เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญที่แก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร รวมถึงการเพิ่มอำนาจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนรัฐมนตรี และเรียกร้องการปฏิรูปการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรง
ครับ ขอโทษครับ เพราะว่าคนที่เรา เลือกไปเปึนนายกก็เปึนส่วนหนึ่งของสภาเลือกไป ก็ต้องกลับมาบอก ต้องมาตอบกระทู้ ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เราขอให้เขาต้องมาตอบกระทู้นี่ และถ้าไม่มานี่เปึ้นเหตุที่จะต้อง ทําให้เกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถอดถอนนี่มันเสียหายหรือ การที่กรรมาธิการจะมี อำนาจสภาพบังคับให้ฝ์ายบริหารต้องมาชี้แจง ซึ่งแต่เดิมพอเรียกมาชี้แจง ก็ส่ง ปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็ส่งอธิบดี อธิบดีส่งรอง รองส่งผู้อำนวยการกอง แล้วตกลง สภาแห่งนี้เปึ้นสภาที่ไม่มีอํานาจในการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ การที่เรา นี่อนุญาตที่จะให้บรรดา สส. คือสภานิติบัญญัติที่เปึ้นบ่อเกิดแห่งฝ์ายบริหารจำนวนหนึ่ง มีอำนาจเข้าชื่อกัน เพื่อจะขอเป่ดอภิปราย ที่เราเรียกว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจ พอรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ระบุไว้ยากลําบากมาก ตั้งเข้าไปเปึ้นรัฐบาลแล้ว ตามดูแล ตามเรียกกลับมาอภิปรายยากมาก จนกระทั่งเมื่อป้ ๒๕๔๐ เราไม่เคยอภิปราย นายกรัฐมนตรีได้เลยสักครั้งเดียว เพราะเราบัญญัติไว้ว่า จะต้องได้รับรายชื่อสองในห้า นายกรัฐมนตรีก็มี มีเล่ห์ มีกลยุทธ์ รวบรวมบรรดา สส. ให้ได้เกิน ๓๐๐ ให้ฝ์ายค้านที่ ตรวจสอบมีอยู่น้อยว่า ๒๐๐ แล้วก็ตรวจสอบไม่ได้เลย พอตรวจสอบไม่ได้ เลยควบรวม เอาบรรดา สส. ทั้งหลายที่มาอยู่กับ ๓๐๐ กว่า เปลี่ยนชื่อเสียหมด ย้ายทั้งพรรค ยกทั้งเข่ง ซื้อทั้งเข่ง ย้ายทั้งพรรค เข้าไปร่วมกันชื่อพรรคพรรคเดียว แล้วก็กันฝ์ายนิติบัญญัติ กลายเปึนฝ์ายนิติบัญญัติเปึนง่อย แม่น่ะเปึนง่อย ลูกน่ะมันโตเอา โตเอา ท่านประธาน ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยแก้ข้อบกพร่อง ผมก็ชี้แจงกับเขา เลยทำให้ตัวแม่นี่แข็งขันขึ้น ให้คนที่อยู่ในสภา ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล ถ้ามีเสียงหนึ่งในห้า ก็คือประมาณ ๙๗ คน ก็ขอเป่ดอภิปรายได้ และถ้าเปึนกรณีรัฐมนตรี ก็เพียงแค่หนึ่งในหก ก็เป่ด อภิปรายได้ ถามว่าไม่เปึนห่วงฝ์ายบริหารรึ ฝ์ายบริหารนั่นนะครับ เปึนหน้าที่อยู่แล้ว ต้องกลับมารายงานต่อแม่ ต้องกลับมารายงานต่อสภานิติบัญญัติ ถ้าไปทำดีนี่นะครับ เขาไม่ห่วงหรอก เพราะเขามีคนของเขาในสภานิติบัญญัติจำนวน เกินครึ่งอยู่แล้ว แต่คนที่จะกลัว ก็คือ คนที่ไม่ค่อยสุจริต ทําอะไรไม่ตรงไปตรงมา และ ท่านประธานครับ ถ้า ๒ ป้แล้วยังเป่ดอภิปรายไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กําหนดว่า ครึ่งหนึ่ง ถ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนฝ์ายค้านที่มีก็สามารถที่จะเป่ดอภิปรายได้ ในเมื่อครบ ๒ ป้ นักเรียนนี่เวลาเรียนหนังสือก็ต้องมีสอบมิดเทอม (Mid term) รัฐบาล ก็ต้องมีการสอบมิดเทอม รัฐบาลเทอมหนึ่งมี ๔ ป้ มิด เทอม คือ ครึ่งเทอม ๒ ป้ก็ต้อง ขอสอบ ก็ทำให้ง่ายขึ้น การควบรวมพรรคการเมืองก็ทำไม่ได้ ที่ซื้อยกเข่งเหมาทั้งพรรค รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ปกปัอง ปัองกันไว้ ท่านประธานครับ ผมได้ถามว่า อย่างนี้มันทำให้ พรรคการเมืองหรือผู้มาเปึนรัฐบาลอ่อนแอจริงหรือเปล่า คำตอบที่ผมได้รับจาก พรรคการเมืองใหญ่บอกว่า ไม่จริง การถูกตรวจสอบมากไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ ตัวเองอ่อนแอลง แต่ถือเปึนหน้าที่ที่จะต้องมารายงานต่อตัวแทนของประชาชน
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมตั้งคำถามไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้จะทำให้พรรคการเมือง อ่อนแอ จะทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยจริงหรือเปล่า ท่านประธานครับ ถ้าการควบรวม พรรคการเมืองไม่ได้ มันจะทำให้พรรคใหญ่ขึ้น เพราะการไปซื้อพรรคคนอื่นเขาร่วมไม่ได้ แล้วเปึนเหตุที่บอกว่า เลยเกิดพรรคเล็ก ผมคิดว่าก็สม เพราะว่าการใหญ่โดยการไปซื้อ พรรคอื่น โดยการไปยุบพรรคอื่นมาร่วมนี่ มันไม่ใช่ใหญ่จริงหรอกครับ มันใหญ่ด้วยเงิน มันใหญ่จอมปลอม ท่านประธานครับ เราเคยมีพรรคการเมือง แล้วก็หลายพรรคก็ไป หาเสียง เลือกผมเถอะ ผมจะไปทำอย่างนั้น้อย่างนี้ แต่พอเลือกเสร็จเรียบร้อยเข้าไปสู่สภา ดันยุบพรรค แล้วก็ย้ายคนทั้งหมด สส. ทั้งหมดไปร่วมกับอีกพรรคหนึ่ง มันหลอก ประชาชนไหม ประชาชนเขาถามหาครับว่า พรรคเสรีธรรมหายไปไหน พรรคกิจสังคม หายไปไหน พรรคความหวังใหม่หายไปไหน แล้วพรรคชาติพัฒนาหายไปไหน อีตอนเลือก ดี ๆ นี่ แต่ทำไปทำมาในสภานี้ ปัายที่เข้ามาติดกันไว้ทั้งหลาย ค่อย ๆ ปลดไป ปลดไป ปลดไป เอ๊ะ มันไปกันได้อย่างไรแบบนี้ ถามว่า ถ้าพรรคมันไม่ใหญ่เพราะเหตุว่า ไม่อนุญาตให้ทําอย่างนี้ มันผิดหรือ ท่านคิดเอาเองก็แล้วกัน ขณะเดียวกันมีคนบอกว่า การเลือกตั้งโดยเขตใหญ่ ไม่ใช่เขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว แต่เปึ้นเขตหนึ่งได้ สส. ๓ คน จะทำให้พรรคการเมืองนี่มันแตก มันได้คนไม่ได้พรรคเดียว ท่านประธานครับ ถ้าเรา เลือกตั้งพรรคเล็ก เขตเล็ก เขตเล็กนี่มันมีเกิดความขัดแย้งในท้องที่สูงมาก เพราะแพ้ไม่ได้ นะครับ เพราะมันได้คนเดียว ถ้าผู้สมัคร ๑๐ คน ทั้ง ๑๐ คนบอก แพ้ใครไม่ได้ มันต้อง