สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๐

การุณ ใจกาม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ โดยที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยการลดจำนวนเสียงที่จำเป็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. นะครับ มาตรา ๑๕๔ นี้นะครับ แม้จะแปรญัตติไว้ในเชิงของ ในเชิงนะครับ ของสภาเดียวก็ตาม แต่สามารถมาใช้ในเงื่อนไข ของ ๒ สภานี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยเอาหลักการที่แปรไว้มาใช้นะครับ คือท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมแปรญัตติในมาตรานี้ด้วยเหตุที่ ท่านประธานคงเห็นปัญหานะครับว่า ที่ผ่านมา ๖ ป้ ที่ผ่านมานั้น การอภิปรายตามมาตรา ๑๕๔ เรียกว่า การอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ อันนี้เปึ้นปัญหาที่มีอยู่จริง และเกิดขึ้นจริงตลอดเวลา ๖ ป้ ที่ผ่านมา ถ้าหากให้มาตรานี้ยังคงเหมือนเดิม ตามรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ แล้วนี่นะครับ จะทำให้เกิดปัญหาต่อไปอีกในวันข้างหน้า อย่างแน่นอนนะครับ ค่อนข้างจะท้ายได้ว่า ในวันข้างหน้านี้จะมีปัญหาอุปสรรค์คล้าย ๆ กัน อย่างนี้อีกอย่างแน่นอน เพราะในบทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ นี้ ยังคงไว้เหมือนเดิม ก็คือว่า การจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของผู้แทนราษฎรนี่นะครับ บัญญัติไว้ที่นี่ ก็คือไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ๔๘๐ ครับ หนึ่งในสี่นี้นะครับ ๔๒๐ คน (๔๘๐ คน) นะท่านครับ ๑๒๐ คน นะครับท่านครับ หนึ่งในสี่นี่นะครับ ไม่น้อยกว่า หนึ่งในสี่ คือต้อง ๑๒๐ คน ขึ้นไปนะครับ จึงจะอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเปึ้นเรื่อง ที่ลำบากนะครับ ท่านประธานครับ การที่จะเข้าชื่อได้โดยฝ์ายค้านนะครับ ฝัืงฝ์ายค้าน ๑๒๐ เสียง นี่ โอกาสเปึนไปได้ยาก มีครับ เพราะว่าการเลือกตั้งนี่นะครับ โดยเฉพาะลักษณะ ของการจัดตั้งรัฐบาลเปึนแบบหลายพรรค สำคัญนะตรงนี้นะครับ แบบหลายพรรค เพราะฉะนั้น เมื่อหลายพรรค สมมุติว่า ๕ พรรค สมมุติเฉย ๆ นะครับ ๕ พรรคมา ชนะเลือกตั้งมา มีในสภานี้ ๕ พรรค รวมกันปรากฏว่า สมมุติว่ารวม ๒ พรรค ก็ตาม หรือ ๓ พรรค ก็ตาม บังเอิญมันร่วม ต้องรวมทั้งพรรค สำคัญนะครับ รวมครึ่งพรรค รวมเศษหนึ่งส่วนสองพรรคไม่ได้ เวลามารวม จะรวมทั้งพรรค ตรงนี้แหละครับ และรวมแล้วจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าครึ่ง จึงจะเปึ้นเสียงข้างมากที่จะตั้งรัฐบาลได้ ตรงนี้แหละครับ ที่เมื่อรวมต้องรวมให้เกินครึ่ง พอเกินครึ่งแล้วมันต้องรวม รวมทั้งพรรค พอรวมทั้งพรรคมันต้องเฮโลมาทั้งพรรค นี่แบบที่ ๑ ปรากฏว่าอะไร พอมาอย่างนี้จะทําให้เสียงของฝัืงฝ์ายค้านนี่อาจเหลือไม่ถึง ๑๐๐ คน ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงนี่นะครับ ๔๘๐ นี่เกินกึ่ง คือ ๒๔๐ ขึ้นไปนี่ก็ตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่เวลารวม มันดึงมาทั้งหมด ทั้งพรรคนี่แต่ละพรรคมันอาจจะมีตัวเลขที่ไม่แน่นอน พอดึงมาฟัุบนะครับ ฝัืงฝ์ายค้านเหลือวูบเลยครับ ตรงนี้ท่านจะเปึนปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ นายกทันทีเลย ทุกแบบจะเกิดเหตุการณ์นี้ทันทีเลยครับท่าน นี่คือข้อเท็จจริงนะครับ ถ้าท่าน ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่มีอยู่นี้ ไม่ได้แล้วล่ะครับ เอาล่ะ ทีนี้การอภิปรายนายกรัฐมนตรีนี่เปึ้น เรื่องสําคัญ ถ้าเทียบกัน ๒ มาตรานี้นะครับ ๑๕๔ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายก ๑๕๕ อภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล เงื่อนไขของ ๒ มาตรานี้ต้องแตกต่างกันบ้างพอสมควร คือการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายก อาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้น แต่อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีรายบุคคล ลดความเข้มงวดลงหน่อยในเรื่องของจำนวน แต่อย่าลืมครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลักการครับ เราต้อง ไม่ทิ้งหลักการใหญ่ หลักการใหญ่ที่เปึ้นหลักการเบื้องต้น นั่นคือ มีเหตุผลเหมาะสม เพียงพอ และการกระทำของรัฐบาลเหมาะสม เพียงพอที่เปึน ความผิด ความบกพร่อง ความเสียหายนั้น เพียงพอต่อการที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายก หรือไม่ นี่คือหลักการต่างหาก ถ้าหลักการนี้เปึ้นหลักแล้วนะครับ ตัวคน ตัวบุคคลนี้เปึนระดับรองที่ ๒ นะ เหมือนผมอภิปราย เมื่อวานที่การเสนอกฎหมาย ถ้ากฎหมายดี หรือไม่ดีต่างหากนะครับ ถ้ากฎหมายไม่ดีลงชื่อสัก ๒๐๐ ล้านคน มันก็ไม่มีประโยชน์ แต่กฎหมายดี ลงชื่อแค่คนเดียวต้องรีบรับมาทันที พระธรรม ของพระพุทธเจ้า ท่านประธานครับ พระองค์เดียวตรัสรู้ แต่ของดีทันทีครับ คนเดียว องค์เดียว นะครับ ดึงมาเลยครับ มาใช้สอยทั้งโลกเลย เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นหลักการใหญ่นี้ต้อง ไม่ละทิ้งครับ นั่นคือหลักการแห่งเหตุผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายก ถ้าเหมาะ ถ้ามีแล้ว นี่นะครับ คนเดียวก็ต้องทําได้ แต่เอาละในระบบของการถ่วงดุลนะครับ ทําอย่างนั้นไม่เหมาะ หรอกครับ ให้คนเดียวมายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายก เงื่อนไขนี้แก้ตรงนี้ครับท่านประธาน วิธีการแก้ ผมแก้โดยวิธีการ อีกอันหนึ่งครับเหตุผลในการแก้ตัวนี้ บางที่ฝ์ายค้านที่ร่วมกันอยู่ ๒ พรรค ท่านประธาน ฝ์ายค้านที่ร่วมกันอยู่ ๒ พรรค พอรวมแล้ว บางทีมีเสียงพอที่จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจน่ายก็ได้ คือ ๑๔๐ เสียง ขึ้นไป