รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และการประชุมรัฐสภาในวันนี้ไม่สามารถลบความรู้สึกของผู้คนได้ เขายังระบุด้วยว่าเขาตั้งใจจะชี้แจงถูกพาดพิง แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายประชาธิปัตย์หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่พยายามหาทางออกที่ชัดเจน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องความรุนแรงและความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมเสียสละและช่วยเหลือในการรักษาประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อประมาณ ๗ – ๘ ชั่วโมงที่แล้ว กระผม ได้ลุกขึ้นกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเปึนผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้เรามีการประชุมรัฐสภา เพื่อให้ได้อภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ กราบเรียนท่านประธานเอาไว้ว่า ถ้าเราคิดว่ากระบวนการของฝ์ายนิติบัญญัติตรงนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ กระผมก็ได้กราบเรียนแล้วว่าคงจะไม่ใช่ และเสียงสะท้อนจากสื่อสารมวลชนที่รายงาน การประชุมของพวกเราออกไป ท่านประธานครับ ท่านก็คงได้รับทราบเหมือนกับที่ผม ทราบว่าก็ไม่สู้จะดีนัก มีความรู้สึกว่าเราได้ใช้เวลากันนั้น แม้การอภิปรายของเพื่อน สมาชิกหลายท่านให้ข้อเท็จจริง มีประโยชน์ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะลบความรู้สึกของผู้คน ทั่วไปได้หรอกครับว่าเราเองแบ่งฝักแบ่งฝ์าย ไม่ได้มีความพยายามอย่างมากที่สุดที่จะหา จุดที่จะเปึนที่ยอมรับ ที่จะเปึนทางออกที่ชัดเจน แล้วก็ต้องกราบเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองซึ่งได้ใช้สิทธิในการตอบโต้หลายครั้ง ผมเข้าใจครับ ในฐานะที่เปึน ส.ส. เวลาถูกพาดพิงก็อยากที่จะใช้สิทธิเพื่อจะชี้แจง แต่ว่าวันนี้มันก็เลยทําให้ มีเพื่อนสมาชิกวิจารณ์ได้ว่าท่านตั้งใจรับฟังมากน้อยแค่ไหน กระผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมว่าพวกเราทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เปึนตัวละครในความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในสังคมครั้งนี้ และผมก็คิดว่าพวกเราเกือบทุกคน ก็เปึนเหยื่อของความขัดแย้ง เช่นเดียวกัน และผมมั่นใจว่าถ้าความขัดแย้งนี้ลุกลามต่อไปประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก็เปึนเหยื่อ ดังนั้นสิ่งที่เรามาพูดกันในวันนี้กระผมเองผมก็มีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิง จะขอใช้เวลาสั้น ๆ แต่จะพยายามไม่ให้ใครเสียหายนะครับ เพื่อที่จะให้ท่านประธานและก็ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้สบายใจก่อนว่าสิ่งที่ผมพูดในวันนี้ สิ่งที่กระผมได้ทําตลอดมา มันไม่ใช่อย่างที่บางฝ์ายพยายามที่จะยัดเยียดหรือปัายสี กระบวนการของสื่อฝ์ายเดียว ที่ท่านประธานที่ปรึกษาได้กรุณากราบเรียนท่านประธานดํารงมายาวนาน แล้วก็มี เครือข่ายอยู่พอสมควร พยายามทําให้เกิดความเข้าใจมาโดยตลอดว่าผม พรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปึนเสมือนกลุ่มเดียวกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างสักเรื่องก็ได้ครับ เช่น ไปอ้างอิงถึงการเสนอขอให้มี การใช้มาตรา ๗ ซึ่งความจริงข้อเสนอของกระผมกับของพันธมิตรก็ไม่ได้เหมือนกัน ที่จริง ที่กระผมเสนอในวันนั้นเพราะผมเห็นว่าการจะไปใช้มาตรา ๗ โดยไม่มีเงื่อนไข ตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่พึงกระทํา กระผมถึงได้ไปเสนอว่าถ้าจะใช้มาตรา ๗ เปึนทางออก ในวันนั้น คนที่จะต้องไปดําเนินการให้เปึนไปได้ก็คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีกับ คณะรัฐมนตรีเพื่อให้เปึนไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาภายหลังนักกฎหมาย ของรัฐบาลเองในขณะนั้นก็ยอมรับว่าเปึนความจริง แต่ก็มีความพยายามที่จะทําให้เกิด ความเข้าใจว่าเปึนกระบวนการที่มุ่งหมายไปสู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ และผมกราบเรียนนะครับว่า ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมเคยเสนอในอดีตหากมีการดําเนินการตามเราอาจจะไม่มี คมช. ไม่มี การรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ไม่สูญเสียรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และก็ไม่ทําให้วิกฤติ มันตกค้างลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ผมฟังเมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงผมในรายการ เหมือนกันครับ ท่านก็บอกว่าชมเชยกันอยู่ดี ๆ ก็ดีแตก ที่จริงพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง เวลาท่านชมผม ผมก็ขอขอบคุณในไมตรีของท่าน ผมไม่ได้มี เปัาหมายเปึนคนดีของท่าน ผมต้องการเปึนคนดีของสังคม คนดีของประเทศ และที่ผม จะต้องกราบเรียนก็คือว่าที่ขอใช้สิทธิพาดพิงเรื่องเดียววันนี้ ก็คือที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี และสมาชิกบางท่านกล่าวว่าเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่กระผมได้ไปเยี่ยมพื้นที่เปึนการ ถือหางผู้กระทําผิดกฎหมายบ้าง เปึนการไปวนเวียนปัวนเปุ้ยนเพื่อจะอยู่กับฝ์ายที่จะ ชนะบ้าง ไม่เปึนความจริง เมื่อวันศุกร์กระผมอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ติดตามเหตุการณ์ การชุมนุมอยู่ตามปกติ แล้วก็ทราบว่ามีเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นที่บริเวณสะพานมัฆวาน รังสรรค์ ไม่ใช่ข้างในทําเนียบรัฐบาล ต่อมาก็ได้ดูภาพเหตุการณ์จากสถานีโทรทัศน์ หลาย ๆ ช่องประกอบกัน เห็นภาพประชาชนถูกตีจริง ๆ ปฏิเสธไม่ได้หรอก กระผมก็ยัง ติดตามสถานการณ์อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมันมีการประสานงานมาว่าบุคลากรทางด้าน การแพทย์ จะเปึนแพทย์ บุรุษพยาบาล พยาบาลที่ได้เข้าไปอยู่ในบริเวณรอบ ๆ ทําเนียบ รัฐบาลร้องมาว่า รถพยาบาลไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่มีผู้บาดเจ็บอยู่ ผมจึงต้องตัดสินใจ วันนั้นว่าจะทําอย่างไร ผมทราบว่าผมไปต้องมีคนไปพูด ไปพยายามขยายความว่า นี่ที่บอกว่าพันธมิตร ประชาธิปัตย์ พวกเดียวกัน เปึนอย่างนั้น ผมทราบว่าจะต้องเกิด แต่ผมตัดสินใจบนพื้นฐานในเรื่องของมนุษยธรรม ผมยอมรับไม่ได้ที่เราละเมิดกระทั่ง หลักสากล แม้ในสถานะสงคราม เรื่องของบริการทางการแพทย์ต้องสามารถเข้าถึง ผู้ได้รับบาดเจ็บได้ ผมจึงตัดสินใจไป แล้วเหตุการณ์หลังจากที่ผมไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ เปึนไปตามที่เพื่อนสมาชิก ขอประทานโทษ เอ่ยนาม คือท่าน ส.ส. พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้อธิบายโดยละเอียด เท่านั้นเอง จากนั้นผมจึงไปที่ บช.น. เพื่อพูดคุยกับนายตํารวจ ชั้นผู้ใหญ่ เพื่อขอความมั่นใจเรื่องจะไม่มีการใช้ความรุนแรง มีข้อเสนอว่าจะไปทําเนียบ รัฐบาลไหม ไปอะไรไหม ผมบอกว่าผมไม่ ผมไปทําหน้าที่ของผมในฐานะผู้แทนปวงชน ชาวไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นพี่น้องประชาชนได้รับบาดเจ็บซึ่งเกิดขึ้นจากการ ปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเข้าไป ผมไม่พูดผิดถูก ผมขอความร่วมมือ การอํานวยความสะดวกในเรื่องนี้เท่านั้น ผมขอชี้แจงท่านนายกรัฐมนตรีและขอชี้แจง เพื่อนสมาชิกที่พาดพิงผม ทั้งในสภาและนอกสภาก่อนหน้านี้ ถ้าแม้นว่าท่านหรือคน