แวมาฮาดี แวดาโอะ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และวิเคราะห์ปัญหาที่ประชาชนมีความรู้สึกไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ภาคภูมิใจ ไม่มีโอกาส และไม่มีความมั่นใจที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาสามประการ ได้แก่ การเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง ความไม่เท่าเทียมกัน และความล่าช้าในการเยียวยา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความยุติธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงทนายความและกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการเยียวยาผลกระทบจากกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ พรรคเพื่อแผ่นดิน จากจังหวัดนราธิวาส ประเด็นที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวนโยบายของรัฐบาล ชุดนี้ในเชิงการสนับสนุน เพียงแต่ว่าตั้งข้อสังเกตเพื่อจะได้ไปกําหนดแนวทางมาตรการ ในการดําเนินการให้เปึนไปตามนโยบาย โดยมุ่งไปประเด็นเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ครับ ซึ่งผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคฝ์ายรัฐบาลหรือพรรคฝ์ายค้านในช่วง การหาเสียงนั้นได้พูดถึงได้ให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้ ดูเสมือนเปึนวาระแห่งชาติ ไปเสียแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ขอเรียนว่ากุญแจสําคัญในการแก้ปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การก่อเหตุความไม่สงบ ผมคิดว่าไม่ต่ํากว่า ๙๕–๙๘ เปอร์เซ็นต์แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาล ได้ประสบปัญหาในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด ๔ ป้นั้น เนื่องจากประชาชนไม่ได้ให้ความร่วมมือ แต่สิ่งที่เราจะต้องเจาะลึกไปอีกก็คือว่าเหตุที่ ประชาชนไม่ได้ให้ความร่วมมือนั้นเนื่องจากประชาชนมีความรู้สึก ๕ ประการด้วยกัน ข้อที่ ๑ ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าไม่มีศักดิ์ศรี ข้อที่ ๒ ก็คือไม่มีความภาคภูมิใจ ข้อที่ ๓ ก็คือรู้สึกไม่ค่อยมีโอกาสในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพชีวิต ประชาชน ในพื้นที่รู้สึกไม่ค่อยได้รับความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่ที่มีกฎหมาย เฉพาะมากมายที่ไปเกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวันของคนในพื้นที่ สุดท้าย ประชาชนไม่มี ความมั่นใจหากให้ความร่วมมือกับรัฐแล้วจะได้รับความปลอดภัยจากการทําร้ายของ ขบวนการที่มีอยู่เต็มพื้นที่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมคงจะเริ่มที่เรื่องของกระบวนการ ยุติธรรม ผมได้อ่านในแนวนโยบายของรัฐบาลก็ขอชื่นชม
ประการแรก ได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้จนบรรจุอยู่ใน นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการในป้แรกในข้อที่ ๒ แต่อย่างไรก็ตามพอพลิกไปดู ในหน้า ๒๖ ซึ่งพูดถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น มีการพูดถึงเรื่องของกฎหมายที่ต้อง เปึนไปตามหลักนิติธรรม พูดถึงเรื่องการจัดกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับพื้นที่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น จนกระทั่งการพัฒนากฎหมาย ต่าง ๆ เพื่อสอดคล้อง ในเรื่องเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูยังไม่มีการพูดถึงในเรื่องของการเยียวยา เพราะวันนี้นอกจากกฎหมาย ป.วิ.อาญา ที่เราใช้ในพื้นที่ในการที่จะเอาผู้ที่กระทําความผิด มาดําเนินคดีนั้น เรายังคงมีกฎหมายเฉพาะอีก ๒ – ๓ ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบต่อการที่จะให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย ผมได้เป่ดในหนังสือเล่มหนึ่งในรายงานผลการสอบสวนและศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ สนช. ที่มีท่าน พลเอก ปานเทพ เปึนประธาน ขอโทษ ที่ต้องเอ่ยนามนะครับ ได้พูดว่าในเรื่องการเยียวยานั้นมีปัญหา ๓ ประการด้วยกัน ๑. คือการเยียวยายังไม่ทั่วถึง ๒. การเยียวยายังขาดความเท่าเทียม ๓. ความล่าช้า ในการเยียวยา อันนี้ปรากฏอยู่ในหน้า ๒๐ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมอบให้กับท่านประธาน เพื่อมอบให้กับรัฐบาลไปเปึนแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไปครับเนื่องจากเวลาจํากัด
ท่านประธานที่เคารพ อีกอันหนึ่งที่เราจะต้องมุ่งในเรื่องของความยุติธรรม ก็คือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ต้องยอมรับนะครับ เรามีกฎอัยการศึกใช้ในพื้นที่ เรามี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เรามี ป.วิ.อาญา อีกหน่อยอาจจะออกกฎหมายฉบับที่ ๔ ฉบับที่ ๕ ก็ได้ แต่สิ่งที่จะต้องคํานึงถึงก็คือว่าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมนั้นต้องยอมรับว่า ทนายความนั้นมีความสําคัญครับ ผมดูในหนังสือเล่มนี้ในหน้าที่ ๑๓ บอกว่าบทบาทของ ทนายความจากการศึกษากรณีของผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมนั้นปรากฏว่า ทนายความเปึนผู้ที่ได้รับการขอร้องจากผู้ได้รับผลกระทบเพื่อไปแก้ปัญหามากที่สุด แต่เปึนสิ่งที่น่าเสียดายมีกลุ่มทนายความมากมายที่อาสาจะไปให้องค์ประกอบทาง กระบวนการยุติธรรมครบถ้วนนั้นได้ถูกกล่าวหาว่าเปึนทนายโจรบ้าง ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ในเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังที่ปรากฏ จนกระทั่งขวัญ กําลังใจในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย จําเลยที่ถูกจับกุมและคุมขังนั้นอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากให้รัฐบาลช่วยดูแลในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะมีกลุ่มทนายท้องถิ่นนั้น ได้ทํางานในเรื่องนี้มากมายนะครับ
ประเด็นต่อไปในเรื่องของการเยียวยา โดยเฉพาะผลกระทบจากการที่บังคับใช้ กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นมีความจําเปึนต้องเร่งด่วนให้ครอบคลุม รวมทั้งสิ่งสําคัญยิ่ง ก็คือต้องกําหนด มาตรฐาน บรรทัดฐานที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เพราะในรายงานที่ปรากฏในหนังสือรายงานผลการสอบสวน ศึกษาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้ระบุว่า มีกรณีตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ อ้างการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปควบคุมประชาชนในพื้นที่มากมาย แต่ในที่สุดเกิดการ ฟัองร้องมีการไต่สวนและมีการฟัองร้องเพื่อยกเลิกการใช้กฎหมายในกรณีดังกล่าว ดังนี้