รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเลือกทางหนึ่งระหว่างใช้ความรุนแรงหรือใช้วิถีทางประชาธิปไตย และชี้ให้เห็นว่าหากไม่แก้ไขปัญหาในขณะนี้ ก็จะส่งผลให้เกิดวิกฤติของประเทศชาติ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของสมาชิกรัฐสภา ผมก็ไม่ทราบว่าที่จะพูดในตอนนี้จะมีประโยชน์มากน้อย แค่ไหน เพราะว่าท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ป่ดประตูเสียแล้ว ก็บอกว่า ถ้าหากว่าไปยอมพันธมิตรก็เท่ากับระบบประชาธิปไตยเสียหาย ซึ่งตรงนี้ผมก็วิงวอน ท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่า ตรงนี้ช่วยคิดใหม่หน่อยได้ไหมครับ เพราะว่า ตรงนี้มันจะเปึนที่ตัดสินว่า ณ จุดนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ในอนาคตจะเปึนวีรบุรุษหรือว่า จะถูกสาปแช่งต่อไป เพราะว่าจะเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ว่าจะเปึนอย่างไร จะทําให้ ประชาธิปไตยเราดีขึ้น หรือว่าจะถอยหลังก้าวใหญ่ ตรงนั้นเปึนเรื่องที่จะต้องตามดูต่อไป ผมอยากจะเรียนท่านประธานสักนิดหนึ่งนะครับว่าเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ ที่ผ่านมา ก็มีสมาชิก วุฒิสภาจํานวนหนึ่งไปเยี่ยมพันธมิตรที่ทําเนียบรัฐบาล ตัวผมเองก็เปึนหนึ่งในจํานวนนั้น แต่ว่าสาเหตุก็เพราะว่าผมเปึนแพทย์ แล้วก็เห็นว่าตรงนี้ข้อมูลจากวุฒิสภาเราในการ ประชุมตอนเช้าสับสน มีทั้งข้อมูลที่บ่งบอกว่าประชาชนถูกทําร้ายร่างกายจากตํารวจ แล้วก็บางข้อมูลก็บอกว่าไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นก็เปึนสิ่งที่เราคิดว่ามีความจําเปึนที่จะต้อง ไปดู แต่ว่าเหนือกว่านั้นก็เปึนข้อมูลที่เราได้รับมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีบอกให้เลือกข้าง บอกว่าสื่อมวลชนจะต้องเลือกข้าง ว่าจะต้องเลือกข้างพันธมิตรหรือเลือกข้างรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนคงเลือกข้างไม่ได้ คงจะต้องปฏิบัติงานตามความจริง แล้วก็ให้ข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน ทีนี้สื่อมวลชนยังไม่เท่าไรนะครับท่าน ข้อมูลที่ผม ได้รับในช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ ๒๙ นั้น ก็คือว่าผู้ปฏิบัติงาน แพทย์ และพยาบาล ที่ไปให้บริการที่ทําเนียบบอกว่ามีคําสั่งของเจ้าหน้าที่ว่าให้เลือกข้างเช่นเดียวกัน แพทย์ พยาบาลเลือกข้างไม่ได้ครับ เพราะว่าในกาชาดสากลแล้ว แม้กระทั่งในภาวะสงคราม เราก็ต้องไปปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเปึนที่ใดก็ตาม ซึ่งตรงนั้นเปึนเรื่องที่ทุกท่านทราบกันดีนะครับ ปัญหาวิกฤติในคราวนี้ก็มีปัญหาว่ามาจาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ว่าวิกฤติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่รากเหง้าของปมปัญหามาจากการแก้มาตรา ๓๐๙ ซึ่งเปึนที่เข้าใจกันดีของทุกคนว่าในมาตรา ๓๐๙ นั้นมันก็เกี่ยวพันกับการยกเลิกคําสั่งของ คตส. ยกเลิกที่มาที่ไปของ คตส. ซึ่งตรงนั้นผมว่าถ้าเราวิเคราะห์กันและดูให้ดีแล้วนะครับ ถ้าหากว่าแนวโน้มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทําให้ชัดเจนแล้วผมคิดว่าปัญหานี้ น่าจะยังไม่ได้รับการสะสางในที่สุด ซึ่งตรงนี้มันไม่ใช่ว่าเปึนปัญหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในภาพรวมหรือว่าในข้ออื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ตรงนี้อย่างที่ผมกล่าวมาแล้วว่า ก็คือในกรณีที่มาถึงวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเลือกเอาว่าจะเดินทางไหน เมื่อมาเจอทางสองแพ่ง ทางแพ่งหนึ่งก็คือการที่จะใช้ความรุนแรงแล้วก็เริ่มมีสิ่งที่มี ลักษณะที่เตือนพวกเราทุกคนในขณะนี้ที่ไม่สบายใจก็คือว่ามีการจัดตั้งกลุ่มประชาชน ที่เปึนฝ์ายตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งตรงนั้นมันมีแนวโน้มว่าถ้าหากว่ากรณีนี้เกิดขึ้น ก็จะนํามาสู่การปะทะ การปะทะกันระหว่างประชาชน ๒ กลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับ รัฐบาลและไม่เห็นด้วย มันจะนํามาซึ่งภาวะกลียุค แล้วก็จะเปึนวิกฤติที่ร้ายแรง ของประเทศชาติ เรามีตัวอย่างมาแล้วนะครับ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และก็พฤษภาทมิฬในป้ ๒๕๓๕ ซึ่งอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี ว่าท่านไปทบทวนดูในประวัติศาสตร์นะครับ ท่านคงไม่อยากจะให้เปึน อย่างนั้นนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเกิดวิกฤติอย่างนั้นแล้วผลที่ตามมาก็จะส่งผลให้ ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะมีปัญหาว่าอาจจะต้องไม่มีที่อยู่เหมือนกับในอดีตที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะว่าในส่วนตัวของผมเอง ผมก็มีความนิยมนับถือ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ในอดีตอยู่แล้วว่าในฐานะที่ผู้มีวัยวุฒิและเปึนผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรอบรู้ทุกอย่างก็อยากให้อนาคตของท่านในบั้นปลายมีในสิ่งที่ดี ๆ เหมือนกับ ทุกวันที่เปึนอยู่นะครับ อันนี้ทางแพ่งถ้าหากว่าท่านไม่เลือกทางนี้แล้วไปอีกทางหนึ่ง ก็คือ ในกรณีที่ว่าเลือกวิถีทางประชาธิปไตย วันนี้เรามีความรู้สึกว่าระบบประชาธิปไตยเราถึง ทางตัน แต่ว่าในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วไม่มีทางตัน มีทางแก้ด้วยระบอบของ มันเองอยู่ ๓ ส่วน ก็คือการปรับ ครม. ซึ่งคงไม่ต้องพูดในที่นี้ เพราะว่าการปรับ ครม. ในขณะนี้มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นทางแก้ตามวิถีทางของประชาธิปไตย มันก็มีอีก ๒ ทางก็คือการลาออกหรือการยุบสภา เหมือนกับผู้ที่เขาอภิปรายไปก่อน ๆ ผมหลายท่านแล้ว ทีนี้ปัญหาก็มีว่าการลาออกจะแก้ไขวิกฤติคราวนี้ได้หรือไม่ผมไม่แน่ใจ เพราะว่าการลาออกก็คือยังไม่ได้เปลี่ยนขั้ว ในสิ่งที่ประชาชนหรือสิ่งที่สื่อมวลชนเข้าใจ ก็คือว่า ขออภัยท่านนายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลชุดนี้เปึนนอมินีนะครับของรัฐบาลชุดที่แล้ว ของ ฯพณฯ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้เปึนความข้องใจของสื่อและประชาชน ดังที่ทุกท่านทราบดี เพราะฉะนั้นการลาออกก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ว่าสิ่งที่ จะเปึนทางออกสุดท้ายก็คือการยุบสภา ทีนี้การยุบสภาคือการคืนอํานาจให้กับประชาชน นะครับ เมื่อวิกฤติถึงที่สุดแล้วการคืนอํานาจให้กับประชาชนก็คงจะเปึนคําตอบสุดท้าย เพราะว่าเชื่อว่าจะย้อนทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปสู่สมดุลและสู่จุดที่ทุกภาคส่วนมีความ พึงพอใจ ตรงนี้คิดว่าก็เปึนทางหนึ่งที่จะเสนอแนะเหมือนกับหลาย ๆ ท่านที่อภิปราย ไปแล้ว แต่ว่าก่อนที่จะถึงตรงนั้นผมว่าท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะมีเวลาที่จะเจรจาพูดคุยกับ พันธมิตรเพราะว่าในขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีความรู้สึกว่าการพูดคุยกับพันธมิตร เปึนการเสื่อมเสียระบบ ไม่มีความจําเปึนแล้วก็ไม่สมควรที่จะไปพูดคุย ผมอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านช่วยทบทวนใหม่นะครับ เพราะว่า ท่านเปึนผู้ใหญ่ การน้อมตัวลงไปคุยกับผู้น้อยผมคิดว่าวิธีนั้นอาจจะ ผมใช้คําว่า อาจจะ อาจจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ แล้วก็อาจจะสลายปัญหาที่เกิดขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แล้วก็ จะสร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในขณะนี้เพราะผม มีความเชื่อว่าทุกท่านก็คงไม่อยากจะไปเลือกตั้ง แต่ถ้าหากว่าสามารถพูดคุยกันได้ นั่นก็คือทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ก่อนที่ท่านจะไปถึงทางแยกว่าจะต้องแยกข้างซ้าย หรือข้างขวา แล้วก็ก่อนที่ท่านจะไปถึงภาวะที่จะตัดสินใจว่าท่านจะเปึนวีรบุรุษหรือท่าน จะถูกประณามในที่สุด ตรงนี้ก็อยากจะเรียนฝากท่านเอาไว้นะครับด้วยความเคารพ เพราะว่าในส่วนนี้มันเปึนปัญหาที่เราทุกคนไม่สบายใจนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียน ท่านไว้ในที่นี้ เพราะว่าก็คงจะเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าผมไม่ทราบว่าตรงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ประโยชน์จากการอภิปรายวันนี้ไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็อยากจะฝากไว้สักนิดหนึ่งว่า ในกรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับฟังมาตั้งแต่ช่วง ๐๙.๓๐ นาฬิกา ตั้งแต่เช้านี่นะครับมาจนถึงในขณะนี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่มากก็น้อยและ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เปึนผู้ที่ผมนับถืออยู่อย่างหนึ่งว่าท่านมีความเปึนประชาธิปไตย เต็มตัวแล้วก็ยอมรับฟังโดยที่แทบจะไม่ต้องลุกไปไหนเลย ซึ่งตรงนั้นก็เปึนสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นก็เปึนสิ่งที่บอกได้อย่างหนึ่งว่าท่านมีจิตใจและวิญญาณที่เปึนนักประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านรับฟังข้อมูลจากมวลสมาชิก รับฟังคําแนะนําจากสมาชิก ทุกท่านที่เสนอแนะในวันนี้แล้วกลับไปไตร่ตรอง ผมคิดว่าเปึนประโยชน์ต่อท่านไม่มาก ก็น้อย และนอกจากเปึนประโยชน์ต่อท่านแล้วผมเชื่อว่าประโยชน์นี้จะเกิดขึ้น แก่ประเทศชาติ และก็บรรลุวัตถุประสงค์ที่ทุกฝ์ายต้องการในที่สุดครับ ขอบคุณครับ