อัชพร จารุจินดา พูดเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการสรรหากรรมการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และขอให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขปัญหานี้ให้ชัดเจนขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ขออนุญาตชี้แจงในเรื่อง กรณีกรรมการสรรหาเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมกราบเรียนว่าที่ผ่านมา ของการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น มีปัญหาจริงอย่างที่มีการพูดกันที่อาจารย์ได้กรุณา ยกขึ้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้หาทางแก้ไข เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น ได้บัญญัติถึงองค์กรต่าง ๆ กระจัดกระจายกันไว้อยู่ในหลาย ๆ ส่วน ทำให้ค่อนข้างยาก ที่จะชี้ลงไปว่า กรณีไหนเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ได้แก้ปัญหาโดยการตั้งเปึนหมวดขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกว่า หมวดองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ระบุเจาะจงถึงว่า องค์กรใดที่จะเรียกว่าเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ นั่นก็หมายถึง องค์กรที่ใช้อํานาจในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเปึน กกต. ปปช. ตรวจเงินแผ่นดิน เหล่านั้นคือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้แยกเปึ้น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเปึนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และอีกส่วนหนึ่งคือองค์กรตาม รัฐธรรมนูญเฉย ๆ พวกอัยการ พวกอะไรพวกนั้นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ฉะนั้นความชัดเจนของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะชัดเจนขึ้นว่า เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็คือ พูดถึงองค์กรต่าง ๆ ในหมวดนั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการสรรหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน รัฐธรรมนูญนี้จึงไม่ใช่เปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไปนะครับในความเข้าใจ ถามว่า แล้วถ้าคณะกรรมการชุดนี้กระทำผิด กระทำทุจริตประพฤติมิชอบ กรณีนั้นก็ต้องไปดูว่า การกระทำของเขานั้นอยู่ในขอบเขตของศาลใดตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม และศาลปกครอง ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เขตอํานาจจะระบุเจาะจง อยู่ในตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้เองแล้วว่า เรื่องใดที่จะขึ้นต่อศาลรัฐธรรมนูญบ้าง นะครับ ศาลปกครองก็เช่นเดียวกัน ได้ระบุขอบเขตอำนาจของศาลปกครองไว้โดยเฉพาะ แล้วว่ามีอำนาจพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองทั้งหลาย ก็เหลืออยู่ ศาลเดียวคือศาลยุติธรรม ซึ่งไม่ได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องหมายความว่า ทุกคดีที่ไม่ได้อยู่ในอํานาจเฉพาะของศาลอื่น ๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ อยู่ในเขต อำนาจของศาลยุติธรรมทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นจากการที่คณะกรรมการสรรหาได้กระทำ การในสิ่งใดซึ่งเปึ้นเรื่องมิชอบนั้น ก็จะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมครับ ส่วนตัวบท กฎหมายที่จะรองรับ ว่าการกระทำเขาอย่างใดถึงจะผิด หรือไม่ผิด นั้นก็จะต้องไป พิจารณากัน หรือไปสร้างกันต่อไปที่หลัง แต่ในขณะนี้หรือในสิ่งที่ผ่านมานั้น คำพิพากษา ศาลฎีกาได้ตีความขยายออกไปของคำว่า เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญานั้นค่อนข้างกว้างขึ้น แม้แต่เอกชนในบางเรื่องที่ใช้อํานาจรัฐแล้วกระทําผิด ศาลยุติธรรมก็ตีความว่า กรณีนั้นก็เปึนเจ้าพนักงานเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกัน ในโอกาสที่ของคณะกรรมการสรรหานี้ถ้ากระทำผิด ก็อาจจะมีการถูกตีความว่าเปึน เจ้าพนักงานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้นะครับ เพราะฉะนั้นคดีจะขึ้นศาล ยุติธรรม อันนี้คือสิ่งที่ได้กรุณาถามในข้อแรก ส่วนในประเด็นที่ ๒ เรื่องการเขียนข้อความ นะครับ เขียนข้อความเรื่องวรรคสองของเขตอํานาจ ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดของ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และก็มีการเสนอคำแปรญัตติด้วยข้อความเปึนอย่างอื่นนั้น กราบเรียนว่าหลักการต่างกันครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้น คดีขององค์กรตามองค์กรตาม รัฐธรรมนูญนั้นค่อนข้างสับสน ว่าเรื่องใดขึ้นศาลใดครับ ในครั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้พยายามดำเนินการเพื่อให้คดีต่าง ๆ นั้นเปึนไปตามระบบมากขึ้น ถ้าเรื่องใดที่เปึ้นเรื่อง เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองทั้งหลายก็จะมาอยู่ศาลปกครองทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในกรณีขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งการใช้อํานาจหน้าที่ส่วนหนึ่งเปึ้นการใช้อํานาจ หน้าที่ทางปกครองปกติ เรื่องนี้หลักการของร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะนําการใช้อํานาจทาง ปกครองขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นมาอยู่ในอำนาจศาลปกครอง เว้นแต่กรณีใด ก็ตามที่รัฐธรรมนูญนี้ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า การใช้อํานาจนั้นไปอยู่ในเขตของ อำนาจของศาลอื่น อย่างไรก็ตาม มันจะมีข้อสงสัยว่าการใช้อำนาจทางปกครองของ องค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นจะขยายไปถึงการวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเปึ้นอํานาจอิสระที่ รัฐธรรมนูญนี้กําหนดโดยเฉพาะเจาะจงให้เปึ้นอํานาจขององค์กรนั้นหรือไม่ ในวรรคสองนี้ จึงได้เพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อไม่ให้คดีเหล่านั้นมาขึ้นสู่ศาลปกครอง เพื่อไม่ให้กระทบกับอํานาจอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเหล่านั้น เพราะฉะนั้นในเรื่อง ใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้ว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่อง ใด ๆ การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนั้น ๆ ก็จะไปอยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครอง ส่วนจะอยู่ ในเขตอำนาจของศาลใด ก็จะเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่น กรณีของ กกต. ที่กรณีสั่งเรื่องเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งก็จะไปอยู่ในศาลฎีกา ของ ปปช. ก็ไปอยู่ในศาลฎีกาของนักการเมือง เหล่านั้นก็จะเปึนเรื่องโดยเฉพาะไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําขึ้นก็เพื่อที่จะทําให้ความชัดเจน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมายังมีข้อสงสัย อยู่นะครับ แล้วก็ข้อยกเว้นนั้นก็เขียนที่ชัดเจนเรื่องการวินิจฉัยชี้ขาด ก็หมายถึงการวินิจฉัย ชี้ขาดในเรื่องต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญนี้ให้ไว้นะครับ จึงกราบเรียนว่าข้อความที่เขียนไว้นั้น เปึนข้อความซึ่งตรงตามหลักการที่ต้องการเสนอขึ้นมาครับ