รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑ กันยายน ๒๕๕๑

ไชยา สะสมทรัพย์ เสนอร่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ขอขอบคุณทุกท่านและสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้โอกาสรัฐบาลนําเสนอ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น หรืออาเซียน - เจแปน คอมพรีเฮนซีฟ อีโคโนมิค พาร์ทเนอร์ชิพ (ASEAN – Japan Comprehensive Economic Partnership) หรือเรียกว่าเอเจเซป (AJCEP) กระผมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นํามาชี้แจง เพื่อนําเสนอร่างความตกลงหุ้นส่วน เศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ไทยเข้าร่วมเปึนภาคีของ ความตกลงเอเจเซป เหตุผลในการนําเสนอต่อรัฐสภาและประเด็นพิจารณา ความตกลงนี้ เปึนความตกลงที่อาเซียนและญี่ปุ์นได้ดําเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๗ และ สรุปผลการเจรจาทําความตกลงเสร็จสิ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยไทยได้ลงนาม เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๑ ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ์นและสิงคโปร์ได้ดําเนินการกระบวนการ ภายในเสร็จสิ้นแล้ว และคาดว่าทั้ง ๒ ประเทศจะสามารถให้สัตยาบันภายในเดือน สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีผลให้ความตกลงมีผลใช้บังคับกับ ๒ ประเทศดังกล่าวในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ โดยที่ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ กําลังอยู่ระหว่างการ ดําเนินการกระบวนการภายใน เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับได้ รัฐบาลพิจารณาแล้ว เห็นว่าความตกลงดังกล่าวอยู่ในขอบข่ายที่ระบุไว้ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งก่อนการแสดงเจตนา ได้มีผลผูกพันต่อประเทศหรือการให้สัตยาบันจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ประกอบกับรัฐบาลเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มเติมจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย - ญี่ปุ์น หรือเจเทปา (JTEPA) รวมทั้งเห็นว่าประโยชน์ของความตกลงอาจจะลด น้อยลงไป โดยเฉพาะเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ ญี่ปุ์นและอาเซียนอื่น ๆ จึงมีความ จําเปึนเร่งด่วนที่จะนําเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความ เห็นชอบ ก่อนที่จะแจ้งประเทศสมาชิกอื่น ๆ ว่าไทยพร้อมที่จะผูกพันให้ความตกลงมีผล ใช้บังคับต่อไทย เหตุผลที่ต้องเข้าร่วม กระผมใคร่ขอเรียนถึงเหตุผลความจําเปึนที่จะต้อง เข้าความตกลงดังนี้ ในระยะที่ผ่านมานับจากอาเซียนได้ถูกก่อตั้งเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๑๐ อาเซียนได้มุ่งมั่นที่จะสร้างประชาคมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่ครอบคลุมทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง อาเซียนยังมุ่งเน้นที่จะปรับตัวให้ทันกระแสการค้าในยุคโลกาภิวัตน์ โดยจะเห็นได้จากวิสัยทัศน์ อาเซม เอเชีย วิชั่น (ASEM Asia Vision) ๒๐๒๐ ในป้ พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่จะผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทสําคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ให้แน่นแฟันกับประเทศคู่ค้า และต่อมาไทยได้ร่วมกับสมาชิกอาเซียนอื่น ลงนามในกฎบัตรอาเซียน และปฏิญาณว่าแผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สําคัญประการหนึ่งคือ ส่งเสริมให้ อาเซียนบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยเจรจาจัดทําความตกลงการค้าเสรีกับประเทศ นอกกลุ่ม ซึ่งอาเซียนได้ดําเนินการมาตั้งแต่ป้ พ.