญหาขึ้นเหมือนกัน พอท่านเป่ดนโยบายไปแล้ว ผู้ประกอบการ พาเหรดกันออกมาเลย ปฏิเสธแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอก็ทําท่าว่า จะมีปัญหา แต่วันนี้ผมจะไม่ถามนะครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับรัฐบาล จะทําอะไร วันนี้เพื่อประสิทธิภาพในการทําหน้าที่แทนประชาชน ผมถามเรื่องเดียวว่า ของที่ท่านบอกถูกลงวันไหน วันไหนที่แม่บ้านตื่นขึ้นมาไปตลาดราคาหมู ๑๒๐ บาท ลดลงเหลือ ๙๕ บาท ๙๘ บาท เอา ๗๕ สตางค์ก็ได้ วันไหนครับ วันไหนราคาน้ํามันพืช จะถูกลงจาก ๕๐ บาท เหลือ ๓๕ บาท วันไหนน้ําปลาจะถูกลง วันไหนผักคะน้าจะถูกลง สินค้าที่ท่านประกาศไป ๓๓ รายการ ผมทราบว่าพรุ่งนี้รัฐมนตรีจะพาเหรดกันมาตอบ เปึนแถว กรุณานะครับ ไม่ต้องอธิบายหรอกครับ แต่ตอบผมเปึนสัญญาประชาคมในสภานี้ว่าสินค้าถูกลงวันไหนเพราะจากนี้ไป พรรคประชาธิปัตย์เราจะตามเรื่องนี้ตลอด แล้วก็จะรายงานประชาชนที่ท่านบอกไปว่า จะลดราคาสินค้า แท้ที่จริงแล้วเปึนจิตวิทยาหรือท่านทําได้จริง ตอบผมหน่อยนะครับว่า ถ้าท่านเจรจาแก้ปัญหากับผู้ประกอบการได้ คนเงินเดือนน้อยค่าแรงต่ํา ๕,๐๐๐–๖,๐๐๐ ค่าใช้จ่ายเขาจะลดลงเดือนละเท่าไร ตีมาเปึนตัวเลขเลยครับ เพราะนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง และเปึนรูปธรรม แล้วเรื่องสินค้าที่จะไปเจรจา ผมพูดก็เหมือนดักคอไว้ก่อนแล้วครับ อย่าใช้ทฤษฎีการตลาดประเภทที่เรียกว่าลอสท์ ลีดเดอร์ (Lost leader) สินค้า ๑๐๐ รายการ ทําเปึนขาดทุน ๓ รายการ อีก ๙๗ ขายบวกกําไรหมดอย่าทํานะครับ นี่มายากลแหกตา ประชาชน อย่าเล่นมายากลแก้ปัญหาของแพงบอกสบู่ถูกลงแกะดูก้อนเล็กกว่าเดิม ซื้อผงซักฟอกบอกถูกลงแกะดูผงน้อยกว่าเดิมอย่าทํา เรื่องที่ ๒ ที่ชัดเจนในไม่กี่วันนี้คือ ทฤษฎีเศษสตางค์ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดออกรายการวิทยุ บอกวันนี้ทฤษฎี เศษสตางค์แก้ปัญหาเศรษฐกิจ วันนี้ผมจะไม่ถามหรอกครับ ท่านไม่ต้องอธิบายว่า มันแปลว่าอะไร คนไทยฟังมาหลายสิบป้แล้ว อดีตลูกพรรคท่าน พรรคประชากรไทย เล่าให้ผมฟัง บอกท่านขึ้นเวทีไหนพูดเรื่องเศษสตางค์ทุกครั้งแหละครับ วันนี้ท่านพูดอีก สังคมก็สับสนไม่เข้าใจ ผมไม่ถามว่าแปลว่าอะไร เพราะว่าเดี๋ยวท่านก็ลุกมาอธิบาย เปึนชั่วโมง แต่สิ่งที่ผมจะถามก็คือว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอความคิดนี้เปึนสิบ ๆ ป้ มาแล้ว เปึนนายกรัฐมนตรีแล้ว กําหนดนโยบายแล้ว ทฤษฎีเศษสตางค์ท่าน วันไหน แม่บ้านตื่นขึ้นมาของถูกครับ วันไหนกําหนดวันออกมาเลย กําหนดสินค้าเปึนประเภท ออกมาเลย ชิมไปบ่นไปนี่พอทนครับ แต่บ่นไปไม่ทําอะไรผมว่าประชาชนก็จะทนไม่ได้ นี่คือประเด็นที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาในสภาวันนี้ ผมจึงเรียนท่านประธานว่าวันนี้เรามี นายกรัฐมนตรีที่กินข้าวแกง ครม. ก็ทําท่าว่าจะพาเหรดไปกินข้าวแกงกันหมด มื้ออื่น ผมไม่ทราบนะ แต่คําถามผมคือเมื่อไรคนกินข้าวแกงชาวบ้านคนเดินดินของจะถูกลง เมื่อไรรายได้เขาจะลดจะเพิ่มขึ้น ๔ เท่า เมื่อไรรายจ่ายเขาจะลดลง ๔ เท่า วันนี้ขอทําหน้าที่ แทนประชาชนคนไทยมาทวงสัญญาจากท่านหน่อย ลุกขึ้นให้องอาจในสภานี้ครับ แล้วตอบคําถามทุกข้อให้ตรงประเด็น ผูกสัญญากับประชาชนเอาไว้ แล้วนั่นคือสิ่งที่ พวกเรานักการเมืองจะทําภารกิจได้สมกับที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ เราพูดจนจบแล้ว รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังไม่มาเลยนะครับ กล้องถ่ายไว้ด้วย