รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ หารือเรื่องการเมืองและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเน้นย้ำว่าความรุนแรงและรัฐประหารไม่ใช่ทางออกที่ดี และเสนอให้มีการพูดคุยอย่างเป็นกลางเพื่อหาทางออกที่ดีต่อทั้งประเทศ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิงสั้น ๆ ก่อน ไม่อยากให้ท่านได้รวมเวลาใน ๑๐ นาที โดยประมาณที่ผมจะอภิปราย คือสืบเนื่องจาก ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ส.ส. ผู้ทรงเกียรติคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้พาดพิง กระผม ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะเสียหายมากมายนัก แต่ผมเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิด ท่านจตุพรบอกว่า สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ร่วมในการต่อสู้ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม แล้วก็ ได้บอกต่อมาว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ผมเกรงว่า ๒ พยางค์อันนี้จะเกิดความเข้าใจผิด ได้ว่าในช่วงของการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ป้ ๒๕๓๕ เราเห็น ไม่ตรงกันซึ่งมันไม่ใช่ ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมเปึนจําเลยที่ ๑ ของ รสช. ณ ป้ ๒๕๓๔ แล้วก็ได้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชนจนถึงป้ ๒๕๓๕ ดังนั้นอย่างน้อยตรงนั้น ตรงกัน แต่เรื่องอื่นไม่ตรงกันผมไม่ขออภิปรายเพราะไม่จําเปึนว่าเราจะต้องตรงกัน ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนว่า ณ วันนี้ เรากําลังมาช่วยกันอภิปรายเพื่อที่จะ หาทางออกให้กับบ้านเมือง และในอีกด้านหนึ่งเพื่อต้องการที่จะแนะนํารัฐบาล พูดคุยกับ รัฐบาล แต่อยากจะเรียนกับท่านในเบื้องต้นว่าเรากําลังหาทางออกให้กับบ้านเมือง มิได้ต้องการหาทางออกให้กับรัฐบาลหรือหาทางออกให้กับฝ์ายหนึ่งฝ์ายใด อยากเรียนต่อท่านว่าผมอยากมีข้อเรียกร้องในช่วงนี้ว่า อยากให้ทุกฝ์ายนั้นได้คลายจุดยืน หรือคลายความต้องการ หรือข้อเรียกร้องของตนเองลงมาบ้างก่อน นับจากนี้ไปยังมีเวลา อีกหลายชั่วโมง ผมแน่ใจว่าปัญหายาก ๆ คงจะแก้ยาก แล้วก็การฝากความหวังไม่ง่าย ครับ ยิ่งการเมืองหรือนักการเมืองก็ไม่ง่าย ประชาชนต่าง ๆ ก็ไม่ง่าย แต่ถ้าเกิดว่าเรา ไม่ยอมลดอะไรกันบ้างผมคิดว่าลําบาก นี่เปึนประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ท่านครับ ผมอยากเรียนต่อท่านว่า ผมอยากจะเสนอทางออก แต่ก่อนที่อยากจะเสนอทางออกนั้นผมอยากให้ท่านได้ย้อนกลับไปดูเหตุนิดเดียว ความขัดแย้งของสังคมไทยได้เริ่มต้นเมื่อป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๘ มีปรากฏการณ์ที่เราอาจจะ เรียกว่าปรากฏการณ์สนธิหรือปรากฏการณ์อะไรก็แล้วแต่ และนับจากนั้นเราก็ เดินทางเข้าสู่ความขัดแย้งใหญ่ เมื่อมีความขัดแย้งท่านครับ ต่างฝ์ายต่างก็มีความคิด ความเชื่อ กระทั่งมีอคติ ถึงที่สุดก็เอาสิ่งที่ตัวเองยึดกุมทั้งในสมองและในมือ หรือเครื่องมือ สาดใส่เข้าหากัน ถึงที่สุดก็ใช้ความรุนแรง ความรุนแรงที่เปึนรูปธรรมที่สุดก็คือการใช้รถถัง การใช้การรัฐประหาร