คํานูณ สิทธิสมาน พูดถึงการประชุมรัฐสภา โดยวิพากษ์วิจารณ์การเลือกทางออกจากวิกฤติการเมือง โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ไม่ยุบสภา และใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจจะไม่ช่วยแก้ปัญหาและอาจจะทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมองว่าเป็นชัยชนะ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ประเภท สรรหาจากภาควิชาการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมจะพยายาม ใช้เวลา ๑๐ นาทีอย่างมีคุณภาพที่สุด การประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ วันนี้ครับ ท่านประธานจะมีประโยชน์มาก หาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ระดับแกนนําของพรรคร่วมรัฐบาลที่เปึนผู้ริเริ่มเสนอให้มีการประชุม ครั้งนี้จะมีน้ําใสใจจริงแล้วก็เป่ดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นที่อาจจะไม่ถูกใจบ้าง ที่อาจจะแตกต่างไปจากความคิดความเชื่อเดิมของท่านบ้าง ผมไม่อยากให้การประชุม วันนี้เปึนเพียงพิธีกรรมของระบบรัฐสภาหรือว่าเปึนส่วนหนึ่งของยุทธวิธีที่ใช้รับมือกับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ท่านประธานครับ แม้ว่าผมจะสงสัยหลังจาก ฟังคําแถลงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระดับแกนนําของพรรคร่วมรัฐบาลที่ประชุมกัน เมื่อคืนนี้ แล้วก็ต้องสงสัยเพราะว่าฟังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านออกรายการประจํา ของท่านเช้าวันนี้ แล้วก็เห็นท่านแสดงท่าทีทั้งเมื่อวานนี้และวันนี้ ก็คงจะห้ามผมไม่ได้ว่า ทําไมถึงต้องสงสัยถึงสภาวะการเป่ดใจกว้างและน้ําใสใจจริงที่ไม่ใช่เพียงต้องการให้ การประชุมวันนี้เปึนเพียงพิธีกรรมหรือเปึนหนึ่งในยุทธวิธี สาเหตุสําคัญที่ต้องสงสัย ในความจริงใจในความเป่ดใจให้กว้าง ในเมื่อสถานการณ์วิกฤติระดับนี้ ท่านประธาน ใคร ๆ ก็รู้เท่ากันนะครับ ทั้งสมาชิกและ ไม่ใช่สมาชิก และนักวิชาการ หรือผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ข้างนอกว่าทางเลือก ของก้าวแรกจากทางออกจากวิกฤติการเมืองในขณะนี้นั้น มันก็มีอยู่ทั้งสิ้น ๓ ทางด้วยกัน ๓ ทางใหญ่ ๆ อยู่ที่ว่าจะเลือกทางไหน ทางหนึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีลาออก ทางที่ ๒ ก็คือ การยุบสภา แต่ทางที่ ๓ ก็คือทั้งไม่ลาออก ทั้งไม่ยุบสภา ผูกมือกัน ๖ พรรคไปอย่างนี้ แล้วก็หาช่องทางที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดตามที่มีอยู่ กระผมไม่ปฏิเสธครับ ทั้ง ๓ ทางนี้เปึนทางเลือกในระบบรัฐสภา แต่ว่าเมื่อคืนนี้ทางแกนนําพรรคร่วมรัฐบาลนั้น จากการแถลงท่านสรุปชัดเจนไว้แล้วนะครับว่าท่านเลือกทางที่ ๓ ซึ่งก็เปึนทางเดียวกับที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีท่านยืนยันมาโดยตลอด ก็เท่ากับว่าเปึนการตัดทางเลือก ออกไปแล้ว ๒ ทาง โดยที่ยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาเลย มิหนําซ้ําครับ ท่านประธาน เมื่อคืนนี้ในการตอบคําถามของผู้สื่อข่าวที่ว่า แล้วเราจะออกจากวิกฤติ กันอย่างไร หนึ่งในหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลท่านหนึ่ง ท่านบอกด้วยความแข็งขันนะครับ บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกธรรมะจะต้องชนะอธรรม ท่านประกาศด้วยวาจาที่ขึงขังหนักแน่น นะครับ ธรรมะจะต้องชนะอธรรม ธรรมะจะไม่มีวันแพ้ ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่เพียงการ ชี้ถูกชี้ผิดในระดับของการถูกกฎหมายและผิดกฎหมายธรรมดาเท่านั้นนะครับ แต่เปึน การชี้ถูกชี้ผิดในระดับของธรรมะเลยทีเดียวครับ แน่นอนครับท่านประธาน ผมไม่เชื่อว่า ท่านหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลท่านนี้ท่านจะเห็นว่าตัวท่านหรือพรรคร่วมรัฐบาลนั้นเปึน ฝ์ายอธรรม เพราะฉะนั้นมุมมองและท่าทีท่วงทํานองของท่านในคําประกาศเมื่อคืนนี้ ก็เท่ากับว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่เพียงแต่ทําผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ถึงขั้นเปึนฝ์ายอธรรมเลยทีเดียว