ชนะ แต่ถ้าหากว่าเขตใหญ่ ๓ คน เราไม่ได้ที่ ๑ ไม่เปึนไร ไม่ได้ที่ ๒ ก็ยังไม่เปึนไร การแข่งขันจะน้อยกว่า ความแตกแยกจะน้อยกว่าในพื้นที่ แล้วถ้าท่านเปึ้นเขตเดียว เบอร์เดียว ผู้ที่มีอิทธิพลและการใช้เงินในพื้นที่จะใช้มาก ท่านลองคิดดูนะครับ ถ้าเขตเดียว มีผู้สมัคร ๑๐ คน ท่านยินดีจะควักเงิน คนหนึ่งจ่ายได้แพง ๆ เพราะว่ามันมีจำนวนคน ที่มีสิทธิเลือกตั้งไม่มากนัก แต่ถ้าเขตใหญ่ ท่านซื้อแพงไม่ได้ หมดเงิน ตกลงคนที่ชอบซื้อเสียงนี่ก็จะชอบพรรค พ่อชอบเขตเล็ก ๆ เพราะมันซื้อง่ายดี ผมจะเป่ดเผยให้ฟังอีกอย่างหนึ่งนะครับ ในฐานะที่ไปอีสานแล้วไปศึกษามา ผมไป รับฟังความเห็นที่อีสานเขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ ว่าในอีสานพรรคการเมืองใหญ่ที่มันเคยได้ มากมายในอีสานนี่ จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้จัดคนไปลงเลือกตั้งหรอกครับ แต่เขาจัดคน เหมือนเปึนเซลส์แมน (Salesman) คือเขาทำโพล (Poll) ก่อน เขตเล็ก ๆ นี่เขาเลย ทำโพลได้ ไปสำรวจอย่างคะแนนนิยมในเขตเล็กเขตนี้ว่าเขาชอบใคร เขตนี้ชอบใคร พูดง่าย ๆ ก็เลยไปซื้อคนที่จะได้ที่ ๑ นั้นเอามาอยู่พรรคตัว คือ ทำเปัาเหมือนเซลส์แมน แม้กระทั่งเคยอยู่ในพรรคเดียวกัน แต่ถ้าหากว่าเขตเลือกตั้งเขตนั้นคะแนนตก คนอื่นดีกว่า เขาจะไม่สนใจเลยไอ้คนเก่า เขาจะเอาออก และเขาก็จะไปเอาคนใหม่ ที่ได้คะแนนสูงสุด แล้วถ้าเกิดเขตใดคะแนนคู่คี่ สู่สี เขาจะทุ่มไม่อั้น อัดกระสุนลงไป แต่ถ้าเขตใดล้อย ลอยลำมา เขาจะใช้เงินน้อย นี่เปึ้นการบริหารเหมือนธุรกิจไม่มีผิด เปึ้นธุรกิจบริหารจัดการ เพื่อมินิไมซ์ คอสต์ (Minimize cost) หรือลดต้นทุนตัวเอง นี่คือ วิธีคิดการเมืองแบบเถ้าแก่ท่านประธาน เรายังอยากให้เขตเล็กให้มีเถ้าแก่นั่งคำนวณ วางแผนแบบเซลส์แมน้อย่างนี้หรือ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเลยกลับไปใช้ เขตใหญ่ ๓ คน เหมือนกับรัฐธรรมนูญเก่าที่เคยมีมาในอดีตที่เราเคยทํากันมา เอาล่ะ ถ้าเขาเปึ้นบุญคุณเพราะซื้อเสียง หรือบุญคุณเพราะอะไรก็ตาม ยังต้องเลือกบุคคลที่มี บุญคุณ ๑ คน เขายังไปเลือกบุคคลที่เขารักได้อีก ๑ คน บุคคลที่เขาชอบ หรือพรรคที่ชอบ อีกคนหนึ่ง มันก็กระจาย แต่เรายังมีโอกาสได้คนดี ได้พรรคที่ดีหลุดเข้ามาบ้างไม่ใช่หรือ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่า รัฐธรรมนูญจะทำให้พรรคการเมืองเล็ก ผมคิดว่า เปึนการกล่าวที่เลื่อนลอย เพราะพรรคการเมืองนี่นะครับ ถ้าไปเลือกตั้งในขณะนี้ เลือกตั้ง ในเดือนธันวานี้ ไม่ว่าจะเลือกเขตเล็ก เขตใหญ่ ก็คงไม่มีพรรคใหญ่พรรคเดียวขึ้นมา เหมือนกับเลือกตั้งเมื่อป้ก่อน สถานการณ์มีเหตุผลหลายอย่างที่เปลี่ยนไป