หนึ่งในสี่เหมือนของท่านเขียนเอาไว้นี่นะครับ เหมือน ของกรรมาธิการเขียนไว้ แต่บังเอิญอีกพรรคหนึ่งนั้น ไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายก ด้วยเหตุร้อยแปดพันประการ ใช่ไหมครับ ที่ผ่านมามี ใช่ไหมครับ ๑๒๕ เสียง เป็ะ ๆ เลย งวดที่แล้ว โดยมี ๓ เสียง จากพรรคมหาชน ถ้าร่วมทั้งหมดฝ์ายค้านที่ไม่ได้อยู่ร่วมรัฐบาลนะครับ ๑๒๕ ถ้วน ๆ ซึ่ง ๑๒๕ เท่ากับอภิปรายนายกพอจะได้ แต่ที่ไหนได้ครับ ๓ เสียง มีฤทธิ์เดช กำหนดแผ่นดินเลย ๓ เสียง มีฤทธิ์เดชกำหนดชาติเลย โดย ๓ เสียง ไม่ร่วมยื่นญัตติอภิปราย ไม่ลงชื่อด้วย การอภิปรายนายก็ไม่ได้ตลอดมา นี่ ๓ เสียง ท่านประธานจะยอมให้ ๓ เสียง นี่ มา เปึนคนกําหนดชาติได้อย่างไร แก้อย่างไรทีนี้จากเหตุผลทั้งหมดนี้นะครับ แก้อย่างไร อันนี้เปึน หลักการ ที่ผมอธิบายนี้นะครับ เปึ้นหลักการที่จะใช้แก้ที่ผมเสนอไว้ทั้ง ๑๕๔ และ ๑๕๕ และ ๑๕๗ ด้วย เปึนหลักการเดียวกันครับ แต่ทีนี้ ตอนนี้มาพูดเรื่อง ๑๕๔ ก่อน ทั้งหมดเปึนหลักการ เดียวกันทั้งหมดครับ ๑๕๔ ๑๕๕ และ ๑๕๗ ๑๕๔ ไม่ไว้วางใจนายก โดยสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๕ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล โดยสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๗ เปึนการอภิปรายทั่วไป ของวุฒิสภา หลักการนี้ใช้หลักการเดียวกันที่ผมคิดสูตรตัวนี้นะครับ ต่อไปครับท่านประธานครับ เราต้องแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ แก้อย่างไรครับ ของผมเสนอก็คือว่า นี่นะครับ ๑๕๔ ไม่ไว้วางใจนายกนี่นะครับ ใช้เสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของฝ์ายค้าน พูดใช้คำง่าย ๆ ก็แล้วกัน นะครับ คือถ้าสามารถรวมเสียงของฝ์ายค้านได้ถึงขั้นสองในสามของฝ์ายค้านแล้วนี่นะครับ ซึ่งตอนนั้นจะเกิดเหตุไม่ได้เลย อย่างกรณีเรื่องพรรคมหาชน ๓ เสียง ออกไปนะครับ คือเข้าร่วม เสียงได้ ๑๒๒ คน ๑๒๒ คนนั้น มันเกินกว่าสองในสามของฝ์ายค้านแล้ว ก็จะเกิดการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ขอร้องเถอะครับ ท่านที่เคารพครับ ต้องช่วยกันปลดล็อกตัวนี้ ปลดวิธีการแก้ไขปัญหาตัวนี้ท่านประธานครับ ถ้าอย่างกรณีนี้ก็เช่นกันครับ ถ้าสมมุติ ๓ พรรคตั้งรัฐบาล เสียงป่าเข้าไปตั้งเท่าไรครับ สมมุติว่า เสียงป่าเข้าไปตั้ง ๓๕๐ เสียง เหลือ เพียง ๑๓๐ เสียง ที่เปึนฝ์ายค้าน ๑๓๐ เสียง เปึนฝ์ายค้านนั้น พอไหมที่จะอภิปรายนายก พอ คือ ๑๒๐ เสียงขึ้นไป นี่เขามีเหลือตั้ง ๑๓๐ ใช่ไหมครับ พอ แต่อภิปรายไม่ได้ตรงอะไร เกิดพรรคอีกพรรคเดียวท่านประธานนี่ ๆ พรรคนี้ ซึ่งมีอยู่ ๑๕ เสียงสมมุตินะ หรือ ๒๐ เสียง สมมุตินะครับท่าน หรือ ๓๐ เสียง สมมุตินะครับ ที่ทำให้ลดจำนวนจาก ๑๓๐ ไม่พอ ๑๒๐ อภิปรายไม่ได้แล้ว แต่จะอภิปรายได้ โดยเงื่อนไขที่ผมเสนอ ท่านประธานครับ ไม่น้อยกว่า สองในสามจะอภิปรายได้ทันทีครับ