ศ. ๒๕๔๔ ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะมีผลใช้บังคับ โดยปัจจุบันอาเซียนได้มีความตกลงการค้าเสรีระหว่างการเจรจาจัดทํา ความตกลงการค้าเสรีจํานวน ๖ ฉบับ กับประเทศคู่ค้าที่สําคัญต่าง ๆ คือจีน อินเดีย ญี่ปุ์น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ไทยในฐานะที่เปึนสมาชิกของ อาเซียนและเปึนประเทศผู้ริเริ่มก่อตั้งอาเซียนได้เข้าร่วมเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจามาโดยตลอด เพราะเล็งเห็นโอกาสในการขยายการค้า และการลงทุน รวมทั้งประโยชน์ เศรษฐกิจ และการค้าอื่น ๆ ที่จะได้รับการเจรจาต่อรองใน ฐานะกลุ่มอาเซียน การจัดทําความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ์น เปึนสิ่งที่อาเซียนและญี่ปุ์นได้พิจาณาแล้วเห็นพ้องร่วมกันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ ทางเศรษฐกิจร่วมกันและเพิ่มการขยายตัวของการค้าและการลงทุนระหว่างกันต่อไป ญี่ปุ์นเปึนคู่ค้าและผู้ลงทุนที่สําคัญของอาเซียนและไทย ดังที่ทราบกันว่าญี่ปุ์น เปึนประเทศมหาอํานาจที่มีความสําคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชีย เปึนคู่ค้า ที่สําคัญอันดับหนึ่งของอาเซียนและของไทย โดยเปึนตลาดส่งออกที่สําคัญอันดับที่ ๓ ของอาเซียน รองจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเปึนแหล่งนําเข้าลําดับที่ ๑ ของอาเซียน การค้าระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ์นในป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีมูลค่าสูงถึง ๑๗๓,๘๘๘ ล้านเหรียญสหรัฐ ในป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึง ๒๕๕๐ การค้าระหว่างอาเซียนและ ญี่ปุ์นขยายตัวเปึนอัตราเติบโตเฉลี่ย ๑๑ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ในส่วนของการค้าไทย - ญี่ปุ์น เปึนคู่ค้าที่สําคัญที่หนึ่งของไทย โดยญี่ปุ์นเปึนตลาดส่งออกที่สําคัญอันดับ ๒ ของไทย รองจากสหรัฐอเมริกา และเปึนแหล่งนําเข้าที่สําคัญลําดับที่ ๑ ของไทย การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ์น ในป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีมูลค่ารวม ๔๖,๕๑๙ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเปึนสัดส่วน ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก ญี่ปุ์นเปึนผู้ลงทุนที่สําคัญอันดับที่ ๒ ของอาเซียนรองจากสหภาพยุโรป โดยในป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึง ๒๕๕๐ ญี่ปุ์นลงทุน ในอาเซียนเฉลี่ยป้ละ ๖,๑๖๓ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเปึน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุน ทั้งหมดในอาเซียน และในป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ มูลค่าการก่อสร้างของญี่ปุ์น ในอาเซียนคิดเปึน สัดส่วน ๑๑ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนโดยตรงนอกประเทศทั้งหมดของญี่ปุ์น ญี่ปุ์นเปึนประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด โดยลงทุนเฉลี่ยป้ละ ๑,๖๓๒ ล้านเหรียญสหรัฐ ในป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึงป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ มูลค่าการลงทุนของญี่ปุ์นในไทยคิดเปึนสัดส่วน ๔ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนโดยตรง นอกประเทศทั้งหมดของญี่ปุ์น นอกจากนี้อาเซียนยังเปึนฐานการผลิตและส่งออกที่สําคัญ ของญี่ปุ์นไปยังประเทศอื่นทั่วโลก อาเซียนเปึนกลุ่มประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากร แต่ไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในขณะที่ญี่ปุ์นเปึนประเทศที่มีความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยี แต่ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติ อาเซียนและญี่ปุ์นจึงมีความสัมพันธ์ แบบพึ่งพาและต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น จึงเปึนกลไกที่ช่วยส่งเสริมให้เครือข่ายการผลิตอาเซียน - ญี่ปุ์นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความเปึนมาและการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ กระผมขอเรียนสรุปลําดับความเปึนมา ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น และการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังนี้ เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๓ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและญี่ปุ์นมีมติ ให้ศึกษาการรวมกลุ่มเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ์น โดยเล็งเห็นว่าการกระชับ เสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน มีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ฝ์าย ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดทํา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น จะก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านการค้า การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ฝ์าย การจ้างงานและการก่อให้เกิดความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและภูมิภาค ซึ่งเปึนผลมาจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โดยจะส่งผลให้ การส่งออกของอาเซียนและญี่ปุ์นขยายตัว ๔๔ เปอร์เซ็นต์ และ ๒๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนและญี่ปุ์น การขยายตัวเพิ่มขึ้น ๑.๙๙ เปอร์เซ็นต์ และ ๐.๐๗ เปอร์เซ็นต์ตามลําดับ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ผู้นําอาเซียนและญี่ปุ์นได้ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดทําความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน - ญี่ปุ์น และต่อมาในป้ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ลงนามในกรอบการเจรจา ซึ่งได้ระบุถึง แนวทางการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น โดยนําผลการเจรจา แบบทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบการจัดทําความตกลงในระดับภูมิภาค ต่อไป การเจรจาทําความตกลงเริ่มขึ้นเปึนทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมีการเจรจารวมทั้งสิ้น ๑๑ รอบ โดยสามารถสรุปผลการเจรจาได้ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งเปึนช่วงระหว่างการเจรจาครั้งที่ ๙ และครั้งที่ ๑๐ ซึ่งตามมาตรา ๓๐๕ (๕) ของรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่า การใดที่ได้ทําไปแล้วก่อนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ ให้เปึนอันใช้ได้ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ กระทรวงพาณิชย์ ได้ดําเนินการในส่วนที่เหลือของการจัดทําความตกลงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยได้เผยแพร่สาระสําคัญของความตกลงผ่านทางสื่อ ทางวิทยุ ทางหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และการจัดสัมมนาเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจรับทราบความคืบหน้าของกรอบ การเจรจามาโดยตลอด และได้เสนอร่างความตกลงให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ ให้ลงนามความตกลง ซึ่งการลงนามยังไม่มีข้อผูกพันต่อไทย เนื่องจากข้อ ๗๙ ของ ความตกลงระบุไว้ว่า ความตกลงจะมีผลใช้บังคับเสมือนประเทศภาคีให้สัตยาบัน หลังจากการลงนามแล้วกระทรวงพาณิชย์ได้เป่ดเผยเนื้อหาทั้งหมดของความตกลง ผ่านทางเว็บไซต์ (Web site) ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และได้มีการสัมมนาเผยแพร่ความตกลงเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ การจัดเวที ประชาชนเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑ พร้อมทั้งได้เข้าชี้แจงข้อมูลรายละเอียดของความตกลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ได้แก่ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม คณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน เปึนต้น โดยเปึนการดําเนินการตามวรรค ๔ ของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งระบุว่าหลังจากที่มี