สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตน และเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน พร้อมทั้งร้องเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไข โดยคำแนะนำของสมชายถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา และได้รับการปรับปรุงให้ชัดเจนขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแสดงหลักเกณฑ์และรายละเอียดในการนำเสนองบประมาณ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ กระผมใคร่ขอขอบพระคุณท่าน สสร. ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ และก็ข้อแนะนำที่เปึ้นประโยชน์นะครับ ซึ่งส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่ท่านสมชัยได้ส่งมาให้ พวกเราแก้ไข เราก็ได้ดำเนินการเกือบจะทั้งหมด ยกเว้นอาจจะคำสองคำที่ท่านได้ติติงไว้นะครับ จริง ๆ ถ้อยคำที่ท่านยังติดค้างอยู่เราก็ได้ดูแล้วว่า ในการดูแลเรื่องนี้หลักใหญ่ก็คือ เรื่อง ความโปร่งใสนะครับ ก็คือจะต้องมีการแสดงหลักเกณฑ์รายละเอียดต่าง ๆ เปึนต้นนะครับ แต่ว่าในการนำเสนองบประมาณนี่นะครับจะต้องทำเปึ้นพระราชบัญญัตินะครับ ซึ่งถ้อยคำ ที่ท่านได้แปรญัตติเข้ามานี่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะต้องอยู่ในพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำป้ ซึ่งจะทำให้ตัวพระราชบัญญัติเท่านั้นเอง มาตราแต่ละมาตรานี่ จะเปึ้น เนื้อหาที่อาจจะมากมายด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้กรรมาธิการจึงได้ปรับปรุง ถ้อยคําตรงนี้นะครับว่า สิ่งที่ท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับ เปึนเรื่องของรายละเอียด เปึนเอกสาร ประกอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำป้ แต่ว่าไม่ใช่รายการที่จะไปแสดงอยู่ ในพระราชบัญญัติมันเอง อันนี้อยากจะขออนุญาตที่จะชี้แจงความแตกต่าง ขณะเดียวกันคำว่า แผนการนี่นะครับ ศัพท์ที่ใช้ในงบประมาณนี่เขาใช้คำว่า แผนงาน เราก็เปึ้นห่วงว่า ตรงนี้ก็ อาจจะก่อให้เกิดความสับสนนะครับ จริง ๆ แล้วหลักเกณฑ์เหล่านี้นะครับที่ท่านได้กล่าวนี่ เรา จึงมีไปเขียนอีกที่ในวรรคสามนะครับของมาตรา ๑๖๓ นะครับ ที่ว่าให้มีกฎหมายการเงินการ คลังของรัฐ เพื่อกำหนดกรอบต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตรงนี้เราจะไปดูแลกันว่า ทั้งหมดนี่จะเปึนไปตาม เจตนารมณ์ที่ท่านได้เสนอไว้นะครับ

สําหรับประการที่ท่านวุฒิชาติ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ได้เสนอแนะขึ้นมาว่า เมื่อมีการใช้จ่ายเงินแล้วนี่ ถ้ามีเงินเหลือนะครับ ควรจะนำส่งคืนกองทุนของประเทศ อันนี้เปึน หลักที่ถูกต้องนะครับ เปึนหลักที่ถือปฏิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องเข้าใจดีว่า ระบบการใช้ จ่ายองค์กรของรัฐ หรือระบบราชการนั้น พวกเราอาจจะมองเหมือนกับระบบเอกชนก็คือ มีเงิน มาแล้ว แล้วก็มาเข้าอยู่ในบัญชี แล้วจากนั้นก็ใช้ไป ใช้ไป เหลือเท่าไรก็จะบังคับให้เอาเงินที่อยู่ ในบัญชีนี่คืนกระทรวงการคลัง จริง ๆ หลักไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ หลักที่สำคัญก็คือว่า ความสามารถในการใช้จ่ายของหน่วยงานนี่มันเปึ้นอํานาจนะครับ รัฐสภานี่นะครับ ขออํานาจ จากประชาชนว่า ป้นี้นี่จะมีการขอตั้งงบไว้ ๑ ล้าน ๕ แสนล้านล้านบาท ๑ ล้าน ๕ แสนล้านบาท ประทานโทษนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่า เรามีเงิน ๑ ล้าน ๕ แสนล้านบาทอยู่แล้ว หรือจะมีและก็ มากองไว้ให้ จริง ๆ แล้วเปึนการขออำนาจจากประชาชนว่า จะไปหาเงินมา ๑ ล้าน ๕ แสนล้าน และอํานาจเหล่านี้ก็จะมีการส่งผ่านไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ กระทรวงต่าง ๆ ว่าจะให้ อำนาจกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรนี่ไปใช้จ่ายในวงเงินเท่าไรนะครับ และวงเงินเหล่านั้นนี่ ตามหลักแล้วท่านต้องใช้ให้ถูกต้องตามที่ได้ตกลงไว้ เหลือเท่าไรนี่นะครับ ก็คืออำนาจนั้นก็จะต้องหมดไปตอนสิ้นป้งบประมาณ มิฉะนั้นท่านจะต้องมาข้อกันเงินไว้เบิก เหลื่อมป้นะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วนี่ที่ว่า ให้เงินส่งคืนนี่ มันเปึ้นเพียงส่วนน้อยที่มีการเบิก ไปแล้วและก็เหลือคืน จริง ๆ แล้วอำนาจที่ให้ไปนี่นะครับ จะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ใช้ และก็เปึน เงินทับหายไป เพราะอำนาจนั้นจะหมดเมื่อสิ้นป้งบประมาณ ถ้าไม่ได้มาข้อกันเงินไว้เบิกเหลื่อม ป้ เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็อยากจะขอเรียนนะครับว่า ระบบโดยตัวมันเองนี่ มันจะเปึนอย่างนี้อยู่แล้วก็คือว่า จะมีการตรวจตราว่า เปึนไปตามนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ หากมีการเหลือจ่ายและจะขอโอนไปใช้เรื่องอื่นนี่นะครับ ในอดีตที่ผ่านมานี่ก็จะมีการทำกันได้ โดยอำนาจของสำนักงบก็ดี หรือที่จะให้อนุมัตินะครับ ซึ่งในคราวนี้เราก็ได้พยายามที่จะให้เกิดความโปร่งใส โดยมีการกำหนดว่า หากมีการโอนเงินไว้ ไปใช้ในรายการอื่นนอกเหนือจากที่ได้มีการเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วนี้นะครับ ในมาตรา ๑๖๕ วรรคสุดท้ายนี่ ก็ต้องมีการมาบอกกล่าวรัฐสภาเพื่อทราบนะครับ อันนี้ก็เปึ้นเหตุผลที่อยากจะ ขอเรียนไว้นะครับ

ประการสุดท้ายที่ท่านอรัญให้เติมนะครับ ผมคิดว่าเราเห็นด้วยกับท่านนะครับ เมื่อได้หารือกับทางกรรมาธิการแล้วนี่ ก็เห็นว่าควรจะเติมคำว่า ให้ความเปึนธรรมในสังคม นะครับ ต่อท้ายอย่างที่ท่านได้นำเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