สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

สวิ่ง ตันอุด หารือเรื่องการให้สวัสดิการวิชาการ โดยเสนอแนะให้สมาชิกวุฒิสภาควรเป็นผู้มีต้นทุนทางสังคม ไม่ใช่ผู้ที่ใช้ทุนตนเอง และต้องการสร้างความแตกต่างระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายสวิ่ง ตันอุด

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ผมฟังมานานนะครับวันนี้นี่นะครับ ผมคิดว่าเราก็ใกล้จะได้ข้อสรุปนะครับ แต่ว่ามี บางเรื่องที่เรายังติดค้างกันอยู่นะครับ ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้นะครับว่า เอาล่ะ ถึงแม้ว่า ตอนนี้เราจะมีเรื่องเกี่ยวกับผสมนะครับ ถึงแม้ว่าอย่างไรก็ตามนี่นะครับ เราก็เห็นว่า มันน่าจะเปึนทางออกที่ดีที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมก็คิดว่าฐานของประชาชนน่าจะเปึ้นฐานที่มั่นคง ที่สุดนี่นะครับ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดีอย่างที่เราต้องการ แต่ทีนี้ความเห็นของผมนะครับ ตอนนี้นี่ ผมมีความคิดว่าอย่างไรก็ตามนี่นะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกที่จะทำให้ สว. ได้มานี่นะครับ ผมเห็นด้วยกับบางท่านที่เสนอว่า จังหวัดละ ๑ คนนี่ ผมก็ยังเห็นว่ามันเปึน เรื่องที่ผิดหลักผิดส่วน และผิดสัดส่วนอยู่พอสมควรนะครับ เพราะว่ามันจะทําให้ ความแตกต่างระหว่างสัดส่วนของประชากรกับจำนวนของ สว. นี่แตกต่างกันออกไป นะครับ ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลยจังหวัดละ ๑๐ ล้าน กับจังหวัดละประมาณแสนกว่าคนนี่ นะครับ อันนี้ก็เปึ้นเรื่องที่เราอาจจะต้องช่วยกันพิจารณา

อันที่ ๒ ผมเองยังเห็นด้วยกับการที่จะทําให้สัดส่วนของการที่ได้มาจากการ เลือกตั้งนี่นะครับมากกว่าการสรรหา เพราะว่าถึงแม้ว่า เราบอกว่า การสรรหานี่นะครับ จะอุดช่องว่างอะไรต่าง ๆ ได้นะครับ แต่ว่าฐานของประชาชนนี่ที่แน่นอยู่เราก็ยังจะอธิบาย กับประชาชนได้ว่า ที่เรามีระบบที่จะต้องไปตรวจสอบกับระบบอื่นนี่นะครับ เราเองก็ไม่ได้ เกาหลังซึ่งกันและกันเสียทีเดียว เพราะว่าระบบที่ผ่านมา ถ้าสมมุติเปึนระบบสรรหา เขาบอกว่า เปึนการเกาหลังซึ่งกันและกันระหว่างองค์กรอิสระกับ สว. นี่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า เอาล่ะ เรายังพอจะอธิบายได้ว่า เราเองนี่ยังมีฐานของประชาชนนะครับ ทีนี้ก็น่าจะมากกว่า ทีนี้นี่นะครับ ผมคิดว่าในเรื่องเกี่ยวกับการไปสู่ว่าจะเปึนเขตไหน อย่างไรก็ตามนี่นะครับ ที่จริงตอนนี้ผมก็ฟังดูแล้ว ผมก็รับได้ทั้ง ๒ ส่วน ในลักษณะที่เปึน เขตจังหวัดกับเขตใหญ่ เขตรวมกลุ่มจังหวัดนะครับ ทีนี้ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ที่จริงแล้วในป้ ๒๕๔๐ ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านที่อยู่ในที่นี้ในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราตั้งเรื่องเกี่ยวกับหลักการของ สว. ไว้ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าเจตนารมณ์นั้น เราน่าจะถูกนำมาใช้ ก็คือว่า เราไม่ให้ สว. ในเรื่องเกี่ยวกับการหาเสียง ด้วยเหตุผลครับ มีเหตุผลก็คือว่า สว. ควรที่จะเปึนบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมที่ดีนะครับ ที่ผ่านมานี่ ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้นี่ ผิดหลักการไป ก็เพราะว่าคนที่มีต้นทุนทางสังคมแทบจะไม่มีโอกาส ได้มาเหมือนกันครับ คนที่เข้ามานี่ก็ใช้ทุนทั้งสิ้น ไม่ใช่ทุนทางสังคมครับ แต่ใช้ทุนตัวเอง นะครับ ผมก็มีประสบการณ์เรื่องนี้นะ บางคนก็ใช้เปึ้น ๒๐ ล้าน ๓๐ ล้าน กว่าจะได้เข้ามา ดังนั้น หลักการในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ก็ผิดเพี้ยนไปว่า ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้ สว. ที่เข้ามาเปึนวุฒินี่นะครับ เปึ้นผู้มีต้นทุนทางสังคม ถ้าคุณจะเปึนสมาชิกวุฒิสภาคุณต้อง สร้างต้นทุนทางสังคมของคุณด้วย ไม่ได้หมายความว่า คุณจะใช้ทุนของคุณอย่างเดียว ในการที่จะเข้ามา ซึ่งผมคิดว่าจริง ๆ แล้วนี่เรื่องนี้ก็ไปเขตใหญ่ก็ได้ ถ้าหากว่าคนนั้น มีต้นทุนพอนะครับในทางสังคม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็คือเราจะได้วุฒิที่มีประสบการณ์ นะครับ ในแง่ของการสร้างกระบวนการในแง่ของการเรียนรู้ให้กับสังคม และเปึ้นที่ชื่นชอบ ของประชาชน ผมก็เห็นนะครับในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ รุ่นแรก ๆ นะ บางท่านเองก็อายุ มากแล้วนะครับ ๘๐ ป้แล้วนี่ เพียงแค่บอกชื่อไปประชาชนเลือกก็มี เพราะเข้าสร้างต้นทุน ของเข้ามาทั้งชีวิตในการที่จะเข้ามาเปึนวุฒิ ซึ่งผมคิดว่าเราต้องสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือ ต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นระหว่าง สว. กับ สส. ดังนั้น กระบวนการในเรื่องของคุณสมบัติก็ดี กระบวนการในแง่ของการจัดเขตต่าง ๆ ก็ดี ก็ควร จะแตกต่างไปกว่า สส. ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้มันจะทําให้เกิดความแตกต่าง ซึ่งถ้าไม่เช่นนั้น เองเราก็ยังได้ สส. ประเภท ๒ อยู่ดี อันนี้โดยความคิดผม ก็คือว่า เอาล่ะ หลัก ๒ หลัก ผลโดยสรุปก็คือว่า ๑. สัดส่วนของประชากรยังเปึนสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่จังหวัดละ ๑ คน ๒. ก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะออกแบบเพื่อให้คนที่มีต้นทุนทางสังคมนี่ได้เข้ามาสู่ กระบวนการนี้ ขอบพระคุณมากครับ