ซึ่งผมเรียนว่าพี่น้องประชาชนทราบมาแล้วว่าความรุนแรงหรือการ รัฐประหารแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ ทุก ๆ ครั้งเมื่อมีการใช้การรัฐประหารจะเกิด ความขัดแย้งใหญ่ตามมาเสมอ ก่อนหน้านี้ป้ ๒๕๓๔ รัฐประหารเกิดนองเลือดป้ ๒๕๓๕ เพียงป้เดียวหลังจากรัฐประหาร ก่อนหน้านั้น ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ทันทีครับ เกิดสงคราม กลางเมือง บานปลายไปเกือบทุกจังหวัด ย้อนกลับไปมากกว่านั้นก็ได้ครับท่าน แต่ว่า เราไม่อยากจะเสียเวลา ดังนั้นผมคิดว่าข้อสรุปอันหนึ่งที่สังคมจะต้องมีข้อสรุปร่วมกันก็คือ ว่า ไม่ว่าในนามความดีงาม ไม่ว่าจะในนามความปรารถนาดีใด ๆ สังคมไทยจะต้องไม่เอา กับการรัฐประหารอีกต่อไป เหตุที่ผมต้องพูดย้ําทั้ง ๆ ที่ ณ ขณะนี้หลายคนเชื่อว่าไม่มีวี่แวว แต่ก่อน ๑๙ กันยายน ก็ไม่มีวี่แววเช่นเดียวกัน ดังนั้นผมต้องใคร่ย้ําว่าผลเสียจาก การรัฐประหาร ทั้งทางเศรษฐกิจและขยายความขัดแย้งเพิ่ม วันนี้เปึนข้อพิสูจน์ทาง ประสบการณ์ ท่านทั้งหลายครับ ผมอยากเรียนต่อท่านต่อไปว่า ถามว่าความขัดแย้ง ที่บอกว่ายาก ใหญ่ มีอคติ มีผลประโยชน์ และมีอํานาจเปึนเดิมพันสําหรับกลุ่มคนที่ผม อยากจะเรียกว่าชนชั้นนํา แน่นอนมีมวลชน มีชนชั้นกลาง มีชนชั้นล่างเข้ามาร่วมมากมาย แต่คนที่มีเดิมพันใหญ่ก็คือชนชั้นนํา ณ วันนี้ทําเสมือนหนึ่งว่ามีเพียงแค่ ๒ ฝ์าย หรือ ๒ ขั้ว แท้ที่จริงมากกว่านั้นนะครับ ผมคิดว่าจะอย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะมีทางออกได้ คําถามก็คือ อะไรคือทางออกที่เปึนรูปธรรมในท่ามกลางความยากลําบากอันนี้ ผมคิดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการพูดคุยกัน เมื่อตะกี้นี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้เสนอ ที่จริงผมเตรียมไว้แล้ว ท่านเสนอก็ไม่ว่าครับ ที่จริงผมอยากเรียนว่าถ้าหากว่าสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีฐานะที่เปึนกลาง แต่มิได้แทงกั๊กนะครับ แต่ไม่เลือกข้างโดยสมบูรณ์แบบ เพราะไม่เชื่อว่าใครจะถูกต้องทั้งหมด ใครจะเลวทั้งหมด เราเลือกเปึนเรื่อง ๆ ก ไก่ ข ไข่ จนถึง ฮ นกฮูก หรือร้อยเรื่อง พันประเด็น ฉะนั้นผมจึงอยากเรียนว่า ส.ว. โดยเฉพาะ กระผมคนเดียวก็ได้ครับ ถ้าใครเห็นด้วยก็ยินดีครับ ผมอยากเสนอว่าต้องเริ่มต้น การพูดคุยอย่างจริงจัง รัฐบาลในฐานะที่เปึนผู้มีอํานาจ ณ ปัจจุบันนี้ต้องเปึนฝ์ายเริ่มต้น และต้องเปึนฝ์ายให้เกียรติกับพันธมิตร หรือกลุ่มใดก็ตาม อย่าคิดว่าจะเปึนการยก ฐานะพันธมิตร ซึ่งท่านอาจจะมองว่าทําผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่าท่านอาจจะ มีความรู้สึกอย่างนั้นได้ แต่ว่ารัฐบาลจะต้องใจกว้างกว่ากลุ่มใด ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้อง โน้มลงมา แล้วก็ทําการพูดคุย ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ครับ ผมไม่ได้คาดหวังว่าในยามที่จะปะทะกันรุนแรงแบบนี้ หมายถึงทั้งทางความคิด ทั้งทาง วาจาหรือในทางกายกรรม จะพบกับความสําเร็จอย่างง่าย แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐบาล และพันธมิตรหรือกลุ่มอื่นจะได้มาตั้งประเด็น ตั้งดูว่าข้อเรียกร้องอะไรที่เหมือนกัน