เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกระแสความสนใจและความตื่นตัวในหมู่ประชาชน และชื่นชมการทำงานอย่างเข้มแข็งของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สสร. หมายเลข ๐๐๘ ครับ ผมอยากจะพูดถึงประเด็นที่ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ออกไปแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ต่อสื่อมวลชน ต่อสาธารณชน ต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่มองเห็นและเปึนอยู่นี้ผมคิดว่าดีแล้ว ดีแล้วเพราะเหตุว่ามันเปึนช่วงซึ่งเรา จะต้องสร้างกระแสความสนใจ สร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ เปึนการดีที่ได้ออกไปพูดจาบอกกล่าวเล่าขานให้ประชาชน ได้รู้เรื่องที่กําลังทํากันอยู่ในขณะนี้ ประเด็นต่าง ๆ ทั้งหลายผมคิดว่าเปึนการดี แล้วมัน ทําให้เห็นถึงความพยายามที่ว่าไม่เพียงแต่การร่างรัฐธรรมนูญที่จะทํากันเฉพาะในกลุ่ม คณะ ๓๕ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ หรือทำกันใน ๑๐๐ คนในสภานี้เท่านั้น แต่เราได้ใช้ ความพยายามที่จะทำให้เห็นว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมันออกไปนอกสภาแห่งนี้ ด้วย ไปสู่ประชาชนด้วยอะไรเหล่านั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้เปึ้นเรื่องดีซึ่ง คณะกรรมาธิการยกร่างฯ หรือเราทั้งหลายที่ได้ประชาสัมพันธ์ หรือว่าพูดจาบอกกล่าว ออกไปมันก็ช่วยสร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น เพียงแต่ว่าจะต้องให้ชัดเจน บ้างในบางครั้งบางเรื่อง ผมได้กราบเรียนในที่ประชุมนี้มาแล้วว่าหัวข้อเรื่องที่กำหนด กรอบต่าง ๆ ไว้ บางทีมันเปึนการกำหนดกรอบแบบไม่มีเวลา แต่เราอยู่ภายใต้ข้อจำกัด เรื่องเวลามาก เพราะฉะนั้นจะต้องพูดให้ชัด ถ้าหากว่าจะต้องพูดถึงความผิดแผกแตกต่าง เหตุผลของการที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ อย่างไรก็พูดออกมาให้ชัดเลย ถ้าไปตั้งประเด็นใหม่แล้วมันก็จะกลายเปึนประเด็นซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากกันออกไป และก็ทำให้เกิดความไขว้เขวขึ้นมาได้ ตรงนั้นก็เปึ้นเรื่องซึ่งหากว่าท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะพูดอะไรก็พูดในเชิงที่ไป ขอความเห็น ไปขอประเด็นต่าง ๆ กลับเข้ามา นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะได้ ไม่ใช่เปึนสิ่งที่เรา จะบอกว่านี่คือประเด็นหัวข้อต่าง ๆ ที่เรากำลังจะพิจารณากัน ผมว่าอันนี้เปึนเรื่องซึ่ง น่าจะได้ใคร่ครวญกัน แต่ว่าเปึนการดีแล้วล่ะ ผมเห็นว่าเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญที่เปึ้นข่าว ฮือฮาออกมาจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ขณะนี้ ผมว่าดี สร้างกระแสความตื่นตัว สร้าง ความสนใจต่อสาธารณชนของเราอยู่มาก และก็ทำให้เห็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยความ คิดเห็นที่หลากหลายไปทั่ว จริง ๆ คืออยากจะชื่นชมการทำงานอย่างเข้มแข็งในท่ามกลาง ความฉุกละหุกอุตลุดพัลวันภายใต้กรอบเวลาอันจำกัด และก็เงื่อนไขที่กดดันหลายอย่าง ถึงวันนี้ก็อยากจะให้กําลังใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และก็อยากจะบอกว่า อย่าไปท้อแท้หากจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาเชิงลบ อย่าหมดกำลังใจ อย่าไปท้อ กับคำวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ก็รับฟังมาให้หมด และก็ สสร.