เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการมีสภาสองสภา และวุฒิสภา หากประเทศไทยมีสภาสองสภา จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และไม่ควรเอียงไปทางพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายนี่จะสอดคล้องกับ มาตรา ๘๗ ว่า จะมีสภาเดียว หรือจะมี ๒ สภา ซึ่งมีความหมายว่า เราควรจะมีวุฒิสภา อีกต่อไปหรือไม่ สําหรับประเทศไทยที่จะเดินหน้าต่อไป ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ เข้าสู่เนื้อหาตรงนี้นี่ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ไม่ว่ากฎเกณฑ์การเลือกตั้งที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่นี้นี่นะครับ จะออกมาอย่างไร ผมมีความมั่นใจว่าพรรคการเมือง นักการเมืองของเรานี่มีความสามารถ แล้วก็มีความสามารถสูงในการที่จะปรับตัว ได้ตลอดทั้งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นในความเห็นของผมนี่ ผมคิดว่า ผมไม่ค่อยห่วง นักการเมือง ผมคิดว่า พรรคการเมือง และนักการเมืองของเรามีความสามารถ ในการปรับตัวสูงมาก ไม่ว่าจะมาเงื่อนไขใด กฎเกณฑ์ใด ท่านสามารถทำงานได้หมด เพราะฉะนั้นอย่าเครียดนะครับ ผมกราบเรียนว่า พวกเราไม่ควรจะเครียดเลย ในการพิจารณาเรื่องวุฒิสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร หรือหมวดรัฐสภา แต่ว่า ประการที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่เราควรจะพิจารณา ก็คือว่า กฎเกณฑ์ที่เรากำลังพิจารณานี่ เราดูภาพองค์รวมของ สส. และ สว. ให้สอดรับกัน ให้เหมาะสม อย่าเอียงกระเท่เร่ ผมว่า เราควรจะดูองค์รวม นั่นเปึนประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เราควรจะพิจารณากฎเกณฑ์ ทั้งหลายให้เปึ้นธรรมกับทุกฝ์าย ที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใด หรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคลใดทางการเมือง ผมคิดว่า นี่ควรจะเปึน หลักการที่พวกเรายึด และประการที่ ๓ ผมคิดว่า ต้องคำนึงถึงความจริงในสังคมไทย เพราะสังคมไทยนั้น มีความเหลื่อมล้ํา มีความแตกต่างกันสูงมาก ระหว่างคนที่มีวุฒิภาวะ มีการศึกษา แล้วก็คนที่ทั่วไป ผมเชื่อว่า เรามีความเหลื่อมล้ํากันสูงมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของการเลือกตั้ง ในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาอาจจะต้องคํานึงถึงเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยนะครับ ในประการที่ ๒ นี่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้แยกแยะ คำว่า ผู้แทน กับคำว่า สมาชิกสภา ท่านประธานครับ เราไปเอาจากต่างประเทศ เรื่องประชาธิปไตยในระบบ รัฐสภาในต่างประเทศ เขาใช้คำว่า เมมเบอร์ ออฟ พาร์เลียเมนต์ (Member of Parliament) หรือเอ็มพี (MP) เราก็แปลมาเปึน สส. ก็คือสมาชิกสภา แล้วก็ต่อด้วยว่า สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในความหมายนี่ มีความหมายต่างกัน นะครับ หลายคนไปคิดแต่ว่า เรากําลังเลือกผู้แทนเข้ามาทํางานในสภา ก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสีย ทีเดียว แต่เรากำลังเลือกสมาชิกของสภา เพื่อมาทำงานให้กับชาติบ้านเมืองในสภา ซึ่งจะเปึนความหมายเฉพาะผู้แทนหรือเปล่า ผมคิดว่า อันนี้เปึ้นประเด็นคำถามที่ผม อยากจะตั้งคำถาม ขณะเดียวกันเราเรียก สภาสูง ที่ในต่างประเทศ แม่บท คือ อังกฤษ เรียกว่า เฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) ในอเมริกาเรียกว่า เซเนต์ (Senate) เราก็แปลเปึนว่า วุฒิสภา ท่านเห็นไหมครับ แต่พวกเราก็มักจะไปเข้าใจผสมผสานเอาเอง ว่าเปึ้นผู้แทน ซึ่งใช่หรือเปล่า เพราะว่าการที่เขามี ๒ สภานี่ จะด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป หมดเลย จะเหมือนกับที่เราคิดคาดเดาเอาเองหรือเปล่าว่า ถือว่าเปึนผู้แทนประเภทหนึ่ง หรือว่าเขาเปึนการประนอมอำนาจระหว่างอำนาจเก่าของพวกลอร์ด ที่เรียกว่า เฮาส์ ออฟ ลอร์ด เปึนการประนอมอำนาจระหว่างขุนนาง กับ เฮาส์ ออฟ คอมมอน (House of Common) ก็คือ สภาของประชาชนธรรมดาทั่วไป จึงจำเปึนต้องมี ๒ สภา แต่เราเห็นเขามี ๒ สภา เราก็ทึกทัก แล้วเราก็ไปบอกอีกว่า เปึนผู้แทนทั้ง ๒ สภาอีก ท่านจับหลักตรงนี้ตามผมไป นิดเดียวนะครับ ท่านก็จะพอมองเห็นอะไรบ้างอย่าง ของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่าเซเนต์ เขาเปึนการเลือกตั้ง ก็จริง แต่เขาเปึนการเลือกตั้งเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรหรือเปล่า เขามีรัฐต่าง ๆ มากมายที่ต้องยู่ไนเต็ด (United) เข้าไปด้วยกัน ที่ต้องรวมเข้าไปด้วยกัน เขาจึงจําเปึ้นที่จะต้องมีตัวแทนของรัฐต่าง ๆ มาอยู่ในสภาสูงหรือเปล่า แล้วประเทศไทย มีรัฐอย่างนั้นหรือเปล่า ที่จะต้องมีเหมือนเขา ที่จะต้องยู่ไนเต็ดระหว่างห้าสิบกว่ารัฐ ที่มันกว้างขวางใหญ่โต เราเปึนระบบอย่างนั้นหรือเปล่า นี่ผมมาจากพื้นฐานในความคิด เลยนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นด้วยพื้นฐานความคิดอย่างนี้นี่ ผมคิดว่า เราคง จะต้องคิดอะไรให้เยอะเลยว่า เราจําเปึนไหมว่า จะต้องมี ๒ สภา แล้วจะต้องเปึนสภาที่ มองเพียงแค่ว่า เปึ้นผู้แทน แล้วต้องเปึนผู้แทนทั้ง ๒ สภา เปึ้นสัดส่วนคล้าย ๆ กัน มาเลือกตั้งเหมือน ๆ กัน แล้วถ้าเลือกตั้งเหมือน ๆ กัน มันคล้าย ๆ กัน แล้วเราทําไมต้องมี ๒ สภา มันก็เปึนโจทย์ที่หลักการที่เราต้องคิด ผมฝากท่านประธานในประเด็นหลักการ ใหญ่ไว้ก่อนนะครับ หลักการเดียวกันนี้นี่ ผมเคยกราบเรียนถามท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วก็อยู่ในบันทึกเทป (Tape) แล้วเคยออกอากาศหลายต่อหลายครั้งแล้ว ผมถามว่า อาจารย์พุทธทาสครับ แล้วก็ถอดอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย มีผู้เอาไปทำหนังสือแล้ว ถอดเทป ผมถามว่า ในความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย นี่ ท่านอาจารย์พุทธทาส หมายความว่าอย่างไร ท่านอาจารย์พุทธทาสตอบว่า ประโยชน์ของประชาชนเปึนใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเปึ้นใหญ่ ประโยชน์ของประชาชนเปึนใหญ่ ท่านตอบ ลองคิดดูนะครับ ไม่ใช่ประชาชนเปึ้นใหญ่ แต่ประโยชน์ของประชาชนเปึ้นใหญ่ ผมซักค้านท่าน เพราะผม ไม่เข้าใจ ผมจะมีความรู้สึกว่า ประชาธิปไตยมันต้องประชาชนเปึ้นใหญ่ ทุกอย่างต้อง มาจากประชาชน ประชาชนต้องใหญ่สุด แล้วก็เพื่อประโยชน์ประชาชนต้องมาจาก ประชาชนเท่านั้น ผมซักค้านอยู่อีกสามสี่บรรทัด สามสี่ครั้ง แล้วท่านตอบผมอยู่คำหนึ่งว่า ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง อย่างนี้จึงจะเปึนประชาธิปไตย ประชาชนเปึ้นใหญ่ แล้วมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชน โดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัว แล้วฉิบหายหมด ท่านประธานครับ นี่คือคํายืนยัน ถอดเทปอยู่ในนี้ ผมรู้ว่าท่านประธาน ไม่ยอมให้เอาซีดี (CD – Compact Disc) มาเป่ด กลัวว่าผมจะเอาท่านพุทธทาสมา อภิปรายด้วย ผมก็เลยไปเอาหนังสือมาให้ดูว่า ได้มีการพิมพ์หนังสือ โดยท่านอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ผมซักถามท่านอาจารย์พุทธทาส ตกลงท่านอาจารย์พุทธทาสสรุปว่า ประโยชน์ของประชาชนเปึ้นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเปึนใหญ่ นั่นคือ ประชาธิปไตย ถ้าท่าน อยากจะรู้ว่า เนื้อหาข้างในต่อไปเปึนอย่างไรอีก ประโยชน์ของประชาชนเปึนใหญ่ทำ อย่างไร ลองหาอ่านดู ผมจะนํามาให้สภาแห่งนี้ก็ได้ในวันหลัง ทั้งเล่ม ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว คือ หลักการ ปรัชญา และแนวคิดของประชาธิปไตย และแนวคิดที่ เราจะมีสภา เราต้องเปึนผู้แทนหรือไม่ หรือเราเรียกว่า สมาชิกสภา แล้วอะไรคือความจริง นั่นคือ ประการที่ ๑ ผมจะมาพูดถึงวุฒิสภาโดยเฉพาะนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเคยมีวุฒิสภามาโดยตลอด เคยจะมีพฤฒิสภาอยู่ครั้งหนึ่ง ก็ไม่สําเร็จ แล้วเรา มีวุฒิสภาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตมา เพิ่งมีอยู่ครั้งเดียว ที่มีวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ครั้งเดียว ทํางานได้ ๖ ป้ ครั้งที่ ๒ ก็ไม่สําเร็จ เพราะยังไม่ครบ ตกลงเรามีวุฒิสภา ให้เราพิสูจน์จาก การเลือกตั้งเพียงแค่ครั้งเดียว ท่านประธานครับ ครั้งเดียวนี่ทำงานเปึนอย่างไร ผมในฐานะที่เปึ้นสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนั้น มีประสบการณ์ตรง พร้อม ๆ กับคุณการุณ ใสงาม พร้อม ๆ กับคุณเสรี สุวรรณภานนท์ พร้อม ๆ กับ พลตำรวจเอก มีชัย นุกูลกิจ เราอยู่ในห้องนี้ เราเปึ้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๔ ท่าน พวกเรารู้ดีครับ ท่านประธาน ครับว่า พวกเรานี่