คราวนี้มาถึงประเด็นที่ ๔ สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด มันไม่เปึนประชาธิปไตยใช่ไหม ท่านประธานครับ ท่านประธานจะทราบดีว่า ผมนี่เปึนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เปึนสมัยแรกของประเทศไทย แล้วก็เปึนสมัยเดียวที่ได้ทํางานในประเทศไทย ก่อนที่ผมจะมาเปึนสมาชิกวุฒิสภา สว. นี่มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีคนเดียวเปึนคนเลือก เปึนคนแต่งตั้ง ถัดออกมา ในรุ่นผมเปึนครั้งแรกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถามว่าพวกผมที่มาจากการเลือกตั้งนี่ ท่านคิดว่าคุณภาพคับแก้วไหม ท่านคิดว่ามีปัญหาไหม ผมอยู่ในวุฒิสภาด้วยความ เจ็บปวด ถูกสื่อมวลชนตราหน้าว่าเปึนสภาทาส ถูกสื่อมวลชนตราหน้าว่าเปึนสภาขายตัว แม้ผมจะไม่โดน แต่ก็เจ็บปวดแทน แทนสภาทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมไปรับฟัง ความเห็นประชาชน บอกว่า ถ้าเราจะเลือกเหมือน สส. กล่าวคือ ๑ แสน ๕ หมื่นคน ตัวแทน ๑ คน เที่ยวนี้อาจจะ ๓ แสน ตัวแทน ๑ คน เลือกตั้งเหมือน สส. เลย เขาบอกเราก็ได้คนเหมือน สส. ๑. เราได้คนมีอิทธิพลในท้องที่ ๒. เราได้คนที่ใช้เงินในท้องที่ ๓. เปึ้นบุคคลที่ สัมพันธ์กับพรรคการเมือง ตกลงชาวบ้านนี่เขาบอกผมครับ เขาสอนผมเลยว่า ถ้าเลือกเหมือน สส. แล้วเราจะมี ๒ สภาไปทําไม ถ้าเราได้คนเหมือน สส. จะดีหรือจะเลว เหมือน สส. ก็ให้ สส. ทำหน้าที่ด้วยก็แล้วกัน เราไม่ต้องเสียเงินอีกป้ละ ๑,๐๐๐ ล้าน สว. รุ่นพวกผมนี่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของพี่น้องป้ละ ๑,๐๐๐ ล้าน เราไม่ต้องใช้เลยดีไหม ให้มีสภาเดียว ท่านประธานจะจำได้ว่า ผมและกลุ่มคุณการุณ เลยขอแปรญัตติให้มีสภาเดียว แต่ผมเสียใจอยู่นิดนะครับ มีคนที่เปึนหัวหน้ากลุ่ม คุณการุณนี่ออกไปพูดว่า ตัวเขานี่แปรญัตติขอให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เปึนการ โกหก ใช้ไม่ได้ อีก ๒ วันผมจะเป่ดให้ฟังทั้งหมด เพราะว่ากลุ่มคุณการุณ กลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มผมนี่ เปึนกลุ่มที่ขอให้มีสภาเดียว ไม่จําเปึนต้องมีวุฒิสภา ถ้าจะเลือกแบบนั้น แต่ท่านประธานและสมาชิกจะยืนยันได้ว่าผมโหวตแพ้ เมื่อผมแพ้ สภาก็กรุณาพิจารณา เหตุผลของผมที่ว่าถ้าอย่างนั้นมีสภาเดียวดีไหม สภาแห่งนี้เปึ้นสภาที่มีเหตุผล ถึงแม้ว่า จะชนะผม แต่ก็ฟังเหตุผลของเสียงส่วนน้อย ก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้นปรับปรุงสภาบน คือวุฒิสภา ให้แตกต่างจากสภาล่างเสียเลย ท่านฟังให้ดีนะครับท่านประธาน เหตุผลที่ ผมจับได้นี่ เขาฟังเสียงส่วนน้อย เขาก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจะมีสภาบนก็ทำเสียใหม่ ให้แตกต่าง ให้มีค่อนเซปต์ (Concept) ใหม่ ให้มีแนวคิดใหม่ เปลี่ยนไปเลย เปลี่ยนอย่างไร ประการที่ ๑ เปลี่ยนเสียเลย ไม่ให้เปึนสัดส่วนกับประชากร ไม่ใช่ ๓ แสน ต่อ ๑ คน ประชากร ๓ แสน มี ๑ คน หรือ ๒ แสน มี ๑ คน กลายเปึ้นให้มี จังหวัดละ์ ๑ คน ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน สว. เปึนใครครับ สว. คือตัวแทนจังหวัด สว. ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน ประเภทไปรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่จะต้อง มีสัดส่วน ถามว่าแล้วประชาชนไปร้องทุกข์ใคร ก็ สส. ไง ก็ สท. ไง กรุงเทพก็ สก. ไง อบต. ไง อบจ. ไง มีอยู่ในพื้นที่แล้วทั้งนั้น ตกลงเราก็ให้ตัวแทนอีกประเภทหนึ่ง หลุดออกไปจากเปึนตัวแทนพื้นที่ แต่เปึนตัวแทนระดับจังหวัด ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน กรุงเทพมหานครที่ผมเคยเปึน สว. มี ๑๘ คน ก็เหลือ ๑ คน จังหวัดอ่างทอง บ้านเกิดผม ก็เหลือ ๑ คน ราชบุรีของคุณก็เหลือ ๑ คน ปราจีนบุรีของอาจารย์ก็เหลือ ๑ คน ทุกจังหวัดเหลือ ๑ คนหมด เท่ากัน สิทธิเท่ากัน เปึนอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ประเภทเดียวกับ สส. เราจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิประจำจังหวัด คราวนี้สภานี่นะครับ ท่านประธาน ผมก็ไปชี้แจง กับเขาว่าสภาได้พิจารณาต่ออีกว่า ถ้าหากจังหวัดหนึ่งมีเพียงแค่คนเดียว คนบางอาชีพนี่ หมดสิทธิเลย แบบตัวแทนราชบุรีอย่างนี้ เปึนเกษตรกรนี่ สงสัยจะสู้เขาไม่ไหว เพราะมันได้ คนเดียว แล้วสภาแห่งนี้มันก็ไม่มีความหลากหลาย เพราะจะมาช่วยกลั่นกรองกฎหมาย มันต้องได้มุมมอง ได้วิธีคิด ได้ผลประโยชน์ของคนที่หลากหลาย ก็เลยบอกว่าถ้ามีแค่ ๗๖ คนนี่่คงไม่ได้ จึงต้้องมีเพิ่มอีก ๗๔ คน ให้มาจากหลากหลายอาชีพ ให้มาจากกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย รัฐธรรมนูญเลยเขียน อย่างนั้น ให้มีตัวเล็กตัวน้อย ให้มีคนพิการ ให้มีผู้หญิง ท่านประธานครับ ก็ถูกบิดเบือนอีก กลายเปึนว่า กรรมการสรรหา ๗ คนจะหยิบใครมาก็ได้ เปึนการบิดเบือน เพราะ จริง ๆ แล้วกรรมการสรรหาหยิบจากใครไม่ได้ครับ กรรมการสรรหา ๗ คนนี่จะต้องเลือก มาจากกลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มที่เขาเลือกกันเองมาก่อน กลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มเลือกกันเอง มา ๓ เท่าของจํานวนที่ต้องการ แล้วให้กรรมการสรรหา ๗ คนเลือกต่ออีกทีหนึ่ง ทําไม กลุ่มอาชีพไม่เลือกกันเองให้มันจบเลย ท่านประธานก็เคยได้ยินว่ามันมีการบล็อก (Block) กันใช่ไหม มันมีการบล็อกโหวต แลกคะแนนกันไป แลกกันมา แลกกันมาแลกกันไป กลุ่มนี้เข้าหมด ตกลงเราก็ต้องกันไว้ให้จำนวนมันโต ๆ หน่อย มันจะได้บล็อกกันไม่ได้ แล้วเรามีคนกลางค่อยช่วยเลือก ถามว่า คนกลางนี้คือใคร ท่านประธานครับ สมัยก่อนรุ่น พวกผม สว. มาจากการแต่งตั้ง คนเลือกคือนายกคนเดียว