รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑ กันยายน ๒๕๕๑

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องโจรสลัดชีวภาพและโจรขยะ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว และการทํางานร่วมกันระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเจรจาการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น และเรียกร้องให้รัฐสภาเป็นคณะกรรมาธิการในการติดตามการเจรจา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขยายตลาดและการค้าในเอเชีย และเตือนภัยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงกระผมมีอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องโจรสลัดชีวภาพและโจรขยะ

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว และ

ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นเรื่องการทํางานร่วมกันระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเอฟทีเอภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐

เรื่องแรกคือเรื่องที่เราจําเปึนอย่างยิ่งครับที่จะต้องทํางานใกล้ชิดภายใต้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าหลังจากที่การเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮาขององค์การ การค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอประสบความล้มเหลวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในการประชุมที่ฮ่องกง นั่นคือความล้มเหลวตลอด ๗ ป้ที่ผ่านมาในการทําความตกลงเรื่องการค้าขององค์การ การค้าโลก นับแต่ป้ ๒๕๔๔ เปึนต้นมา ยังป่ดยกไม่ได้ ยังป่ดฉากไม่ได้ ยังไม่สามารถ บรรลุข้อตกลง เพราะฉะนั้นจึงทําให้กระแสของการทําเอฟทีเอนั้นสูงมาก ๗ ป้ของความ ล้มเหลวในการเจรจารอบโดฮาของดับเบิลยูทีโอนั้น ก่อให้เกิดการแสวงหาความตกลง ในรูปแบบของทวิภาคี หรือทวิภาคีแบบพหุภาคีในรูปเอฟทีเอนั้น ไม่น้อยกว่า ๕๔ ข้อตกลงจากทั่วโลก สําหรับประเทศไทยนั้นท่านประธานคงทราบว่าเรามีข้อตกลง การค้าเสรี ๕ ฉบับด้วยกัน ฉบับ ๑ ก็คือ ไทย - ออสเตรเลีย เอฟทีเอ ไทย - นิวซีแลนด์ เอฟทีเอ ไทย - อินเดีย ซึ่งมีจํานวนสินค้ายังอยู่จํากัดอยู่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ฉบับที่ ๔ ก็คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน คล้าย ๆ วันนี้ครับ อันนี้เขตการค้าเสรี อาเซียน - ญี่ปุ์น แล้วก็ฉบับที่ ๕ คือเขตการค้าเสรีไทย – ญี่ปุ์น ที่เรียกว่าเจเทปา ความจริงเจเทปาหรือว่าเขตการเสรีไทย - ญี่ปุ์นที่ทําความตกลงไป รายการสินค้า ความแตกต่างที่ได้สิทธิประโยชน์ระหว่างไทยญี่ปุ์นนั้นกับกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน ญี่ปุ์นที่กําลังพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้นั้น ถ้าคิดเปึนมูลค่าต่างกันไม่ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ครับ ไม่ได้มากมายอะไรหรอก แต่ถามบอกว่าจําเปึนไหมในแนวทางที่เราต้องเดิน เพราะว่าประเทศไทยโดยโครงสร้างเศรษฐกิจ รายได้การส่งออกของเราสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงเลยในเมื่อประเทศของเรานั้นพึ่งพารายได้ จากการส่งออก เพราะฉะนั้นการขยายตลาดหรือการขยายการค้าที่เรียกว่าเทรด ครีเอชั่น จําเปึนเหลือเกินไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม และที่สําคัญคือในเอเชียครับเรามีรายได้ การท่องเที่ยวทอป ไฟว์ (Top five) ๕ อันดับแรกของนักท่องเที่ยวที่เข้ามา มาจากเอเชีย ใน ๕ อันดับแรก แต่ทางด้านการค้าในเอเชียของเรานั้นยังอยู่ในระดับต่ํา เพราะฉะนั้น การทําข้อตกลงในเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน - ญี่ปุ์น ซึ่งไทยเปึนส่วนหนึ่งนั้นเปึนความ จําเปึน และเรียนท่านประธานว่าผมเห็นชอบด้วยเพราะว่ามันริเริ่มและดําเนินการในสมัย รัฐบาลชวน ๒ จําได้ว่าตอนนั้นวันที่ ๗ ตุลาคม ป้ ๒๕๔๓ ที่เชียงใหม่เปึนการประชุม คณะกรรมการเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ์น ครั้งที่ ๗ คือจุดก่อกําหนดของการเกิดขึ้นของ เอเจเซปครับจนถึงวันนี้ ดังนั้นเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่สําคัญก็คือรูปแบบการทํางาน จากนี้ เพราะว่าเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ก็คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง รัฐมนตรี เศรษฐกิจอาเซียนก็มีการประชุมกันที่สิงคโปร์เพื่อที่จะให้บรรลุในความตกลงให้เกิดขึ้น ก็คือ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - อินเดีย แล้วก็ภายในสิ้นป้นี้คือเดือนธันวาคม เนื่องจากเราเปึนประธานอาเซียนด้วย ก็หวังว่าเขตการค้าเสรีอาเซียน - ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็คงจะบรรลุความตกลงได้ นั่นจะแสดงให้เห็นว่ารัฐสภาจะต้องมี การพิจารณาตามขั้นตอนมาตรา ๑๙๐ อย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้เอาเถอะเราไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว ทําให้กระบวนการเหล่านี้จบสิ้นลงและภายใต้ความเห็นชอบ ของรัฐสภา แต่ผมเรียนท่านประธานว่าหากเปึนไปได้อยากให้มีคณะกรรมาธิการของ รัฐสภาในการติดตามในเรื่องของเอฟทีเอภายใต้มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้นะครับ ทําต่อไปเพราะยังมีประเด็นวันที่ ๑๗ กันยายนนี้ ผมติดตามนะครับ กระทรวงพาณิชย์ ท่านก็จะเป่ดสัมมนาผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องของการทําเอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับอียู เพราะฉะนั้นท่านประธานครับขอเวลานิดเดียวครับที่จะฝากไว้ก็คือว่า ในเรื่องของข้าว ซึ่งท่านประธานก็คงเปึนห่วงเหมือนผมนะครับ อีกประมาณ ๑ นาทีครับ ก็คือว่าผมได้รับ มอบหมายจากท่านประธานร่วมไปเปึนคณะผู้แทนไทยในการประชุมสหภาพรัฐสภา ที่แอฟริกาใต้เมื่อเดือนเมษายน ผมได้เปึนหัวหน้าคณะในการเจรจากับคณะผู้แทนรัฐสภา ของญี่ปุ์น ซึ่งก็คืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเปึนคนที่ทําการ เจรจาในเรื่องเอฟทีเอ ไทย - ญี่ปุ์น ท่านประธานครับ สิ่งเดียวที่เขาปฏิเสธมาตลอดในการนั่งคุยกัน ๒ ฝ์าย ใกล้ชิดมาก ปรากฏว่าเรื่องข้าวและสินค้าเกษตรครับ และนั่นคือสิ่งที่ทําให้รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาล ท่านทักษิณนั้นในระหว่างการเจรจาเจเทปา หรือเขตการค้าเสรีไทย – ญี่ปุ์น ต้องยอมถอน สินค้าข้าวออกจากการเจรจา ซึ่งความจริงแล้วผมไม่อยากให้ถอนเลยครับ เกษตรกร ผู้ผลิต ปลูกข้าวของเรานั้นถือเปึนกระดูกสันหลังต้องสู้ต่อไปครับโดยความร่วมมือ ในรูปแบบใดก็ตาม ส่งวัตถุดิบแล้วเขาก็แปรรูป เขาเก่งการตลาด อย่างนี้เกษตรกรไปได้ หรือในรูปแบบของความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิต เกษตรกรของเรากับเกษตรกร ผู้บริโภคของญี่ปุ์น อย่างสหกรณ์โตโต้ (TOHTO) อย่างนี้เปึนต้น มันร่วมมือได้ในรูปแบบ ที่พลิกแพลงต่อไป เพราะว่าการค้าเปึนทั้งคู่ค้าและคู่แข่ง มีเรื่องของความได้เปรียบและ เสียเปรียบ แน่นอนทุกประเทศต้องการที่จะรักษาประโยชน์ของตน แต่ว่ายุทธศาสตร์วิน วิน (Win Win) ของเราที่ยึดมาตลอดของประเทศไทยนั้นก็บรรลุได้ถึงข้อตกลงมาได้ ๕ ฉบับ แต่ขณะเดียวกันมันไม่จบอยู่วันนี้ครับ ยังต้องมีการทบทวน ยังต้องมีการเจรจา ต่อรอง และในเรื่องการแก้ไขผลกระทบที่จะต้องบรรเทาต่อกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับ ผลกระทบ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับผลกระทบนั้นเราก็มีมาตรการเอสเอชจี (SHG) ในการแก้ไขบรรเทาสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าต้องทํางานต่อเนื่องกันนะครับ