การตัดหนทางเลือกล่วงหน้าก่อนรับฟังความเห็น ที่อุตส่าห์เป่ดสภาตามมาตรา ๑๗๙ และการใช้ท่าทีท่วงทํานองพิพากษาถึงระดับ ของธรรมะเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจครับว่าจะทําให้การประชุมรัฐสภาวันนี้เปึนเพียงแค่พิธีกรรม และยุทธวิธีหรือเปล่า ซึ่งถ้าเปึนเช่นนั้นมันก็ไม่สามารถจะเปึนทางออกจากวิกฤติได้ และที่สําคัญครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเขาน่าจะ พอใจท่าทีและท่วงทํานองเช่นนี้ เพราะการประชุมที่ส่อได้ว่าจะเปึนเพียงพิธีกรรม และยุทธวิธี จะเปึนเครื่องพิสูจน์ว่าระบบปัจจุบันไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้จากภายใน ระบบ การยกระดับเปัาหมายการต่อสู้ของพวกเขาในที่นี้ก็คือพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เริ่มต้นจากการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยกขึ้นมาเปึนการขับไล่ รัฐบาล แล้วตามมาด้วยการเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การเมืองใหม่ โดยวิธีการที่ประกาศล่าสุดว่าประชาภิวัตน์นั้น ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่โดยประชาชนโดยตรง ไม่ใช่โดยตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการสรรหาเช่นผม คือในระบบปัจจุบัน มันจะมีน้ําหนักขึ้น มีความชอบธรรม มากขึ้น ในมุมมองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผมมองเช่นนั้นนะครับ หากรัฐบาลเลือกหนทางที่ ๓ คืออยู่กันไปอย่างนี้พยายามบังคับใช้กฎหมาย ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ผมเชื่อว่าเขาจะมองว่าคือชัยชนะเบื้องต้น ณ สถานการณ์นี้ของพวกเขา ด้วยซ้ําไป ไม่ใช่ว่าผมเห็นด้วย แต่ผมจะลองอ่านใจเขาดู การอยู่เฉย ๆ ไม่ออก ไม่ยุบ ไม่ปรับ เน้นบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด อาศัยเพียงจังหวะระยะเวลาตามที่พูด ๆ กันมานั้นหากเปรียบไปนะครับมันก็เหมือนตุ้มนาฬิกาที่เหวี่ยงไปมาระหว่างซ้ายสุด กับขวาสุด พันธมิตรผู้ร่วมชุมนุมเองก็อาจจะอยากต้องการเช่นนี้ เพื่อที่จะทําให้เปัาหมาย การเมืองใหม่โดยประชาภิวัตน์นั้นมีความชอบธรรมยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ เรามามองในทางตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยน่าจะหนักใจกว่านี้ หากทางออกที่คนในระบบเลือก ซึ่งก็คือรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลเลือก จะเปึนทางใดทางหนึ่งใน ๒ ทาง คือลาออกหรือไม่ก็ยุบสภา เพราะว่าในที่สุดแล้วมันจะทําให้เปัาหมายสูงสุดที่พวกเขาประกาศออกมา คือการเมืองใหม่โดยประชาภิวัตน์เดินไปไม่ถึง แน่นอนเขาอาจจะยังชุมนุมต่อไป ในลักษณะเดิม แต่ก็ไม่แน่นักนะครับว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเท่าเดิม ถ้าเขาจะปรับยุทธวิธีการต่อสู้ ปรับข้อเรียกร้องใหม่ เขาก็ต้องการคําอธิบายที่สร้างเหตุ สร้างผล ให้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมได้มากกว่านี้ ท่านประธานครับ โดยความ เปึนจริงแล้ว ไม่ว่าการลาออกหรือการยุบสภานั้นไม่ได้เปึนผลเสียหายแก่รัฐบาลเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้เปึนผลเสียหายแก่ระบบ กระผมจะพูดถึงซีเนริโอ (Scenario) หรือทางเลือกใน ๓ ทางนี้ในแง่ข้อดีข้อเสีย ในทางที่ ๑ สมมุติมีอีกยุคไม่ออก สถานการณ์ จะเปึนอย่างไรครับ สถานการณ์ที่จะเปึนไปต่อไปคือการประท้วงของพันธมิตรยังดํารงอยู่ แม้ว่าพวกเขาจะต้องอึดมากขึ้น อดทนมากขึ้น แล้วก็เสี่ยงมากขึ้น พวกเขาจะต้องมีการ ขยายวงของแนวร่วม โดยเฉพาะในส่วนของรัฐวิสาหกิจมากขึ้น แล้วก็ยกระดับมากขึ้น ยกระดับก็คือจากการชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ เปึนการนัดหยุดงานในระดับทั่วประเทศ ซึ่งก็คงจะต้องพัฒนาไป แล้วก็อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งจนกระทั่งถึงเลยจุด ความอดทน ในขณะนี้สถานการณ์ก็มีแนวโน้ม เพราะว่าก็ได้มีการชุมนุมของมวลชน ฝ์ายสนับสนุนรัฐบาลแล้ว ทั้งในกรุงเทพฯ แล้วก็มีการระดมมาจากต่างจังหวัด ฯพณฯ รัฐมนตรีเองก็เคยแถลงว่า มีดาบในมือแต่ไม่ใช้ แต่สถานการณ์ผ่านไปก็อาจจะ นํามาใช้ก็ได้