แต่เที่ยวนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอธิบายให้เขาฟังว่า ฝ์ายการเมืองไม่เกี่ยวเลยในการที่จะไปเลือกฝ์ายการเมืองด้วยกัน เราไปขอให้ตัวแทนของศาล ๓ ศาล บวกกับตัวแทนขององค์กรอิสระอีก ๔ รวมเปึน ๗ เปึนคนเลือก ก็ไม่ได้เลือกอิสระจากใครก็ได้ แต่ต้องเลือกจากบุคคลที่เขาเลือกกันเอง แต่ละกลุ่มอาชีพเปึน ๓ เท่า แล้วจึงไปเลือกจากนั้นเหลือ ๑ ท่านประธานครับ ประเทศ ไทยนี่เราเคยไปกรณีที่เราสวิ่ง (Swing) ซ้ายที่ ขวาที่ แล้วไปกล้อรีสุด ๆ แต่งตั้งโดยนายก ก็เคย เลือกตั้งทั้งหมดก็เคย เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้เราลองแบบผสม อยู่ตรงกลาง ๆ แล้วก็ เปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะฉะนั้นถามว่าวุฒิแบบนี้ไม่เปึนประชาธิปไตยใช่ไหม ท่านต้องตอบครับว่าใช่ไหม ประชาธิปไตยเท่ากับการเลือกตั้งอย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเราจะ เขียนสมการ เราก็เขียนว่า ประชาธิปไตยเท่ากับ หรือขีด ๓ เส้นเลย การเลือกตั้ง ต่อไปนี้ เราก็เรียกว่า การเลือกตั้ง แทนคำว่า ประชาธิปไตย ได้ อย่างนั้นหรือเปล่า ท่านประธาน ครับ ประเทศอังกฤษนี่ถือว่าเปึนประเทศแม่บทไหม ของประชาธิปไตย สภาสูง เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) เขายังไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยสักครั้งเดียว ในยุโรป (Europe) หลายประเทศใช้วิธีแบบผสม เลือกบางส่วน สรรหาบางส่วน ของเรานี่ถ้าพูดกันให้หมด พูดให้ชัด เลือกบางส่วน เลือกกันเอง แล้วมีคนไปช่วยสรรหาจากที่เขาเลือกกันเอง ในแต่ละอาชีพอีกส่วนหนึ่ง มันเลวร้ายนักหรือครับ ท่านลองพิจารณาดูก็แล้วกัน ท่านประธานครับ ผมจะมาถึงอีกประเด็นถัดไป ว่ารัฐธรรมนูญนี่มันช่วยให้ประชาชนมี ส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไรบ้าง แล้วรัฐธรรมนูญจะช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร แล้วทําไมจึงมีคนส่วนหนึ่งที่ต่อต้านรัฐธรรมนูญนี้ ผมทราบว่า พรุ่งนี้จะมีการประชุม ใช่ไหมครับท่านประธาน ถ้าพรุ่งนี้จะมีการประชุม ผมจะขออนุญาตเป่ดโอกาสให้ท่านอื่น ได้แสดงความเห็นหรือว่าจะได้กลับบ้าน และผมนี่จะขออนุญาตท่านประธาน ที่เหลือจะ ขออภิปรายหรือขอแสดงความเห็นเพื่อรายงานต่อที่ประชุมว่า ในฐานะผมเปึนประธาน กรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติได้ออกไปรับฟังความเห็น แล้วก็ ต้องชี้แจงเล่าให้เขาฟัง พร้อมกับได้รับคำถามและตอบอย่างไร และที่เขาบิดเบือน เราชี้แจงอย่างไร ผมมีหน้าที่ต้องรายงานท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นผมจะขออนุญาตหยุด วันนี้แค่นี้ เสียงก็ไม่มีแล้ว แหบไปเรื่อย ๆ แล้ววันพรุ่งนี้เผื่อมีเสียงจะได้ขอพูดต่อตรงนี้ ขอบพระคุณครับ