สนับสนุนท่านได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมไม่มีจิตใจต่ํา เพียงพอที่จะบอกว่าไม่ให้บริการทางการแพทย์เข้าไป และใครเข้าไปตรงนั้นแปลว่า ไปถือหาง ไปเข้าข้าง ไปแสวงประโยชน์ทางการเมือง ผมไม่ทําหรอก ผมกราบเรียนว่า จุดยืนของกระผมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองภาคประชาชน ผมพูดมานานแล้ว และได้เตือน ท่านนายกรัฐมนตรี ในวันที่ท่านมาแถลงนโยบาย ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณา ย้อนกลับไปจําคําอภิปรายของผมในวันนั้นว่างานของรัฐบาลจะสําเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งเปึนความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่เลือกพวกเราเข้ามา ท่วงทํานองในการบริหาร ราชการแผ่นดินสําคัญมากและผมได้แสดงความห่วงใยตั้งแต่วันแรก ว่าท่าทีของ ท่านนายกรัฐมนตรีต่อการเมืองภาคประชาชน ผมไม่ได้พูดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต่อการเมือง ภาคประชาชน ผมบอกว่าน่าเปึนห่วง เพราะในอดีตที่ผ่านมาท่านมักจะมีกระทบกระทั่ง กับกลุ่มต่าง ๆ วันนั้นท่านก็ไม่พอใจผมครับ ท่านก็บอกว่าผมอายุน้อยกว่าท่านเกือบ ๓๐ ป้ ไปอบรมท่าน ผมไม่ได้อบรม ผมทําหน้าที่ของผมเสนอแนะเตือนเอาไว้เพราะผม เกรงปัญหาจะเกิดขึ้น ผมกราบเรียนว่าผมพูดมาตลอดว่าวันนี้การเมืองภาคตัวแทน ต้องเดินไปกับการเมืองภาคประชาชน คู่ขนานกันไป และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปะทะกัน เราต้องเคารพการเมืองภาคประชาชนและผมก็เน้นว่าภาคประชาชนต้องเคารพการเมือง ระบบตัวแทนด้วย ข้อเสนอที่ผมจะได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีต่อจากนี้ไป จากการ วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ กระผมบอกว่าอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นอย่าเพิ่ง รีบลุกขึ้นมาตอบไปไตร่ตรองดูว่าวันนี้บ้านเมืองจะเดินไปอย่างไร เพราะวันนี้เราหยิบเพียง แง่มุมใดแง่มุมหนึ่งมันไม่ได้ครับ บังคับใช้กฎหมายแง่มุมเดียวก็ไม่ได้ ทําให้ถูกใจคน ก็ไม่ได้ แต่มันอยู่ที่ว่าเปัาหมายของเราคืออะไร ผมอยากจะเริ่มจากจุดร่วม ผมหวังว่า เพื่อนสมาชิกที่แม้จะนั่งอยู่ฝัืงตรงข้ามกับกระผมจะหาจุดร่วมที่พวกเราจะเริ่มต้นได้

ประการที่ ๑ ผมเชื่อครับว่าไม่มีใครประสงค์จะเห็นความรุนแรง อันนี้ พูดกันทุกฝ์าย และผมกราบเรียนว่าที่ผ่านมาไม่ว่าฝ์ายใดใช้ความรุนแรง กระผม ไม่สนับสนุนทั้งสิ้น ผมพูดไปหลายครั้งไม่ได้ถูกใจกลุ่มพันธมิตรหรอกครับ ก่อนเกิดเหตุ วันอังคารสัมภาษณ์ผมวันจันทร์ นักข่าวมาถาม ผมบอกว่ามีข่าวว่าจะมีการไปบุกรุก สถานที่ราชการ กระผมก็ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าผมไม่เห็นด้วย ที่จริงวันนี้ผมไม่จําเปึนต้อง มาพูดย้ําหรอกครับถ้าผมคิดแต่ว่าผมไม่อยากไปพูดขัดใจใคร แต่ผมอยากจะบอกว่าวันนี้ บางทีมันไม่มีคําตอบที่ถูกใจทุกคนอยู่แล้ว เราต้องยอมพูดขัดใจคนและเราทุกฝ์าย ต้องยอมเจ็บบ้างเพื่อรักษาส่วนรวม อันนี้สําคัญที่สุด ประเด็นก็คือว่านอกจากไม่ได้ ต้องการความรุนแรงแล้วเราต้องการอะไร ผมเชื่อมั่นว่าพวกเราที่ยืนอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ บอกว่าเราต้องรักษาประชาธิปไตย ฉะนั้นขอพูดให้ชัดนะครับ ไม่ว่าใครหรือฝ์ายใด ก็ตามที่จะทําให้เหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นแล้วอาจจะนําไปสู่การรัฐประหาร หรือการเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ กระผมไม่เห็นด้วย และถ้าเกิดขึ้นก็จะยืนคัดค้าน ครับ อาจจะไม่ได้ไปร่วมเวทีกับเพื่อนสมาชิกฝ์ายรัฐบาลหรอกครับ แต่ก็จะยืนคัดค้าน ผมว่าเราต้องชัดเจนตรงนี้ แต่เราต้องเข้าใจเช่นเดียวกันครับว่าจะไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ จะไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารได้ ทุกฝ์ายมีหน้าที่ต้องช่วย ที่สําคัญทุกฝ์ายมีหน้าที่ ต้องยอมเสียสละ

ประเด็นถัดมาก็คือว่า ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนในที่นี้ก็จะยืนยันเช่นเดียวกัน ว่าทางออกนอกจากจะต้องไม่รุนแรง ไม่ใช้รัฐประหารแล้ว ต้องไม่ออกนอกกรอบของ รัฐธรรมนูญ ยืนพูดขัดใจพันธมิตรก็ได้ครับ ๗๐ ๓๐ ทําไม่ได้ ถ้าจะทําต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้อํานาจการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ยังอยู่ที่รัฐสภา ถ้าจะไปสู่ ๗๐ : ๓๐ ต้องมาตรงนี้ ต้องมาถกกัน วันนี้ใครจะมาเสนอว่า ยกเว้นรัฐธรรมนูญสักหนึ่งมาตรา สักหนึ่งวรรคก็ไม่ได้ครับ จะทําก็ต้องแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ แล้วเราอยากจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้วเสียหลักระยะยาวหรือไม่ เช่น มีข้อเสนอเรื่องนายกรัฐมนตรีคนกลาง ยกเว้นรัฐธรรมนูญเสียเถอะ ผมบอกไม่ได้ แก้ไข ได้ไหม ก็ถ้าสภาเห็นชอบก็แก้ได้ แต่ถามว่าแล้วต่อสู้กันมาช้านานเพื่อให้นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้ง เราจะมาคิดลบออกกันง่าย ๆ อย่างนั้นหรือครับ จุดยืนผมมีชัดในเรื่อง เหล่านี้ และผมอยากจะให้ทางเพื่อนสมาชิก ทางรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่า เรามีจุดร่วมกันเยอะนะครับ เราไม่จําเปึนจะต้องมาฟาดฟันกันจนกระทั่งในที่สุดแล้ว ส่วนรวมเสียหาย และผมยังจะพูดมากไปกว่านั้นอีกครับ ว่าวันนี้สิ่งที่เราจะต้องทําก็คือว่า เข้าใจว่าความขัดแย้งมันลุกลามลงไปถึงระดับประชาชนจริง ๆ มันคงไม่ใช่เรื่องของ ความเสียหายที่จะบอกว่าวันนี้มันคงไม่ได้อยู่ที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ที่แกนนํา พันธมิตร อยู่ที่ผู้นําฝ์ายค้าน อยู่ที่ ส.ส. ส.ว. อย่างเดียวครับ วันนี้มันลึกลงไปถึงระดับ ประชาชน และประชาชนที่ผมพูดถึงต้องหมายถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ์าย สนับสนุน รัฐบาล สนับสนุนฝ์ายค้าน ไม่สนับสนุนทั้งสองฝ์าย เราต้องเคารพ ผมเคยถูกพันธมิตร ตําหนิครับ เมื่อเขาเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกในช่วงแรก ผมให้สัมภาษณ์ว่า ผมคิดว่าเปึนเรื่องยากที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะยอมตามข้อเรียกร้องนี้ เพราะผมบอกว่า ท่านมาจากการเลือกตั้ง แต่ผมพูดด้วยความจริงใจครับ ผมอยากจะบอกว่า ผลการเลือกตั้งจะถูกใจใครหรือไม่ก็ตาม แต่เปึนการตัดสินใจของประชาชน พรรคท่าน ได้มากกว่าผมประมาณ ๑ แสนคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่โดยระบบของเรา การกระจุกกระจายของคะแนนทําให้ท่านได้ผู้แทนราษฎรมากกว่าผมถึง ๗๐ ท่าน ผมก็ ยอมรับ บังเอิญไม่ถึงครึ่งก็ต้องดูว่าใครรวบรวมเสียงข้างมากได้ ท่านรวบรวมได้ท่านก็เปึน รัฐบาล ถามว่ามีการซื้อเสียงมีการทุจริตการเลือกตั้งไหม ผมก็ยืนยันว่ามีครับ แต่ถาม ผมว่าถ้าสมมุติไม่มีการทุจริต ไม่มีการซื้อเสียง ท่านชนะผมไหม วันนี้ผมยืนบอกครับว่า ผมคิดว่าท่านก็ชนะ เพราะประชาชนจํานวนหนึ่งเขานิยมชมชอบท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เราต้องพูดความจริงกันครับ ส่วนที่เขานิยมชมชอบอดีตนายกรัฐมนตรี คนจะเห็นด้วย เห็นดีหรือเห็นว่าถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ความเห็นก็หลากหลายไป แต่ผมยอมรับ ฉะนั้นที่ท่าน ได้ยืนหลักของท่านมาว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง อยู่ดี ๆ ถ้าใครมาเรียกร้องว่าต้องลาออก เพราะไม่ถูกใจ ผมว่าท่านก็ยืนยันได้ และผมไม่เคยสนับสนุนหรอกครับว่าถ้าใคร มาเรียกร้องจะเปึนคนจํานวนเท่าไรก็แล้วแต่แปลว่าจะต้องจํานนเช่นนั้น แต่ท่านประธาน ครับนั่นคือครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมด ที่พูดทั้งหมดนั้นเปึนเพียงเรื่องของ ความชอบธรรมในการจัดตั้งและในการเริ่มต้นในการบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งที่กระผมจะกราบเรียนต่อไป คราวนี้ก็คงขัดใจเพื่อนสมาชิกฝ์ายรัฐบาลนะครับ ก็คือว่า ในทุกประเทศที่เปึนประชาธิปไตย เสียงข้างมากไม่ได้หมายความว่าท่านทําได้ทุกสิ่ง และการที่จะมีประชาชนจะ ๑ คนหรือจะแสนคนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดง ความรับผิดชอบทบทวนตัวเอง พิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นอาจจะแค่ บกพร่องผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือ เลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น จริงครับ ปัญหาเหล่านี้มีกระบวนการ ทางกฎหมายแต่ท่านดูเถอะครับทุกประเทศที่เปึนประชาธิปไตย ส่วนใหญ่เขาไม่รอให้ กฎหมายจัดการครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าสํานึกหรือความรับผิดชอบของนักการเมืองที่เขา บอกว่ามันต้องสูงกว่าคนธรรมดา มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านยกตัวอย่างกรณี ของเกาหลีนั่นแค่คิดนโยบายนะครับ ว่าจะต้องเป่ดการค้าเสรีเอาเนื้อวัวจากอีก ประเทศหนึ่งเข้ามาคนลุกฮือขึ้นมาเปึนแสน เขาลาออกทั้งคณะ ผมว่าอายุรัฐบาล เขาสั้นกว่ารัฐบาลนี้ ตอนที่เขาตัดสินใจอย่างนั้น ใครเคยอยู่ในประเทศประชาธิปไตย ในยุโรป ในสหรัฐจะทราบครับ อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ ส.ส. ส.ว. บางทีมีเรื่องอื้อฉาว ส่วนตัว ลาออกท่านประธานจะยอมรับไหมว่า ๖ - ๗ เดือนที่ผ่านมามีทั้งเรื่องการกระทํา ผิดกฎหมาย ศาลวินิจฉัยแล้ว มีทั้งเรื่องความผิดพลาด มีทั้งเรื่องความบกพร่อง ผมไม่ว่า อะไรหรอกครับทุกคนมีสิทธิที่จะผิดพลาดบกพร่องได้ แต่ท่วงทํานองท่าทีต่าง ๆ ไม่มี ลักษณะของการบอกว่าเราจะรับผิดชอบเพื่อให้ระบบรักษาความศรัทธาได้ เราคิดถึง แต่สิทธิของตัวเราเอง ยังไม่ถึงที่สุด กฎหมายไม่ได้ห้าม ทําก่อน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มัน สะสมมาในระบบการเมืองไทย แล้วมันก็เริ่มกัดกร่อนจนทําให้พี่น้องประชาชนจํานวน มากจึงเริ่มปฏิเสธ ปฏิเสธรัฐบาลลุกลามมาถึงปฏิเสธการเมืองโดยรวม เรายอมรับ ความจริงเถอะครับ ว่านี้คือสถานการณ์ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เอเอสทีวีหรือกลุ่มการเมืองอีกหลายกลุ่มที่มาเคลื่อนไหวรวมตัวกัน มันคือการสะท้อน ให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อความไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรมเหล่านี้ แล้วใครที่เคยเรียน รัฐศาสตร์ หรือติดตามการเมืองของทั่วโลก มันก็สะสมมา แล้วการเคลื่อนไหวมันก็จะมี มาตรการที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ผมไม่ใช่มีประวัติในเรื่องของการเปึน นักเคลื่อนไหวมวลชน แต่ผมก็บอกได้ว่าทั้งในส่วนรัฐบาล ทั้งในส่วนพันธมิตร มีผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จํานวนมากแล้วจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยรู้เท่ากันครับ เรื่องการยกระดับการชุมนุมมันจะต้องเปึนอย่างไร แล้วก็รู้เหมือนกันว่าสังคมไทย เปึนอย่างไร ฝ์ายใดดูจะใช้ความรุนแรงก่อนก็จะเปึนฝ์ายเพลี่ยงพล้ํา เพียงแต่เวลา การเคลื่อนไหวมันรุกลามบานปลายและการชุมนุมมันประกอบไปด้วยคนหมู่มาก ถามว่า ใครจะให้หลักประกันว่าเราควบคุมสถานการณ์ กระผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า ผมไม่เห็นกับการทําผิดกฎหมายไม่ว่าจะโดยฝ์ายใด