ในส่วนที่ไม่ได้เปึน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยังอยู่กับท่าน เอาใจช่วย แล้วก็จะเปึ้นแรงหนุนให้ภารกิจของ การร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้มันเสร็จเรียบร้อยลุล่วงไปด้วยดีตามกรอบเวลา ตามความ คาดหวังของประชาชน ผมคิดว่าในฝ์ายของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ก็ได้เฝั้า ติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาโดยตลอด ก็เปึนการดีอย่างที่ ท่านสมาชิกได้เสนอว่า เราจะต้องมีการสื่อถึงกันโดยตลอด หลังจากที่ท่านได้ไปสะท้อน สิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ คิดริเริ่มอะไรกับประชาชนแล้ว มาฟังเสียงสะท้อนจากเรา ในส่วนที่ไม่ได้เปึนคณะกรรมาธิการยกร่างฯ บ้างในสภานี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าวาระของการ จัดการประชุมคงจะต้องนําเรื่องนี้เข้ามาเปึ้นส่วนหนึ่งด้วยนะครับ ในส่วนตัวอยากจะ แสดงทัศนะส่วนตัวไว้อย่างนี้ว่า ประมวลจากข่าวคราวที่มีปรากฏออกมานี่ ผมคิดว่า ภาพรวมของการร่างรัฐธรรมนูญนี่มันเน้นเอาตัวอดีตนายกฯ เปึนตัวตั้งมากเกินไปว่าทําให้ ระบบการเมืองจากที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๐ นี่บกพร่องไป ผมไม่แน่ใจว่านี่เปึนการตั้งสมมุติฐานผิดไปแต่แรกโดยพื้นฐานหรือเปล่า คือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นนี่มันเปึนความบกพร่องของบุคคลหรือว่าเปึนความบกพร่องของระบบกันแน่ และ อะไรกันแน่ที่มันนํามาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองดังที่เราทราบกันอยู่ จุดซึ่งเปึน สมมุติฐานนี้สำคัญมาก และก็ต้องแยกให้ออกว่ามันวิกฤติที่ตัวบุคคล หรือเปึนวิกฤติ รัฐธรรมนูญ ตัวอย่างที่เราพบที่อธิบายเรื่องนี้ อย่างเช่นเรื่องอำนาจ รักษาการของผู้เปึนนายกรัฐมนตรีอันเกิดจากการยุบสภา คือความเปึนนายกฯ นั้นพ้นไป แต่ว่าบัญญัติของรัฐธรรมนูญบอกว่าให้รักษาการนายกรัฐมนตรี รักษาการอยู่ต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา แต่เมื่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏว่ามันไม่สามารถที่จะมี รัฐบาลใหม่ได้ รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ต้องรักษาการนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไป บังคับให้ออกก็ไม่ได้ จุดนี้น่าจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ซึ่งคงต้องอธิบายให้ สาธารณชนรับรู้ว่าข้อบกพร่องของระบบมันเกิดขึ้นหรือว่าตัวบุคคลกันแน่ คือมันเปึน ข้อบกพร่องหรือว่าเกิดจากรัฐธรรมนูญ หรือว่าเกิดจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นเรื่องพรรคการเมืองนี่ถ้าแยกออกเราก็จะแก้ไขข้อบกพร่องถูก และเรื่องนี้ มันกลายเปึนวิกฤติต่อเนื่องจนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองอื่น ๆ ยืดเยื้อจนได้ เพราะว่า เอานายกฯ ออกก็ไม่ได้ จะจัดให้มีรัฐบาลใหม่ก็จัดทําไม่ได้ จะจัดการเลือกตั้งให้มีรัฐบาล ก็ทำไม่ได้ ไม่เปึ้นที่ยอมรับ เพราะกฎหมายพรรคการเมืองบอกว่าให้ตั้งพรรคการเมืองได้ ตั้งได้ง่ายเสียด้วย แต่ว่าตั้งพรรคการเมืองแล้วไม่ต้องส่งสมาชิกลงเลือกตั้งก็ได้ วิกฤติ มันเกิดขึ้น ตรงนี้ส่วนหนึ่ง ทีนี้เมื่อพรรคอื่นไม่ส่งสมาชิกลงสมัคร เหลือพรรคเดียวส่งสมัคร แล้วก็มีเหตุเรื่องพรรคเล็กพรรคน้อย พรรคอะไรนี่ส่งลงสมัครและก็มีข้อกล่าวหาว่าเปึน ตัวแทนเปึน นอมินี (Nominee) อะไรลงไปสมัคร ชดเชยทดแทนกัน