วุฒิสาร ตันไชย เสนอร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 279 ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น โดยเสนอว่าควรสร้างระบบเดียวกันสำหรับทุกองค์กรท้องถิ่น และควรสร้างระบบคุ้มครองและจริยธรรมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการข้าราชการ ท้องถิ่น และเรียกร้องการปรับปรุงมาตรา 279 เพื่อให้ข้าราชการท้องถิ่นทุกคนมีสถานะเหมือนกัน
กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนในมาตรา ๒๗๙ เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ในสองสามประเด็นที่มีท่านสมาชิกได้แปรญัตติและสอบถามนะครับ
ประการแรก ในวรรคหนึ่งนี่นะครับ เรื่องระบบของการบริหารงานบุคคลนี่ โดยระบบจริง ๆ แล้วนี่ เราต้องการให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลกลางนะครับ ซึ่งแต่เดิมก็มีพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ป้ ๒๕๔๒ แต่โดยระบบที่ออกแบบ ในคราวนั้นนี่ทำให้ระบบของการบริหารงานบุคคลขององค์กรท้องถิ่นนั้นแยกจากกัน โดยเด็ดขาดระหว่างประเภทของท้องถิ่น นั่นก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลมีระบบที่แตกต่างกัน และปัญหาที่สำคัญก็คือการพัฒนาระบบ ต่าง ๆ ของข้าราชการนั้นและการโอนย้ายสลับนั้นทำได้ยาก ทำให้ปัญหาของการ เคลื่อนย้ายข้าราชการท้องถิ่นจึงถูกจำแนกออกเปึนกลุ่ม ๆ เปึนหลักนะครับ ดังนั้น ในวรรคหนึ่งนี่จึงพยายามที่จะวางระบบของการบริหารงานบุคคลของข้าราชการท้องถิ่นนี่ ให้เปึ้นระบบเดียวกันทั้งระบบใหญ่เหมือนกับข้าราชการพลเรือนนะครับ เหตุผลที่ หลายท่านได้กรุณาอภิปรายเรื่องของปัญหาในเรื่องของการว่าเปึนความต้องการของ ท้องถิ่นนี่นะครับ การกำหนดตำแหน่งนี่โดยหลักนี่การกระจายอำนาจในการ บริหารงานของท้องถิ่นนี่ หลักสำคัญประการหนึ่งก็คืออิสระในเรื่องของท้องถิ่นในการจะ กำหนดโครงสร้างของตำแหน่งต่าง ๆ ดังนั้นในขอบเขตที่คณะกรรมาธิการเติมเข้าไปนี่ นะครับว่า เปึนความเหมาะสมและความจําเปึนนี่ ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า โดย หลักการของการกำหนดโครงสร้างและตำแหน่งขององค์กรท้องถิ่นนี่ย่อมเปึนอิสระ นั่นคือ เหมาะสมว่า องค์กรท้องถิ่นประเภทใดควรมีโครงสร้างขนาดใด นั่นคือการพูดถึงเรื่อง โครงสร้าง ในเรื่องของความจำเปึนก็หมายความว่า องค์กรท้องถิ่นบางประเภทอาจจะมี ความจำเปึนเฉพาะเนื้องานบางเนื้องาน ผมยกตัวอย่างเช่น องค์กรท้องถิ่นบางแห่งมี แหล่งท่องเที่ยว เขาต้องการตั้งสำนักท่องเที่ยว นี่เปึนความจำเปึนนะครับ ดังนั้นนี่ ความเหมาะสมจึงเปึนคำอธิบายในภาพรวมของระบบนะครับ ก็คือว่า เช่น เทศบาลควรมี อย่างน้อยที่สุดต้องมีโครงสร้างอะไร แต่ว่ากรณีที่เฉพาะคือจำเปึ้นนี่ก็เปึ้นได้ แต่ปัญหาที่ ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายในเรื่องของการบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งนั้นนี่ ผมคิดว่าต้อง แยกกันครับว่า ในรัฐธรรมนูญนี้ให้หลักประกันเรื่องความเปึนอิสระในการกําหนด โครงสร้างและตำแหน่ง แต่ไม่ได้ให้อิสระในการกำหนดตัวบุคคลว่าใครจะมาเปึน ระบบ การคัดสรรตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนั้น ต้องเปึ้นระบบของการสอบและเปึ้นระบบของ การคัดเลือกนะครับ ซึ่งจะต้องอยู่ในระเบียบของกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินการ ดังนั้นนี่ผมกราบเรียนว่า ที่เราเขียนขยับขึ้นมาแบบนี้ก็เพื่อที่จะทำให้เห็นว่า การกำหนด โครงสร้างที่เหมาะสมและจำเปึนนั้นยังเปึนอิสระขององค์กรท้องถิ่นอยู่ เพียงแต่ว่า เราอาจจะเข้าใจสลับไปว่า ปัญหาของเหมาะสมและความจำเปึนนี้กลายเปึนอำนาจของ ผู้บริหารท้องถิ่นในการเลือกตัวบุคคล ซึ่งเปึนการตีความที่ผิดพลาดนะครับ ดังนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า การแก้ส่วนแรกในวรรคแรกนี่ก็เพื่อเจตนารมณ์อย่างนี้ นะครับ ในวรรคสองซึ่งเชื่อมโยงกับระบบพิทักษ์คุณธรรม ซึ่งมีท่านผู้เกี่ยวข้องอภิปราย หลายท่าน ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อเสนอในมาตรานี้ทั้งหมดนี่ต้องการให้มี คณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งดูรวมข้าราชการท้องถิ่นทั้งระบบนะครับ รวมทั้งให้มี ระบบหรือองค์กรหรือคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่พิทักษ์คุณธรรม ระบบนี้จะมีความ สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนนะครับ ที่เพิ่งผ่าน คณะรัฐมนตรีไปเมื่อ ๒ วันที่แล้ว เพราะว่าในระบบปัจจุบันนี้นี่ ระบบพิทักษ์คุณธรรมนี่มีความสำคัญ ดังนั้นเราจึงกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งถือว่า เปึ้นเรื่องใหม่ในการปกครองท้องถิ่นว่า ในการบริหารราชการท้องถิ่น เนื่องจากข้าราชการ ท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารมาก ก็ย่อมที่จะมีโอกาสที่จะถูกใช้อำนาจในทาง ไม่ถูกต้อง ดังนั้นเราจึงเสนอว่า เราควรมีระบบคุ้มครองระบบคุณธรรมและจริยธรรม ของข้าราชการ ซึ่งจะต้องสร้างเปึนองค์กร และทั้งหมดนี้จะต้องไปตราเปึนกฎหมาย ผมกราบเรียนว่ากฎหมายข้าราชการท้องถิ่นจะต้องถูกตราขึ้นภายใน ๒ ป้ ซึ่งเปึ้นไปตาม ความในมาตรา ๒๙๓ (๓) ของบทเฉพาะกาล ดังนั้นระบบที่เราพูดทั้งหมดจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคล ป้ ๒๕๔๒ ซึ่งเคยกำหนดไว้แล้ว ให้มาเปึนไปตามเจตนารมณ์และนัยของมาตรา ๒๗๙ เปึนหลักนะครับ
ประการสุดท้ายครับ ก็คือ เรื่องของโครงสร้างของคณะกรรมการข้าราชการ ท้องถิ่น ซึ่งหลายท่านได้กรุณาให้ความเห็นว่าให้จำนวนเท่ากัน ซึ่งกรรมาธิการปรับแล้ว และสิ่งที่กรรมาธิการปรับเพิ่มเติมก็คือ คณะกรรมการชุดนี้จะเปึน ๔ ฝ์ายครับ ไม่ใช่ ๓ ฝ์าย ของเดิมเปึนคณะกรรมการ ๓ ฝ์าย คือ เปึนผู้แทนส่วนราชการ เปึนผู้แทนองค์กร ท้องถิ่นและเปึ้นผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อเปึนผู้แทนของส่วนท้องถิ่นก็มีปัญหาครับว่า ผู้แทน ส่วนท้องถิ่นจริง ๆ มี ๒ ฝ์าย ก็คือ มีฝ์ายที่เปึ้นผู้บริหารกับฝ์ายที่เปึนข้าราชการ ดังนั้น ในร่างมาตรา ๒๗๙ ที่ยกขึ้นมาใหม่ จึงกำหนดให้องค์ประกอบของคณะกรรมการ ข้าราชการท้องถิ่นนั้นนี่นะครับเปึน ๔ ฝ์าย เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของระบบที่จะ เกิดขึ้น รวมทั้งให้มีจำนวนที่เท่ากันนะครับ
ประการสุดท้ายที่ผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้อยคำที่จะทำให้ระบบของข้าราชการท้องถิ่นนั้นตัดคำว่า พนักงานท้องถิ่น ออก เพื่อที่จะ ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นทุกประเภทมีสถานะเหมือนกัน คือเรียกว่า ข้าราชการ เพื่อนสมาชิกอาจจะสงสัยครับว่าทำไมต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่าในกฎหมายเทศบาล ในกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ปฏิบัติหน้าที่นี่ถูกเรียกว่าเปึ้นพนักงานท้องถิ่น ในขณะที่ในกฎหมายองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกฎหมายกรุงเทพมหานคร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกเรียกว่าเปึนข้าราชการ ซึ่งตรงนี้ก็ทําให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้นในมาตรา ๒๗๙ จึงปรับปรุงถ้อยคําด้วยนะครับ ที่ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นทุกคน ถูกเรียกว่าเปึนข้าราชการท้องถิ่นทั้งหมด ไม่เรียกว่าเปึนพนักงานท้องถิ่นอีกต่อไปนะครับ อันนี้ก็คงเปึ้นเจตนารมณ์ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องส่วนใหญ่สอดคล้องกับท่านผู้แปรญัตติทั้งหมด ครับ ท่านประธานครับ