แล้วก็ยืนยันนะครับ ไม่ว่าจะเปึนคําตอบใดสําหรับประเทศ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ขณะเดียวกันวันนี้ต้องไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวผู้นําแกนนําครับ เข้าใจหัวอกของประชาชน ทุกฝ์าย เหมือนเมื่อสักครู่ผมแสดงความเข้าใจประชาชนที่ได้เลือกรัฐบาลท่านมา สิทธิ ของเขาเราต้องเคารพ แต่ผมถามว่าวันนี้เราพูดง่าย เห็นเปึนรูปธรรมว่าเวลามีการชุมนุม ทางการเมืองจะถูกหรือผิดกฎหมายต้องมีคนเดือดร้อนครับ แต่ผมถามว่าคนที่เขา ตากแดดตากฝนกลางถนน ๓ เดือน ชนะ เขาก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ส่วนตัว หลายคนละทิ้ง ธุรกิจการงาน ทะเลาะกับครอบครัวมาอยู่ตรงนั้น เรามองเขาเปึนกบฏหรือครับ เรามอง เขาว่าเปึนเครื่องมือของพรรคการเมืองหรือครับ ไม่ใช่หรอกครับ ผมบอกเลยว่าเคลื่อนไหว กันมาแบบที่เห็นกันอยู่หลายเดือนนี้ ผมไม่กล้าบังอาจไปพูดถึงพรรคอื่น ผมบอกว่า เปึนพรรคประชาธิปัตย์เราจัดไม่ได้หรอกครับ เปึนไปไม่ได้ครับ แต่คนมาเปึนจํานวนมาก เราต้องคิด รัฐบาลต้องคิด ท่านนายกรัฐมนตรีต้องคิด ท่านจะเห็นด้วยกับเขา ไม่เห็นด้วย กับเขา และถ้าท่านเปึนเหมือนผมคือเห็นคนเจ็บแล้วไปเยี่ยม เวลาผมไปเยี่ยมเขา แล้วก็ คุณปัา คุณยายที่ร้องไห้ เขาไม่ได้เห็นหน้าผมแล้วก็นึกถึงว่าจะด่ารัฐบาล จะเชียร์ผม แต่ร้องไห้อย่างที่คุณพีระพันธุ์เล่าครับ เจ็บใจ ว่ามาด้วยความรักบ้านเมือง รักในหลวง แต่ถูกปฏิบัติเช่นนี้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า เราอย่าคิดง่าย เหมือนที่ฝ์ายรัฐบาล เคยบอกว่า คมช. คิดว่าปฏิวัติแล้วจะสามารถทําให้ผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยหายไปได้ เปึนไปไม่ได้ครับ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะใช้วิธีจับกุมแกนนํา ๖ คน สลายการชุมนุม รุนแรงหรือไม่รุนแรง ล้อมทําเนียบเพื่อที่จะให้เขาอดไม่สามารถที่จะประทังชีวิตอยู่ได้ ให้คนออกไม่ให้คนเข้า สมมุติว่าทําสําเร็จ ท่านคิดหรือว่าแนวคิดที่ต่อต้านสิ่งที่เขาเห็นว่า เปึนความไม่ถูกต้องมันจบลง มันไม่จบหรอก ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจหัวอกของ ประชาชนทั้ง ๒ ฝ์าย ตรงนี้ครับ มันเปึนวิธีเดียวที่เราจะหาทางออกได้ ผมเองระมัดระวัง มาตลอด ผมเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่สมควรดํารงตําแหน่งอีกต่อไปนับตั้งแต่ผมยื่น ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมก็ได้อภิปราย สภาลงมติเสียงข้างมากไว้วางใจท่าน ผมก็ ต้องยอมรับ แต่อีกหลายเรื่องที่ตามมานี้ ซึ่งผมยืนยันได้เลยว่าอารยประเทศ ผู้บริหาร ประเทศเขาแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว ผมก็ไม่กล้าเรียกร้องหรอกครับ เพราะผมจะได้ ยินคําตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีเสมอว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราไหนบอก มาตราไหนบังคับ ถ้ายังมีท่าทีเช่นนี้ต่อไปเราหาทางออกไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ และวันนี้มันก็เกินเลยจุดนั้นไปแล้ว เพราะวันนี้สิ่งที่ท่านมองว่าเปึนการกระทําผิดกฎหมาย หรือบางคนเรียกว่ากบฏ ในขณะที่อีกฝ์ายเรียกอารยะขัดขืน มันเปึนสิ่งที่มีสาเหตุจาก เงื่อนไขเพิ่มเติมมา แม้กระทั่งในวัน ๒ วันที่ผ่านมา ถ้าสังคมโดยรวมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรี จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าสังคมมีสิทธิจะคิด ถ้าสังคม บอกว่านายกรัฐมนตรี ต้องลาออกอย่างเดียว ผมก็บอกไม่ใช่ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดครับ ท่านต้องพยายามวางตัวเปึนกลางให้มากที่สุด แล้วแสดงท่าที