เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องวุฒิสภา และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งและความเป็นอิสระของสมาชิกวุฒิสภา
ท่านประธานครับ เรื่องวุฒิสภานี่ ผมเคยมีประสบการณ์ตรงที่อยู่ในวุฒิสภา แล้วในการที่เราไปรับฟังความเห็น ผมเปึน ประธานกรรมาธิการที่ประสานการมีส่วนร่วม ในรอบแรก ก่อนที่กรรมาธิการยกร่าง ทั้งหมด เมื่อไปถามประชาชน ประชาชนย่อมมีตัวตั้งเพียงแค่ ๒ อย่าง ก็คือ เรื่องการ แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี กับเรื่องของการเลือกตั้ง เพราะว่าในประเทศไทยเคยมีอยู่ ๒ ประเภท ประชาชนเขาก็บอกมาว่า แต่งตั้งน่ะไม่เอาแน่นอน เพราะฉะนั้นอันนี้ยืนยันว่า ไม่เอาแต่งตั้งโดยนายก แต่ว่าการเลือกตั้ง เขาชอบการเลือกตั้ง แต่พอกรรมาธิการไป ประดิษฐ์ของใหม่ขึ้นมา บอกว่าใช้ระบบสรรหาจากเขต และสรรหาโดยอาชีพ ปรากฏว่า ประชาชนหันกลับมาชอบการสรรหา ซึ่งก็เปึนสิ่งที่แปลก ผมซักถามต่อหน้า สสร. จำนวน มากว่า ทําไมถึงไม่ชอบการเลือกตั้งอีกต่อไปล่ะ ท่านบอกว่า ท่านเกรงว่า การเลือกตั้งจะ ได้แต่ผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น แล้วก็ถูกพรรคการเมืองแทรก แล้วก็มีการทุจริตซื้อเสียง โกงซ้ำซากเหมือนเก่า แล้วก็ประการสุดท้าย ท่านกลัวว่า จะได้คนไม่แตกต่างอะไรกับ สส. เปึนคนประเภทเดียวกัน ดีหรือเลวประเภทเดียวกัน ท่านประธานครับ ต่อมาเมื่อ กรรมาธิการรับฟังความเห็นรอบที่ ๒ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า กรรมการสรรหาก็ถูก วิ่งเต้นได้ ไม่ว่าจะเปึน ๑๐ คน ๕ คน กี่คนก็ตาม ก็ถูกวิ่งเต้นได้ แล้วในสังคมไทยระบบ อุปถัมภ์ก็มีการวิ่งเต้น ตกลงที่กรรมาธิการยกร่างยกมาให้มีกรรมการสรรหา อาจจะมี ปัญหา กรรมการยกร่างก็เปลี่ยนใหม่ เปึนเลือก ๗๖ แล้วก็ผสมกับสรรหาโดยอาชีพ อีก ๘๔ ตกลงท่านก็ใช้ระบบผสม ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ที่ผมนี่มาจากการ เลือกตั้งของ สว. วันที่ ๔ มีนา ๒๕๔๓ พวกเรามี ๒๐๐ คน ครับ เราสมมุติว่า จะต้องเปึ้นผู้ ที่เปึนอิสระจากพรรคการเมือง อิสระ เปึนผู้ทรงคุณวุฒิ มีวุฒิภาวะ เปึนอิสระในการดูแล บ้านเมือง ท่านประธานครับ ๖ เดือนแรก ค่อนข้างใช้ได้ เพราะว่าเราเปึ้นอิสระและมีความ เปึ้นอิสระพอสมควร ยกเว้นบุคคลที่มีพ่อเปึน สส. มีสามีเปึน สส. หรือมีภรรยาเปึน สส. หรือไปพันกับพรรคการเมือง ซึ่งมีสามสิบสี่สิบคนก็พอจะใช้ได้ ถัดออกมา เราเสียไปอีก กลุ่มหนึ่ง คนที่มีญาติ มีลูก มีน้อง มีพี่รับราชการ กำลังจะเปึนผู้ว่า กำลังจะเปึ้นผู้กำกับ กําลังจะไปเปึนตําแหน่งแม่ทัพ ตกลงคนพวกนี้ก็จะต้องเอาใจรัฐบาล ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปเอาใจรัฐบาล ถัดมา มีการจ่ายเงินเดือนให้กับ สว. บางคน เดือนละห้าหมื่น แล้วมีการจ่ายเฉพาะกิจในการสรรหาองค์กรอิสระอีก ท่านประธานคง รู้ว่า ผมนี่เปึนคนเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตรวจสอบ แล้วก็แฉ ท่านประธานครับ ถัดมา เราเจอ สว. ที่อยากให้ลูกนี่ไปลง สส. หรือคิดถึงตัวเองว่า ใกล้เวลาจะหมด อยากจะลง สส. แล้วต้องสังกัดพรรคการเมืองบางพรรคในบางภาค จึงจะได้รับการเลือกตั้ง ก็เริ่มที่จะ ไม่เปึนอิสระตามไปตามลำดับ ท่านประธานครับ ในที่สุด สว. ที่เปึ้นอิสระอยู่ในสภา ๒๐๐ คน เหลือแค่สี่สิบห้าสิบคน ยิ่งกว่านั้น การเลือกประธานวุฒิสภาชัดเจนมาก เมื่อครั้งประธาน พลตรี มนูญกฤต รูปขจร ที่หมดวาระลงใน ๒ ป้ ในการเลือกในครั้งถัดไป วุฒิสภาถูกแทรกแซง มีการให้ปากคําในศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา โดยผู้ที่เปึ้น รองประธานวุฒิสภา คือ คุณนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ได้ให้การกับศาลรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่า เพื่อน สว. อีกคนหนึ่งถูกเรียกไปที่บ้านพิษณุโลก มีนายกทักษิณนั่งหัวโต๊ะเปึนประธาน มีคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีเลขาพรรค ก็คือ คุณสุริยะ แล้วก็บอกว่าให้ไปเจรจา ให้คุณนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ถอนตัวซะ แล้วก็บอกกับเพื่อนสมาชิก สว. ว่า คนทำ ธุรกิจนี่เขาไม่ต้องการขัดแย้งกับฝ์ายบริหารบ้านเมืองไม่ใช่หรือ เพราะ สว. คนที่นำ เข้าไปเขาทำภูเก็ตแอร์ (Phuket Air) แล้วเขาทำธุรกิจเยอะแยะ ท่านประธานครับ อีกเหตุการณ์หนึ่ง พลตรี มนูญกฤต เล่าให้ผมฟัง แล้วบอกว่า ให้ไปพูดที่ไหนจะยืนยัน ให้ทั้งหมด ท่านประธานมนูญกฤตลงจากบัลลังก์เหมือนท่านประธานนี่ เดินออกไป ผ่านห้องน้ำผู้ชายตรงนี้ ผ่านไปถึงเกือบจะถึงหน้าห้องนายกรัฐมนตรี บังเอิญเดินเจอกับ นายกรัฐมนตรี ชื่อ ทักษิณ ข่าวคราวตอนนั้น พลตรี มนูญกฤต ถูกเบียดแทรกแน่นอน ไม่มีทางได้ พลตรี มนูญกฤต ถามคุณทักษิณว่า ตกลงท่านนายกจะไม่ยอมให้ผม เปึ้นประธานใช่ไหม คุณทักษิณตอบว่า ผมต้องการคนที่สั่งได้ ท่านประธานครับ พลตรี มนูญกฤต ยืนยันได้ตลอด และในการเลือกองค์กรอิสระทั้งหลาย ท่านประธาน เปึ้นไปได้ไหมครับว่า บัตร ๘๐ ใบ เหมือนซีร็อกซ์ (Xerox) กันเลย เลือกคน ๙ คน ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ ๑๓ เลือกใจตรงกันหมดแปดสิบกว่าคน ในที่สุดองค์กรอิสระก็มีปัญหาอย่างที่เรา รู้กัน ทั้ง