เราก็ทราบกันแล้วว่าการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนั้น ในที่สุดแล้วก็นำไปสู่วิกฤติของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ กกต. จนเปึนเหตุให้เกิดเวรเกิดกรรมอย่างที่ทราบกันอยู่ ปัญหาเกี่ยวเนื่องก็เพราะว่ามันไปยกระดับ กกต. เปึนศาลตัดสินถูกผิดเสียเอง วิกฤติ ที่เกิดขึ้นเปึนความบกพร่องเหล่านี้อยู่ที่ตรงนี้ส่วนหนึ่ง เดิมกฎหมายพรรคการเมืองระบุว่า พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกผู้แทนทั้งหมด แต่ว่า กฎหมายพรรคการเมืองเท่าที่เปึนอยู่ฉบับที่แล้วกลับบอกว่า ไม่ต้องส่งก็ได้ อย่างนี้มันก็ยุ่ง และก็ได้เห็นการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ ซึ่งแปลกแยกออกไปจากเจตนา ที่จะให้มีพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะในการส่งสมาชิกลงสมัคร รับเลือกตั้ง พอไม่ส่งลงเลือกตั้งก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ คนที่รักษาการนายกรัฐมนตรีก็ออกไม่ได้ และจะหาทางเอาออกด้วยวิธีอื่นใด ๆ ก็ไม่ได้ พูดกันถึงมาตรา ๗ มาตราอะไรต่ออะไร ลามป่ามไปเรื่องเลือกตั้ง ตัดสินถูกผิดกันเอง เรื่องถึงได้ไปกันใหญ่ คือเรื่องอย่างนี้ต้อง อธิบายถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงมาจุดที่เราจะต้องร่าง ต้องแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งเกิดจาก ระบบ หรือเกิดจากตัวบุคคล หรือจากกฎหมายเลือกตั้งอะไรเหล่านี้ ประเด็นของผมก็คือ อยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาให้ถ่องแท้ แก้ไขให้ดีขึ้น อย่างกฎหมายพรรคการเมืองอาจจะต้องระบุกันใหม่แล้วล่ะครับ ว่าพรรคการเมือง ตั้งขึ้นมาแล้วต้องส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย จะจำนวนเท่าไรก็ไปดูกัน ให้เหมาะสม มันตลกตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วไม่ส่งสมาชิกลงสมัครก็ได้ ใครจะทำไม แล้วก็จะเปึนพรรคการเมืองกันไปทำไม อีกอย่างง่าย ๆ ก็คือเรื่อง กกต. ต้องคิดกันใหม่ แล้วละว่าจะให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดเลือกตั้ง ในการจับ ในการสอบสวน ในการตัดสินให้อยู่แต่ กกต. ฝ์ายเดียวทั้งหมด อย่างที่เปึนอยู่เหมาะสมแค่ไหน เรื่องเหล่านี้ควรให้ศาลมีส่วนช่วยแค่ไหน ขณะนี้มีแนวคิดเรื่องศาลเลือกตั้ง อันนี้ก็น่า นำมาพิจารณามาก เราจะได้แก้ไขข้อบกพร่องอย่างที่มันเกิดขึ้น อย่างที่มองเห็น อย่างที่ เปึ้นอยู่ ขอให้ดูที่ระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล เพราะว่าถ้าระบบเปึ้นอย่างนี้จะเปึ้นอดีตนายกฯ หรือเปึนใครก็จะเกิดวิกฤติอย่างนี้ขึ้นอีกจนได้ ก็อยากจะจบประเด็นเหล่านี้ไว้ เพียงแต่ อยากจะให้กำลังใจว่าเรื่องซึ่งจะต้องไปบอกเล่าเก้าสิบกับประชาชนมันจะต้องอธิบาย ที่มาที่ไปหลายอย่าง อย่าเอาไปบอกแต่ว่าเหล่านี้คือกรอบของประเด็นที่เราจะพิจารณา มันทำให้เกิดการตีความเข้าใจว่าถ้าตกลงอย่างนั้นแล้วก็ไปพิจารณากันสิจะมาถามทำไม ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากจะเสนอประเด็นเหล่านี้ให้ช่วยพิจารณาแก้ไข และในการ ออกไปบอกเล่าเก้าสิบกับประชาชนก็ไปในเชิงซึ่งขอเพราะเราต้องการความเห็นเขา อย่าไปบอกว่า นี่คือสิ่งที่เราจะทำ ในแง่ประชาสัมพันธ์ผมว่าจำเปึน ในระยะนี้เราจะต้อง ช่วยกันสร้างกระแสความตื่นตัว กระตุ้นความสนใจให้เกิดการมีส่วนร่วมเข้ามา แล้วในที่สุด ในเรื่องประชามติที่เราต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ลุล่วงไปได้ กราบขอบพระคุณครับ