ในการรับฟังความเจ็บปวดของคนทุกฝ์าย ทําไมละครับท่านจะต้องมาบอกว่านี่ดีกว่า ที่ปฏิบัติกับก็อด อาร์มี นั่นกองกําลังต่างชาติรุกรานเข้ามาในเขตแดนไทย เอาหมอ เอาคนไข้เปึนตัวประกันนะครับ นี่คนไทยด้วยกันครับ ใส่เสื้อเรารักในหลวงมานั่งชุมนุมอยู่ ท่านไปเปรียบเทียบได้อย่างไร ท่านจะต้องแสดงท่าทีว่าเกิดการปะทะกัน สอบหน่อย สิครับ มีการกระทําผิดกฎหมายโดยทางเจ้าหน้าที่หรือเปล่า ผมเข้าไปในพื้นที่ พยายาม สอบถามตํารวจ เห็นได้ชัดครับ อ้างคําสั่งศาลกัน มันไม่ใช่อย่างที่พูดครับ ศาลไม่ได้สั่งให้ ไปรื้อถอนโดยการจะต้องเข้าปะทะ โดยการที่จะต้องใช้อาวุธใด ๆ ทั้งสิ้นเลยครับ ไม่ใช่ ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีจะยอมยืนอยู่เหนือความขัดแย้งสักนิดแล้วบอกว่า เรื่องนี้จะต้อง สอบ ใครสั่งไม่เปึนไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรง ละมุนละม่อม ท่านจะเอาตัวมาลงโทษ ไม่มีครับ ผมก็ยืนยันนะครับ วันนั้นสอบถาม ตํารวจเขาก็บอกว่าที่สั่งให้ปฏิบัติการฝ์ายการเมืองครับ ผมไม่คาดหวังเท่าไรนะครับ เพราะผมก็เคยเจอมาแล้วที่เชียงใหม่ โทรทัศน์จับได้หมดครับ ใครพยายามเข้ามาพัง ทําลายทุบตีเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ โยนสิ่งของใส่ผม ท่านประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ท่านรองนายกรัฐมนตรีเปึนท่าน ผบ.ตร. อยู่ ไม่มีการดําเนินคดีเลยครับ นอกจาก คุณอลงกรณ์ พลบุตร โดนข้อหาหมิ่นประมาทบนเวที แล้วท่านจะให้คนครึ่งประเทศหรือ เกือบครึ่งประเทศเขารู้สึกว่ามีความเปึนธรรมได้อย่างไร เหตุการณ์เกิดขึ้นที่อุดรธานี บังเอิญคนถูกทําร้ายอยู่ฝ์ายตรงกันข้ามกับท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเลยไม่มี ความจําเปึนในฐานะผู้นํารัฐบาลที่จะต้องแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เลย ล่ะครับ ชอบตอบคําถามในสภา แต่กระทู้เรื่องนี้ไม่มาตอบครับ แล้วจะให้คนที่เขายังมี ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเปึนธรรมในแผ่นดินนี้ เขาเชื่อมั่นได้อย่างไร กระผมไม่ได้ กล่าวหาว่าท่านเลวทรามต่ําช้าอะไรครับ เวลาท่านพูดโทรทัศน์ฝ์ายเดียว ผมไม่มีโอกาส ได้พูด แต่เวลาท่านบอกว่าต้องมีรายการตอบโต้ รายการนั้นก็ด่าผมด้วย ผมไม่เคย กล่าวหาท่านเลวทรามต่ําช้าอะไร แต่หลายเรื่องมันต้องพูดกันครับ เช่น ผมไม่เคยกล่าวหา ว่าท่านไม่จงรักภักดี แต่ผมก็ข้องใจ และผมคิดว่าสังคมก็ข้องใจว่าทําไมเวลาเกิดกรณี การล่วงละเมิดต่อสถาบันมันจัดการช้า มันจัดการยาก คดีคุณจักรภพ เว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ที่ยังมีปัญหาอยู่ อันนี้ที่มันถึงเปึนประเด็นที่ผมกราบเรียนว่า วันนี้เพื่อนสมาชิก ของผมถึงบอกว่าท่านต้องพิจารณาตัวเอง บังเอิญท่านก็ลุกขึ้นเร็วครับ ตอบไปว่า พิจารณาแล้ว ใช่แล้วครับ แต่ผมรู้ ผมรู้ว่าแม้สิ่งที่เพื่อนสมาชิกของผมได้เสนอ เสนอด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ผมเชื่อรัฐบาลหวาดระแวงว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเกิดลาออกจริง ๆ พวกกระผมอยากช่วงชิงไปเปึนรัฐบาล ไปยึดกุมอํานาจรัฐหรือ ท่านประธานครับ อย่าระแวงผมเลยครับ ผมไม่ทําครับ ผมไม่ทํา ผมยืนยันว่าบ้านเมืองนี้ต้องหาทางออก ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความสงบปราศจากความรุนแรงและเคารพสิทธิของทุกคน และใคร ทําผิดกฎหมายยังต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่เชื่อว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในตําแหน่งต่อ ท่านจะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ ใช้ทหารหรือใช้ตํารวจจะไปจัดการกับกลุ่มที่อยู่ในทําเนียบขณะนี้อย่างไรก็ตาม