การลงนามความตกลงและก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีการผูกพันจะต้องให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้นําร่างความตกลง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อขอความเห็นชอบให้เสนอร่างตามความตกลงเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบในการให้สัตยาบันตามที่ระบุในวรรคสอง ตามมาตรา ๑๙๐ โดยเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร วิป (Whip) รัฐบาลพิจารณา ซึ่งล่าสุดเมื่อ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ คณะกรรมการดังกล่าวมีมติเห็นชอบให้เสนอร่างความตกลง ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา สรุปสาระสําคัญของความตกลงหุ้นส่วนทาง เศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น เปึนความตกลง เขตการค้าเสรีในระดับภูมิภาคประกอบด้วยประเทศสมาชิกรวม ๑๑ ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย ฟ่ลิปป่นส์ ลาว มาเลเซียและญี่ปุ์น โดยมีเปัาหมายที่จะส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกมากยิ่งขึ้น โดยที่ก่อน การจัดทําความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น ประเทศไทยและอาเซียนอื่น ยกเว้นลาว พม่าและกัมพูชา ล้วนแล้วแต่มีความตกลงเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคีกับ ญี่ปุ์น เปัาหมายหลักของการเจรจาจัดทําความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น ของประเทศสมาชิกอาเซียนจึงมุ่งเน้นที่จะให้ความตกลงนี้มีประโยชน์เพิ่มเติมมากขึ้นจาก ความตกลงทวิภาคี จึงได้ร่วมกันผลักดันจนท้ายที่สุดได้รับการลดภาษีเพิ่มเติมจากญี่ปุ์น และมีความยืดหยุ่นในเรื่องของกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า ความตกลงครอบคลุมการค้า สินค้าเปึนหลักส่วนการค้าบริการและการลงทุนนั้นปัจจุบันยังไม่มีข้อผูกพันทางการเป่ดเสรี แต่อย่างใด มีเพียงการตกลงให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือด้านการเป่ด ตลาดการค้า บริการ และลงทุนภายใน ๑ ป้หลังจากที่มีความตกลงมีผลใช้บังคับความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น มีสาระครอบคลุมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ์นแบบรอบด้าน ประกอบด้วย ๑๐ บท โดยมีสาระสําคัญได้แก่ การลดภาษีญี่ปุ์นสินค้า ๙๖.๗ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการนําเข้าจากอาเซียนทั้งหมด จะถูก นํามาลดยกเลิกภาษีนําเข้าใน ๑๐ ป้ ได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ และยกเลิกภาษีทันทีที่มีความ ตกลงมีผลใช้บังคับ ไทย มาเลเซีย บรูไน ฟ่ลิปป่นส์ อินโดนีเซีย สินค้า ๙๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าการนําเข้าของแต่ละประเทศจากญี่ปุ์นจะถูกนํามาลดยกเลิกภาษีภายใน ๑๐ ป้ หลังจากความตกลงมีผลใช้บังคับ สิงคโปร์จะยกเลิกภาษีนําเข้าทั้งหมดหลังจากความ ตกลงมีผลใช้บังคับ เวียดนาม กัมพูชา ลาวและพม่า ได้รับความยืดหยุ่นสําหรับระยะเวลา การลดยกเลิกภาษีนานกว่าเปึน ๑๗ ถึง ๑๘ ป้ กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า กฎว่าด้วยถิ่น สินค้าภายใต้การตกลงนี้เป่ดโอกาสให้สามารถนําวัตถุดิบจากอาเซียนและญี่ปุ์นมาใช้ ในการผลิต จึงช่วยให้การได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทําให้ง่ายขึ้นพร้อมทั้งกําหนดให้สินค้า บางกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบนอกภูมิภาคไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทาง ภาษีและมีการรายงานสินค้าที่ยืดหยุ่นกว่าในเจเทปามาตรฐานการปกปัองสามารถใช้ มาตรการการปกปัองโดยการระงับการลดภาษีนําเข้าหรือการขึ้นภาษีนําเข้าเพื่อการ ปัองกันหรือเยียวยาความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายในของประเทศภาคี อันเนื่องมาจากการลดภาษีภายใต้ความตกลง มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ระบุให้มีการจัดตั้งอนุกรรมการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและอํานวยความสะดวก ความร่วมมือในด้านนี้มาตรฐานกฎระเบียบทาง เทคนิค ตรวจสอบและการรับรอง ความตกลงนี้ระบุให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค การตรวจสอบและรับรองเพื่อประสานงานความร่วมมือและดําเนินการตามแผนงาน ที่จัดทําขึ้น เพื่อการอํานวยความสะดวกการยอมรับผลการตรวจสอบและรับรอง การระงับ ข้อพิพาท กําหนดให้มีกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศภาคี สําหรับกรณีนี้เกี่ยวกับ การตีความหรือการใช้ความตกลง เมื่อเห็นว่าผลประโยชน์ถูกละเมิดหรือทําให้เสียหาย อันเปึนผลมาจากการผิดพลาดในการปฏิบัติตามพันธกรณีในการตกลงของประเทศอื่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงนี้ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ เช่น พิธีการ ที่เกี่ยวกับการค้า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เกษตรกรรม การประมง การป์าไม้ เปึนต้น โดยจะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและ พิจารณาจัดทําแผนงานความร่วมมือต่อไป ผลประโยชน์และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ความตกลงนี้จะก่อให้เกิดเครือข่ายการผลิตขนาดใหญ่ ครอบคลุมเขตการค้าเสรีที่มีมูลค่า การค้าระหว่างกันสูงถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผลของความตกลงจะก่อให้เกิด ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ์าย ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน โดยจะเปึนการลดต้นทุนการผลิต ให้สินค้าที่ผลิตในอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนเปึนฐานการผลิตเพื่อการส่งออกสินค้าที่มี ความสําคัญและแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟัา อิเล็กทรอนิกส์ เปึนต้น และเปึนการดึงดูดการลงทุนของญี่ปุ์น ทําให้ อาเซียนแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรและทรัพยากรจํานวนมากอย่างจีนและ อินเดียได้ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ์น การเป่ดตลาดหรือ การลดภาษีสินค้าจากญี่ปุ์นและไทยมีความคล้ายคลึงกับการตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไทย – ญี่ปุ์น เจเทปา ที่มีผลใช้บังคับแล้วในปัจจุบัน โดยไทยไม่ได้เป่ดตลาดสินค้าเร็วไป กว่าการเป่ดตลาดภายในเจเทปา ในขณะที่ญี่ปุ์นลดภาษีสินค้า จากรายงานการให้ความ ตกลงอาเซียน – ญี่ปุ์น ดีกว่าความตกลงไทย – ญี่ปุ์น เช่น สินค้าปลาหมึกปรุงแต่ง ผงโกโก้ เวเฟอร์ พิซซาแช่แข็ง เพสทรี และขนมจําพวกเบเกอรี่อื่นๆ ทั้งนี้ประโยชน์ ทางด้านภาษีที่ได้รับเพิ่มเติมจากความตกลงอาเซียน – ญี่ปุ์น เมื่อเทียบกับความตกลง ไทย – ญี่ปุ์น ได้แก่การเป่ดตลาดสินค้าเพิ่มขึ้น เร็วขึ้น ๗๐ รายการ คิดเปึนมูลค่า ๕๑ ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งยังมีประโยชน์เพิ่มเติมที่สําคัญคือ กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิด สินค้าที่ยืดหยุ่น ซึ่งทําให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้การตกลงของ อาเซียน – ญี่ปุ์น ได้มากขึ้นและง่ายขึ้นต่อความตกลงเจเทปา โดยวัตถุดิบในอาเซียนและ ญี่ปุ์นจะถือเปึนวัตถุดิบร่วมกันนํามาใช้ในการผลิตเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีได้ นอกจากนี้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น ยังเปึนพื้นฐานที่จะนําไปสู่ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับใหญ่ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อาเซม บวก ๓ ซึ่งรวมอาเซียน ๑๐ ประเทศ กับ จีน ญี่ปุ์น เกาหลี หรือ อาเซม บวก ๖ อาเซม ๑๐ ประเทศ กับ จีน ญี่ปุ์น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

