กล้านรงค์ จันทิก หารือเรื่องการแก้ไขมาตราเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยชี้ว่าการแก้ไขนั้นไม่เหมาะสม และเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาใน 2 ประเด็น และเสนอการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเสนอให้เปลี่ยนวรรคที่สามให้เป็นวรรคที่สามทั้งหมด และเพิ่มสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
กราบเรียนท่านประธาน กระผม กล้านรงค์ จันทิก สสร. นะครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ความคิดเห็นในมาตรานี้ เพราะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ ในวรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ กระผมไม่ติดใจวรรคที่ ๔ เพราะวรรคที่ ๔ นั้น เปึ้นการเขียนให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งกรณีนี้กระผม กราบเรียนท่านประธานว่า เปึ้นเรื่องเดิมที่ในรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเปึนผู้เสียหายที่จะมา กล่าวหานายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. หรือข้าราชการการเมืองอื่น และขึ้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปัองกันและปราบปรามการทุจริตนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสามารถที่จะให้บุคคล ใดก็ได้ หรือคณะกรรมการ ปปช. เอง สามารถจะหยิบยกขึ้นมาดำเนินการก็ได้ ฉะนั้นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวรรคนี้ จึงเปึ้นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มี การแก้ไขแล้ว และกระผมได้ขอแปรญัตติในประเด็นนี้ไว้ด้วย ก็ถือว่าคณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขให้ ซึ่งกระผมไม่ติดใจ แต่ในวรรคที่ ๓ ครับ ท่านประธานครับ กระผมอยากจะให้ ท่านประธานได้กรุณาที่จะพิจารณาในวรรคที่ ๓ วรรคที่ ๓ นั้นได้เขียนเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาข้อตั้งผู้ไต่ส่วนอิสระขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ไต่ส่วนข้อเท็จจริง ในกรณีกล่าวหาบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ประเด็นตรงนี้ครับ เปึ้นประเด็นที่สำคัญ เพราะว่าการเพิ่มเติมตรงจุดนี้นั้น จริงอยู่ถึงแม้ว่า ตามมาตรา ๒๖๗/๑ นั้น จะให้เปึ้นอำนาจการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ก็ตามแต่ แต่มันจะเกิดการไต่ส่วนคู่ขนานขึ้นมาของคณะกรรมการ ๒ ชุด กล่าวคือ ถ้าหากว่าคณะกรรมการ ปปช. ได้รับเรื่อง หรือได้มีเหตุอันสมควร กำลังดำเนินการไต่ส่วน นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. ข้าราชการการเมืองอื่นอยู่ ในขณะเดียวกันผู้เสียหาย ก็ไปยื่นต่อประธานศาลฎีกาข้อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมา แล้วที่ประชุมใหญ่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ลองนึกภาพดูว่าการไต่สวนนั้น เขาต้องการให้เปึ้นคู่ขนานตามกฎหมาย มาตรานี้ การไต่ส่วนคู่ขนานนั้น กระผมในฐานะที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและไต่ส่วน มาตลอด ๓๐ กว่าป้ ถ้าไต่สวนคู่ขนานกันเมื่อไร ยิ่งมีการไต่สวนมากชุดเท่าไรนั้น สำนวน การสอบสวนจะอ่อนลง เหตุผลที่อ่อนลง เพราะอะไร เพราะพยานเมื่อมาให้การ กับ ปปช. แล้ว วันรุ่งขึ้นผู้ไต่สวนอิสระอาจจะเรียกพยานคนนั้นไปสอบสวนในอำนาจ หน้าที่ของเขาเอง พยานให้การกลับไปกลับมาแน่ บุคคลที่ถูกไต่สวนนั้นเปึ้นบุคคล ระดับสูง เปึ้นถึงนายกรัฐมนตรี เปึ้นถึงรัฐมนตรี สส. สว. ข้าราชการการเมือง มีอิทธิพล ครับ ฉะนั้นถ้าให้มีกระบวนการไต่ส่วนขนานกันอย่างนี้ กระผมเกรงว่าจะเกิดปัญหา แล้วสํานวนจะอ่อนลง เพราะคําให้การของบุคคลจะกลับไปกลับมา กระผมจึงขอ ความกรุณาจากกรรมาธิการได้พิจารณาใน ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เปึ้นไปได้ไหมที่จะตัดวรรคสามออก หรือถ้าหากว่าท่านไม่ตัด วรรคสามออกนะครับ กระผมได้ทำความเห็น แล้วได้ประสานติดต่อกรรมาธิการ ขอให้ เปึ้นช่วงต่อได้ไหม ช่วงต่ออย่างไรครับ กระผมขอแก้ไขตรงนี้ว่า ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ตามวรรคหนึ่งเปึ้นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ถ้าผู้เสียหายเปึนผู้ยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามวรรคสาม วรรคสามเดี๋ยวกระผมกราบเรียนอีกที และคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่ส่วนแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูลความผิด ให้คำร้องตกไป ผู้เสียหายอาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้ตั้ง ผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อทำหน้าที่ไต่สวนหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน แล้วยื่นฟัองต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ กระผมขอให้ย้ายวรรคสี่ ขึ้นไปเปึนวรรคสาม กระผมกราบเรียนประเด็นตรงนี้ เหตุผลก็คือว่า ถ้าผู้เสียหายได้ยื่น คําร้องต่อ ปปช. ปปช. ไต่สวนแล้วไม่รับ หรือให้คําร้องตกไป เพราะให้สิทธิผู้เสียหายที่จะ ไปร้องต่อศาลฎีกาได้ มันเปึนกระบวนการอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่า ผู้เสียหายไม่ได้ยื่น คำร้อง ไม่ได้ให้ความสนใจเลย เปึนเรื่องที่ ปปช. หยิบยกขึ้นมาหรือเปึนเรื่องที่บุคคลอื่น เขากล่าวหาขึ้นมาเองนั้น ตรงนี้คงจะจำกัดสิทธิในส่วนนี้เอาไว้ กระผมขอเปึนกรณีช่วงต่อกันเพื่อไม่ให้สำนวนมันเสียเท่านั้นครับ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพและฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการได้โปรดกรุณาพิจารณาครับ