อะไร ที่ขัดแย้งกัน ต่อให้ขัดแย้งกันทุกเรื่อง อันนี้เปึนธรรมชาตินะครับ ธรรมชาติที่เมื่ออยู่ ตรงกันข้ามกันแล้ว ฝ์ายตรงกันข้ามผิดทั้งหมด ฝ์ายตัวเองถูกทั้งหมด ซึ่งเราก็ไม่ว่าใคร ดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าหากว่าได้มานั่งร้อยเรียงประเด็นแล้วก็คุยกัน เรื่องนี้คุยกันได้ ตั้งไว้ เรื่องนี้คุยกันไม่ได้ เดี๋ยวหาคนอื่นมาคุย ผมคิดว่าวันนี้มีนักวิชาการ มีอาจารย์ มหาวิทยาลัยเยอะแยะไปหมด มีสํานักสันติวิธีเยอะแยะ ถ้าเราไม่ลอง เราก็ไม่รู้ ผมคิดว่า มาเริ่มคุย คราวนี้ถ้าหากว่าคุยไม่ได้อีก เริ่มมีคนกลาง แต่ผมไม่คิดว่าจะมีความสมบูรณ์ ถ้าคุยกันไม่ได้ท่านครับ ท่านกําลังร่างกฎหมายประชามติ แต่ท่านต้องตั้งประเด็นให้ได้ เรื่องอะไรที่ท่านขัดแย้ง เรื่องรัฐธรรมนูญท่านขัดแย้ง ประชามติได้ไหม เรื่องของความคิด ทางการเมือง ต่างคนต่างอ้างเรื่องประชาธิปไตย วันนี้มีประชาธิปไตยที่เรียกว่า ประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้ดี ในขณะเดียวกันมีการพูดถึงประชาธิปไตยตัวแทน อันนี้ก็ดี คําถามผมว่าดีทั้งสองอย่าง ทําไมจะต้องมาหักกันว่าจะต้องมีอย่างหนึ่งอย่างใด ผมคนหนึ่งไม่เอานะครับ จะมี อย่างหนึ่งอย่างใดไม่เอา การนําเสนอบอกว่า ๒ อย่างต้องสวนกัน ไม่ใช่หรอกครับ ประชาธิปไตยตัวแทน ผมต้องเรียนต่อท่านอย่างนี้ วันเลือกตั้งก็คือประชาธิปไตยทางตรง ครั้งใหญ่ที่สุด ดังนั้นใครก็ตามที่คิดจะทําลายระบบการเลือกตั้ง ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย และเรามีเยาวชนคนหนุ่มสาวจํานวนมาก ผมทํางานด้านเยาวชนและทํากิจกรรม มาต่อเนื่อง ได้คุยกันอย่างสม่ําเสมอว่าไม่เห็นด้วยถ้าหากว่าจะทําลายประชาธิปไตยที่มา จากการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยตัวแทน มันไม่พอเท่านั้นเอง ก็ต้องเพิ่มด้วยเรื่อง ประชาธิปไตยทางตรง ดังนั้นถ้าเราพูดอย่างนี้ แปลว่าเราก็รวมกันได้ ประสานกันได้ใน ๒ เรื่องนี้และยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกครับแม้แต่รัฐธรรมนูญ คนหนึ่งถือรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ คนหนึ่งถือรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ แต่ถ้าเรามาบอกว่าเราเอาข้อดีมาบวกกัน ผมขนาดว่า ชอบรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มากกว่า อันนี้เป่ดเผย แต่กลับเห็นรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็มี จุดดีเช่นเดียวกัน เช่น มีประชามติเห็นไหมครับ ถึงแม้มีจุดอ่อนแต่ก็มีประชามติ อย่างนี้ ไปด้วยกันได้ไหม ผมไม่คิดว่าเราจะต้องทะเลาะกันทุกเรื่อง ดังนั้นท่านประธานครับ ต้องเรียนท่านประธานว่า ผมอยากจะเสนอหลักการว่าสังคมไทยเราถึงเวลาได้ไหม ในการ ที่จะมายึดหลักความพอดี ความสมดุล ท่านคิดหรือว่าท่านจะได้ทั้งหมด หรือทุกฝ์ายคิด หรือว่าท่านจะเสียทั้งหมด หรือจะให้คนอื่นเสียทั้งหมด มันเปึนไปไม่ได้ครับ ดังนั้นในช่วง สุดท้ายผมอยากจะวิงวอน ผมอยากให้ทุกฝ์ายที่คิดจะใช้ความรุนแรงขอให้หยุด ไม่ว่าฝ์ายไหนนะครับ ณ วันนี้ยังต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่าสถานการณ์ ผมคิดว่า ยังล่อแหลมอยู่