ทั้งนี้ จากการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ชี้ให้เห็นถึง ประโยชน์และผลกระทบจากการจัดทํา และไม่จัดทําตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ อาเซียน – ญี่ปุ์น ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การจัดทําความตกลงจะช่วยกระชับ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟันระหว่างไทยและญี่ปุ์น และแสดงความมุ่งมั่นทางการเมือง ระหว่างประเทศในการมุ่งสู่ความเปึนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หากไม่จัดทํา ความตกลง ไทยจะสูญเสียโอกาสในความร่วมมือด้านต่าง ๆ ภายใต้ความตกลง และอาจ เสียเปรียบประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นในด้านข้อมูลยุทธศาสตร์ การเป่ดตลาดสินค้า การจัดทําความตกลงจะทําให้สามารถสะสมถิ่นกําเนิดสินค้าภายในอาเซียนได้ มีการ ผ่อนคลายถิ่นกําเนิดสินค้ามากกว่าเจเทปา บางกลุ่มสินค้ายังได้รับประโยชน์จากภาษี เพิ่มเติมจากเจเทปาเนื่องจากญี่ปุ์นเป่ดตลาดสินค้าเพิ่มขึ้น เร็วขึ้น หากไม่จัดทํา ความตกลงจะทําให้ไทยสูญเสียความสําคัญในฐานะที่เปึนเครือข่ายการผลิตของญี่ปุ์น ในอาเซียน ซึ่งอาจจะส่งผลประทบต่อการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ์น ผลกระทบเศรษฐกิจภาพรวม การจัดทําความตกลงจะก่อให้เกิดผลดีกับเศรษฐกิจไทย ในภาพรวม โดยคาดว่าจีดีพี (GDP) ขยายตัวร้อยละ ๐.๓ การนําเข้าสินค้าทุนราคาถูกลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓.๒ หากไม่จัดทําความตกลง อาจจะก่อให้เกิดการหดตัวของการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ์น ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจโดยรวมและการจ้างงาน ผลกระทบเศรษฐกิจหลายสาขา การจัดทําความ ตกลงคาดว่าจะส่งผลประโยชน์ต่อผู้ผลิตผัก ผลไม้ เมล็ดถั่ว ผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ และ เครื่องนุ่งห่ม โดยการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น หากไม่ทําจัดทําความตกลงจะทําให้ ผู้ผลิตสินค้าประมงสด แช่แข็ง พลาสติกและโลหะ ไม่ต้องแข่งขันกับสินค้านําเข้าจาก อาเซียนและญี่ปุ์น มาตรการรองรับ กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมปัองกันเพื่อให้ผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้ โดยในชั้นต้นไทยมิได้ ลดภาษีภายใต้เจเทปาเร็วไปกว่าภายใต้เจเทปาและได้ปัองกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการจัดสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการเป่ดตลาดไว้ในกลุ่มสินค้าที่ไม่นําภาษี มาลดหรือนํามาลดภาษี แต่ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวนานกว่าสินค้ากลุ่มอื่น ๆ อย่างไรก็ดี หากความตกลงมีผลใช้บังคับแล้ว มีการนําเข้าสินค้าทะลักเข้ามา ก่อให้เกิด ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศก็มีมาตรการปัองกันซึ่งเป่ดโอกาสให้ขึ้น ภาษีกลับไปยังอัตราเดิม เพื่อระงับและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการลดภาษีนําเข้า สินค้า สําหรับธุรกิจที่ได้ผลกระทบจากเอฟทีเอ (FTA) สามารถขอใช้งบประมาณจาก กองทุนเพื่อการปรับตัวและภาคการผลิต ภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเป่ดเสรี ทางการค้า ซึ่งมีงบประมาณราว ๑๐๐ ล้านบาท ภายใต้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวง พาณิชย์ได้ อีกทั้งยังมีกองทุนปรับโครงสร้างภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ กองทุนปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและกระทรวงอุตสาหกรรมรองรับด้วย อีกทางหนึ่ง การดําเนินการต่อไป หลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการภายใต้ เพื่อรองรับการมีผลใช้บังคับของความตกลง เช่น การออกประกาศลดภาษีนําเข้าของกระทรวงการคลังแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ จะมีหนังสือทางการทูตแจ้งต่อประเทศภาคีให้ทราบว่า ไทยพร้อมที่จะให้ความตกลงมีผล ใช้บังคับ ซึ่งความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๑ ของเดือนที่ ๒ หลังจากที่อาเซียน อย่างน้อย ๑ ประเทศ และญี่ปุ์นมีหนังสือทางการทูตดังกล่าวแจ้งต่อประเทศภาคีแล้ว จึงเรียนสภาเพื่อโปรดทราบ