ผมไม่เชื่อ ว่าปัญหามันแก้ได้ ผมก็คิดหนักครับ ผมพูดผมรู้ว่าเดี๋ยวขัดใจคนทั้งสภา ผมบอกว่าวันนี้ ต้องยอมเจ็บ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีกลัวว่าการลาออกจะเปึนการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ไม่ดี เพราะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งท่านเรียกหยิบมือเดียว ท่านไปดูเถอะครับ ประวัติศาสตร์การนองเลือด ถ้าคิดอย่างนั้นก็หยิบมือเดียวทั้งนั้นครับ ถ้าท่านกลัว จะเสียวัฒนธรรม เสียประเพณี ซึ่งผมบอกว่าจริง ๆ หลายประเทศเขาทํากันและผมไม่เห็น มันเสียก็ไม่เปึนไร ผมบอกเลยว่าวันนี้ผมต้องพูดขัดใจลูกพรรค และขัดใจเพื่อนสมาชิก อีกหลายคนซึ่งเพิ่งพูดด้วย ส.ส. มักจะไม่เสนอให้ท่านยุบสภาหรอกครับ ผมเองแค่นึกว่า เหนื่อยยากแค่ไหนเวลาหาเสียงผมก็ไม่อยากกลับไปเลือกตั้งหรอกครับ แต่ว่าการยุบสภา จะเปึนการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าท่านนายกรัฐมนตรีบอกไม่อยากให้ท่าน ต้องรับเคราะห์คนเดียว พวกผมบอกว่าทั้งสภาเราเจ็บด้วยกัน แล้วยุบสภาครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ พวกผมมีแต่เสียเปรียบ เสียเปรียบทุกเรื่อง แต่ผมบอกว่าวันนี้ ผมยอมครับ แล้วผมบอกว่ายุบสภาไปแล้ว เดี๋ยวท่านก็บอกว่าแล้วรู้ได้อย่างไรพันธมิตร จะเลิก ผมก็บอกว่าผมก็ไม่มีหลักประกันหรอกครับว่าพันธมิตรจะเลิก แต่ผมย้ําว่า พันธมิตรที่มาชุมนุมกันได้ อย่าไปคิดเลยครับ คน ๕ – ๖ คน ๗ คน ๘ คน ๙ คนสั่งได้ ไม่ใช่หรอกครับ เหมือนกับที่ท่านบอกผมสั่งอาจารย์สมเกียรติได้ไหม ถึงผมสั่งอาจารย์ สมเกียรติได้ อาจารย์สมเกียรติออกมาก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อทิศทางการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ไม่มีหลักประกัน แต่ผมเชื่อ ผมจะเรียกร้องว่าพันธมิตรก็ต้องเคารพ กระบวนการของประชาธิปไตยที่กลับไปให้ประชาชนตัดสิน พันธมิตรจะไปตั้ง พรรคการเมืองก็ได้ พันธมิตรจะคอยติดตามสอดส่องดูแลให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ที่สุดก็ได้ เพราะ กกต. ชุดนี้แม้ไม่ได้สมบูรณ์ แต่ผมยังเชื่อใจ สําคัญก็คือรัฐบาลรักษาการ ทําตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดเท่านั้น อย่าไปใช้อํานาจรักษาการเกินเลยกว่าที่ รัฐธรรมนูญกําหนด ไม่มีใครสนุกหรอกครับ ๔๘๐ คน แต่วันนี้เราเสียสละตัวเองก่อน ได้ไหม พันธมิตรอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยถ้าเราเสียสละเปึนเราได้ใจ คนจํานวนไม่น้อยกลับคืนมากับระบบรัฐสภาของเรา วันนี้เราถูกปรามาสว่ากระบวนการนี้ จะเปึนเพียงแค่พิธีกรรม ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปตรองเถอะครับ สิ่งที่กระผมพูด ท่านเสียสละ ผมเสียสละ ผมเชื่อว่าผมอาจจะเจ็บกว่าท่าน โอกาสท่านกลับมามีมากกว่า ผมนะครับ ทําเถอะครับ เพื่อบ้านเมืองสงบ สร้างบรรทัดฐานที่ดีครับ แล้วรัฐบาลที่กลับมา ไม่มีคนกลุ่มใดมาตั้งเงื่อนไขได้ว่าต้องเปึนคนนั้นหรือไม่เปึนคนนี้ แต่รัฐบาลที่กลับมา ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียน ๗ เดือนที่ผ่านมานี้ว่า ไม่ว่าจะมีเสียงข้างมากอย่างไร ต้องยึดหลัก ธรรมาภิบาลต้องสร้างมาตรฐานให้สูงเข้าไว้ ประชาธิปไตยจะเดินไปข้างหน้า กระผม กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ และนําข้อเสนอนี้ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะลุกขึ้นตอบผมปฏิเสธทันทีท่านก็ทําได้ เปึนสิทธิของท่าน พวกกระผมได้ทําหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แล้วบอกว่าพร้อมที่จะเสียสละตําแหน่งนี้ เพื่อมีโอกาสในการหาทางออกสําหรับบ้านเมือง กราบขอบพระคุณครับ