ผมขอสรุปในท้ายที่สุดว่าขอฝากถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็คณะ ผู้เจรจา ตลอดจนคณะกรรมาธิการที่เราจะมีการตั้งขึ้น นั่นก็คือในเรื่องของความตกลง ฉบับนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของขยะพิษแล้วก็ขยะอุตสาหกรรม ตลอดจนในเรื่องของ ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งยังมีจุดอ่อนครับ เขาเรียกว่า ทิปส์ พลัส (Tips plus) ยังเปึนจุดอ่อนจริง ๆ เรามีประสบการณ์เมื่อป้ ๒๕๔๕ ท่านประธานคงจําได้ว่า รัฐบาลคราวที่แล้วโน้นนะครับเมื่อป้ ๒๕๔๕ ได้เสนอเรื่องกองทุนป์าเขตร้อน ไทย - สหรัฐครับ แต่ว่าเข้ามาในสภาแห่งนี้เราก็ได้ให้เห็นว่ามีอันตรายจากเรื่องของ โจรสลัดชีวภาพ จนกระทั่งรัฐบาลยอมรับว่ามีช่องโหว่ตรงนั้นจริง ๆ ในที่สุดก็ถอนไป เพราะฉะนั้นความตกลงต่าง ๆ นั้นมันเปึนเรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบ เปึนเรื่อง ของการที่ดูแลในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องระมัดระวังครับ วันนี้ ไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขใด ๆ ผมไม่ทราบว่าจะมีจุดอ่อนมากน้อย แค่ไหน แต่ว่าต่อไปข้างหน้าเราจะต้องระมัดระวัง แล้วถ้าเปึนไปได้ในช่วงของการที่มีผล บังคับใช้แล้ว หรือข้อตกลงเอฟทีเอกับกลุ่มต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ผมคิดว่าเราต้องป่ด ช่องและรับฟังความหลากหลายทางความคิดที่สะท้อนมา