ปปช. ผมต้องตามไปเช็กบิลทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภา กกต. ซึ่งอีกไม่นาน ปปช. ก็กำลังจะจัดการเรื่องขึ้นเงินเดือนตัวเอง ท่านประธานครับ เรารู้ว่ามันมีความเจ็บปวดอย่างไรบ้าง ในที่สุดท่านประธาน โดยสรุป บุคคลที่เปึน สว. ในสมัยผมก็คือ สส. ที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ท่านบอกว่า สส. ถ้าไม่ สังกัดพรรคการเมืองแล้วจะมีปัญหา เขายกตัวอย่างกันว่า นั่งรถไฟมาจากบ้าน จะมาประชุมสภา ขายตัวไปแล้ว ๓ ครั้ง แล้วขายตัวครั้งสุดท้ายในห้องน้ำข้างหลังบัลลังก์ ตกลงเราหวังจะได้ สว. ที่เปึนอิสระ เราหวังจะได้ สว. ที่เปึ้นผู้มีวุฒิภาวะ แต่ว่าเมื่อเราไป ของแท้จริงแล้วมันเปึนอย่างนี้ เมื่อการสรรหาก็มีปัญหา เพราะว่ามันมีการวิ่งเต้น การแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีก็มีปัญหา มีการให้เงิน ให้ทอง เพื่อจะเปึน สว. ท่านประธาน ครับ แล้ว สว. ที่มานี่ ใช้งบประมาณป้ละประมาณเกือบพันล้านนะครับ คนเข้าใจผิด แค่เงินเดือน สว. เฉย ๆ ไม่ใช่ เขาแอบอยู่ที่ผู้ช่วยอีก ๕ คน ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวอีก ๑ เงินเดือนร่วมกัน เท่ากับ สว. อีก ๑ คน และมีข้าราชการ มีงาน มีอะไรต่ออะไรที่จะต้อง รับใช้ รับรอง บินไปที่ไหน ๆ ได้อีก รวมกันแล้ว ป้หนึ่งเกือบพันล้าน ท่านคิดว่า คุ้มไหม ถ้าเช่นนั้น เราได้คนเหมือนกันไม่มีผิดกับการที่เปึน สส. ถ้าเช่นนั้นเรามีเสียสภาเดียว ดีไหมครับ ในเมื่อก็เปึนอย่างนั้น แล้วเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมายเราก็สามารถจะตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ ให้ สส. ที่มีอยู่ส่วนหนึ่ง ไปร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิเปึนกรรมาธิการ วิสามัญ เพื่อที่จะดำเนินการกลั่นกรองกฎหมายแทนได้ เรื่องการควบคุมตรวจสอบรัฐบาล ทําได้อยู่แล้ว เรื่องขององค์กรอิสระ ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างก็ยกมาให้มี หน้าที่เพียงแค่รับรอง หรือไม่รับรองเท่านั้น ซึ่งไปได้ สส. ก็ทำได้อย่างนี้ เหลือแต่เพียงแค่ ถอดถอนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเราดูกันให้ดีตรงนี้ เรามีไป ทําไม ครับ ๒ สภา เราหาทางออกไม่ได้ ท่านจะแต่งตั้ง ท่านจะสรรหา หรือท่านจะเลือกตั้ง ต่างมี ปัญหา แล้วเราก็ได้คนประเภทเดียวกันหมด ก็มี ผมไม่ได้บอกว่า ประเภทไม่ดีนะครับ แต่เราก็มีเสียประเภทเดียว คือ สส. ประเภทเดียว แล้วเราทุ่มแรงกาย แรงใจ ในการทำให้ สส. ประเภทเดียวนั้นดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอบพระคุณมากครับ